การเดินทางนานนิรันดร์

สมมติว่าคุณต้องการที่จะเดินทางข้ามประเทศ จาก พอร์ทแลนด์, รัฐเมน ไปยัง พอร์ทแลนด์, รัฐโอเรกอน นั่นคงจะมีระยะทางราวๆ 3,000 ไมล์   หากเดินทางรอบโลกนั้นก็คงเกิน 8 เท่าไปสักหน่อย ราวๆ 25,000 ไมล์

หากจะเดินทางจากโลกไปยังดวงจันทร์นั่นก็เพียง 9 เท่าของเส้นรอบโลก ก็ราวๆ 240,000 ไมล์   ไกลกว่านั้นนะเหรอ? ดีมากเลย ดาวศุกร์ ที่ใกล้โลกมากที่สุดก็ไกลออกไปราวหนึ่งร้อยเท่าของระยะทางไปดวงจันทร์ นั่นก็คือระยะห่างไกลออกไป  25,000,000 ไมล์   และถ้านับเอาตอนที่ ดาวพลูโต ใกล้โลกที่สุด มันก็ยังมีห่างกว่าหนึ่งร้อยเท่าเมื่อเทียบกับระยะห่างของดาวศุกร์   นั่นหมายถึง 2,800,000,000 ไมล์

ที่กล่าวมานี้ยังคงอยู่แต่ในระบบสุริยะของเราเท่านั้นเอง  แต่ไกลเกินกว่านั้นไปอีกท่ามกลางมวลหมู่ดาว    แม้ดาวที่ใกล้ที่สุดก็ห่างออกไปนับ 9,000 เท่าของพลูโต   ดาวที่ใกล้เราที่สุดก็คือ อัลฟ่า เซนเตารี และมันก็อยู่ห่างออกไปนับ 25,000,000,000,000 ไมล์   นี่คือดาวที่ใกล้ที่สุดแล้วนะ  

ระยะทางข้ามกาแลคซีทางช้างเผือกก็คือ 23,000 เท่าของระยะทางจากโลกถึงอัลฟ่า เซนเตารี   ระยะทางจากที่นี่ไปยัง แอนโดรเมดา กาแลคซีขนาดใหญ่ที่ใกล้เราที่สุดก็คงราวๆ 23 เท่าของรัศมีของกาแลคซีทางช้างเผือก และระยะทางจากที่นี่ไปยังควอซ่าที่ไกลที่สุดก็คงราวๆ 4,000 เท่าของระยะทางจากที่นี่ไปยังแอนโดรเมดา

แล้วเรื่องเวลาล่ะ  อาจใช้เวลาเพียงสองสามวันที่จะไปถึงดวงจันทร์   เพียงไม่กี่เดือนที่จะเดินทางไปถึงดาวศุกร์หริอดาวอังคาร   สองสามปีสำหรับการเดินทางไปดาวยักษ์ในระบบสุริยะ   แต่นั่นก็ไกลที่สุดที่เราสามารถไปได้ และสมเหตุสมผล

หากจะต้องเดินทางไปดาวดวงที่ใกล้ที่สุด ด้วยเทคโนโลยีที่เรามีอยู่ในตอนนี้ คงจะต้องใช้เวลานับหนึ่งแสนปีแสง   เท่าที่ NASA สามารถทำได้ก็เพียงแต่ส่งยานสำรวจไปถึงแต่ดาวเสาร์ ซึ่งเปรียบเสมือนแค่การเล่นเกมส์ที่สนามหลังบ้านเท่านั้นเอง   แต่นั่นแหละคือการเดินทางระหว่างดาว คือการเดินทางไปสู่ดวงดาว   นั่นแหละคือการเดินทางไกลที่สุดของเรา[1]

การเดินทางระหว่างดวงดาวในส่วนที่นักเขียนและนักอ่านนิยายวิทยาศาสตร์ให้ความสนใจอย่างมากที่สุด ระบบสุริยะของเรานั้นเป็นที่รู้จักกันมากและมีข้อจำกัดมากมาย   ระบบสุริยะ (นอกโลก) นั้นคงจะไร้ซึ่งสิ่งที่จะจัดได้ว่าเป็นสิ่งมีชีวิต—ไม่ต้องกล่าวถึงว่าเป็นสิ่งมีชีวิตอันทรงภูมิปัญญา—ดังนั้นถ้าหากเราจะค้นหาเพื่อนต่างดาว คู่แข่ง หรือว่าศัตรู เราจึงต้องเฝ้ามองหาจากดวงดาวอันไกลโพ้น   นานมาแล้วนับตั้งแต่ปี 1928, ในเรื่อง สกายลาร์ค วิหคสายฟ้า[2] อี.อี. (ด็อก) สมิธ[3] ได้เขียนนวนิยายวิทยาศาสตร์ถึงเรื่องราวการเดินทางสู่ดวงดาวขึ้นเป็นครั้งแรก และเป็นที่ชื่นชอบจากผู้อ่านอย่างมากทีเดียว   เพียงแต่ตาเฒ่าด็อกแสนดีเล่าถึงการที่ยานอวกาศเดินทางข้ามอวกาศอันกว้างใหญ่ไว้อย่างคลุมเครือ   อย่างไรก็ตาม บอกคุณได้เลย อันที่จริงแล้วในเวลานี้เราเองก็ยังไม่สามารถทำดีกว่านั้นได้เลย   ลองมาร่ายรายการตามความเป็นไปได้กันดูสักหน่อย

  1. เราสามารถรักษาอัตราเร่ง ไปได้เร็วขึ้น เร็วขึ้นและเร็วขึ้น จนกระทั่งเราไปได้เร็วเพียงพอที่จะสามารถเดินทางภายในพื้นที่อันกว้างใหญ่ไพศาลครอบคลุมระยะทางทั้งระหว่างดวงดาวและระหว่างกาแลคซี ในระยะเวลาเพียงแค่นับเดือนหรือนับวันเท่านั้น
    ข้อทัดทาน: นักฟิสิกส์ยังคงยึดมั่นในความคิดเห็นที่ว่าความเร็วแสงในสูญญากาศ 186,000 ไมล์ต่อวินาที เป็นความเร็วสูงสุดเท่าที่เราสามารถไปได้ และด้วยความเร็วนี้ มันก็ยังคงใช้เวลานับหลายๆ ปีกว่าที่จะถึงดาวดวงที่ใกล้ที่สุด นับหลายล้านปีจึงจะบรรลุถึงกาแลคซี่ขนาดใหญ่ที่ใกล้ที่สุด
  2. หากว่าเรามีข้อจำกัดอยู่ที่ความเร็วแสง ซึ่งนั่นก็นับว่าเยี่ยมยอดเพียงพออยู่ทีเดียว แม้นว่าใครที่ไปได้ด้วยความเร็วแสง บนวัตถุที่มีความเร่ง อัตราเวลาที่ผ่านไปจะลดลงอย่างต่อเนื่อง และกระทั่งเข้าสู่ความเร็วแสง อัตราเวลาที่ผ่านไปก็จะมีค่าเป็นศูนย์   ณ. ความเร็วแสง พวกลูกเรือของยานอวกาศก็จะสามารถเดินทางครอบคลุมระยะทางอย่างมหาศาลในแทบจะทันที
    ข้อทัดทาน: ในการเดินทางระหว่างดาว และระหว่างกาแลคติค อวกาศจะเกลื่อนไปด้วยอะตอมของไฮโดรเจนเป็นครั้งคราว   ในระดับความเร็วแสง อะตอมของไฮโดรเจนนี้จะกระแทกยานอวกาศด้วยพลังงานและแรงจากอนุภาครังสีคอสมิค และนั่นจะสังหารเหล่าลูกเรือและผู้โดยสารยานอวกาศได้อย่างรวดเร็ว   กระนั้นแล้ว ยานอวกาศก็คงจะขับเคลื่อนไปด้วยความเร็วได้ไม่เกินไปกว่าหนึ่งในสิบของความเร็วแสง และด้วยความเร็วเท่านี้ผลกระทบทางด้านเวลาทำให้นั่นไม่ได้ช่วยอะไรเราเท่าไหร่เลย
  3. สมมติว่า เราติดตั้ง “อุปกรณ์กวาดอะตอม” ไว้ที่ข้างหน้ายานอวกาศ มันช่วยกวาดพวกอะตอมที่อยู่ด้านหน้าออกไป ด้วยเหตุนี้ก็จะหลีกเลี่ยงปัญหารังสีคอสมิค และมีผลพลอยได้คือการรวบรวมวัตถุดิบที่จะใช้เป็นแหล่งพลังของเครื่องยนต์นิวเคลียร์ฟิวชั่นอีกด้วย
    ข้อทัดทาน: เจ้า “อุปกรณ์กวาดอะตอม” นี่จะต้องมีขนาดกว้างหลายหมื่นไมล์จึงจะมีประสิทธิภาพเพียงพอ การสร้างเจ้าสิ่งนี้ย่อมจะมีปัญหาอย่างมาก และอาจจะไม่สามารถแก้ปัญหาเหล่านั้นได้
  4. เราอาจสามารถหลบเลี่ยงข้อจำกัดในเรื่องความเร็วแสงได้โดยการใช้ เตฆีออน อนุภาคอะตอมย่อย[4] ซึ่งสามารถเคลื่อนที่ด้วยความเร็วเหนือแสง และด้วยความเป็นจริงแล้ว มันก็ไม่สามารถเคลื่อนที่ด้วยความเร็วต่ำกว่าความเร็วแสงได้เช่นกัน
    ข้อทัดทาน: อนุภาคเตฆีออน ยังคงมีอยู่แค่ในทฤษฎี และยังไม่สามารถตรวจจับได้อย่างแท้จริง[5] นักฟิสิกส์ส่วนมากคิดว่ามันจะไม่ถูกตรวจเจอ แม้ว่ามันถูกตรวจเจอ ก็ไม่มีใครที่จะเข้าใกล้ถึงวิธีทางที่จะเอามันมาใช้งานได้
  5. บางทีเราอาจสามารถหลบเลี่ยงข้อจำกัดในเรื่องความเร็วแสงได้โดยการเดินทางผ่านหลุมดำ ซึ่งอย่างน้อยพวกมันก็เป็นที่รู้กันว่ามีอยู่จริง
    ข้อทัดทาน: แม้ว่าหลุมดำมีอยู่จริง (และพวกนักดาราศาสตร์ยังไม่ได้มีความคิดเห็นเป็นเอกฉันท์ในเรื่องนี้) ไม่มีใครที่จะเสนอแนะวิธีการที่ยานอวกาศจะสามารถผ่านเข้าไปได้โดยไม่ถูกทำลายโดยแรงไทดัล[6]   นอกเหนือไปกว่านั้น หากสามารถผ่านหลุมดำไปได้ก็ยังมิได้หมายความว่าจะเป็นการเดินทางไปในระยะไกลได้อย่างรวดเร็ว
  6. ในกรณีนี้ เราอาจจะพบวิธีทางอื่นที่จะหลีกหนีไปจากจักรวาลนี้ เราควรที่จะเดินทางผ่าน อวกาศห้วงลึก หรือ ไฮเปอร์สเปซ ด้วยการ “กระโดด” นั่นจะทำให้เราสามารถเดินทางไปในระยะทางมหาศาลในเวลาเป็นศูนย์

ข้อทัดทาน: กระนั้น ไฮเปอร์สเปซ ยังคงมีอยู่แต่เพียงในจินตนาการของนักเขียนนิยายวิทยาศาสตร์

  1. และแล้ว เมื่อพวกเราสามารถเดินทางไปได้โดยพ้นข้อจำกัดในเรื่องความเร็วแสง แต่เราก็ยังต้องทำการแช่แข็งลูกเรือและผู้โดยสารไว้   และเมื่อถึงปลายทางที่หมายก็จัดการให้พวกเขาฟื้นชีวิตกลับมามีสติสัมปชัญญะหลังจากที่ผ่านไปนับหลายพันปี

ข้อทัดทาน: ไม่มีใครรู้ได้ว่าร่างกายของมนุษย์สามารถแช่แข็งโดยไม่เสียชีวิต   หรือว่า ร่างกายที่ถูกแช่แข็งจะสามารถกลับฟื้นคืนชีวิตได้ แม้กระทั่งหลังจากที่ผ่านไปนานนับพันปี

  1. ในกรณีนั้น คงจะไม่มีสิ่งใดเหลือไว้ให้ทำอีกแล้ว—การเดินทางด้วยความเร็วปกติ—ก็คงช้ากว่าความเร็วแสง ซึ่งผู้คนเดินทางไปด้วยสภาวะปกติ นั่นหมายความว่าต้องใช้เวลาหลายพันหมื่นปีที่จะไปถึงแม้แต่หมู่ดาวที่ใกล้ที่สุด ดังนั้นผู้คนหลายๆ รุ่นที่จะต้องใช้ช่วงชีวิตของพวกเขาอยู่บนยานอวกาศ นั่นย่อมหมายถึงยานอวกาศต้องมีขนาดใหญ่มากพอที่จะรองรับพวกเขาได้

ข้อทัดทาน: ไม่มี แต่ความเป็นจริงแล้วจะมีใครต้องการที่จะใช้ชีวิตแบบนี้

มากมายหลายเรื่องสำหรับความเป็นไปได้จริงทางวิทยาศาสตร์   ในโลกของนิยายวิทยาศาสตร์ พวกเราต่างมั่นใจว่าปัญหาทุกข้อนี้นั้นจะสามารถผ่านไปได้ในที่สุด—แลบางทีอาจเป็นได้ในวิถีทางที่เราอาจไม่คาดคิดอย่างที่สุด

ดังนั้นเราจึงจะนำเสนอเรื่องราวนับโหลเกี่ยวกับยานอวกาศ ด้วยหลากหลายกลวิธี ดังเช่นที่ข้าพเจ้าได้อธิบายไว้ข้างต้นเพื่อที่จะคลอบคลุมการเดินทางในระยะไกล และอาจมีหนึ่งหรือสองวิธีที่นอกเหนือไปจากสิ่งที่ข้าพเจ้าได้กล่าวเอาไว้
มีอะไรอีกมั๊ย  เรื่องราวซึ่งกล่าวถึงผลกระทบของการเดินทางระยะไกลที่มีต่อบรรดาผู้คนบนยานอวกาศ และเหตุการณ์ต่างๆ อันบังเกิดขึ้นกับพวกเขา
ด้วยเหตุที่การเดินทางดังกล่าวคงจะไม่ได้เกิดขึ้นในช่วงชีวิตของพวกเรา (และคงจะไม่สำเร็จแน่นอน ถ้าหากว่ายานอวกาศสำหรับการดำรงชีพของชนหลายรุ่นพิสูจน์ได้ว่าเป็นหนทางเดียวที่เป็นไปได้ในทางปฏิบัติ)   ทว่าหากการพยากรณ์อันน่าตื่นเต้นของบรรดานิยายวิทยาศาสตร์นี้ เป็นเพียงวิธีทางเดียวที่เราสามารถเรียนรู้ประสบการณ์ในเรื่องนี้แล้วละก็ การเดินทางไปสู่ดาวดาวอันไกลโพ้นคงเป็นเพียงสาระความฝันของจินตนาการอันกว้างไกลเท่านั้น  ●


เขียนโดย ไอแซค อาซิมอฟ

จาก “The Longest Voyage
หนังสือรวมเรื่องสั้น “Gold”

[1]  อาซิมอฟ เขียนบทความนี้ในปี 1983, ยังไม่มียานอวกาศลำใดไปได้ไกลเกินดาวเสาร์

[2]  สกายลาร์ค วิหคสายฟ้า  แปลโดย พิเชฐ ชีพสัจญาณ, ปีที่พิมพ์ พ.ศ.2525, สำนักพิมพ์ บริษัท สยามซายน์แอนด์เทคโนโลยี จำกัด, จากเรื่อง The Skylark of Space, ของ  E.E. Doc Smith

[3]  E.E. Doc Smith, หรือ Edward Elmer Smith, 1890-1965 นักเขียนนิยายวิทยาศาสตร์ชาวอเมริกัน, ผลงานที่มีชื่อเสียงได้แก่ นิยายวิทยาศาสตร์ชุด Skylark และ Lensman

[4] Subatomic Particle อนุภาคที่เล็กกว่าอะตอม เช่น ควาร์ก อิเล็กตรอน นิวตริโน โบซอน เป็นต้น

[5] ในเดือนกันยายน ปีค.ศ. 2011   ศูนย์วิจัยฟิสิกส์อนุภาคเซิร์น (CERN) ได้ยืนยันผลการทดลองว่าอนุภาคนิวตรีโนมีความเร็วเหนือความเร็วแสงจริง โดยทีมวิจัยจากยุโรปได้จับเวลาการเดินทางของอนุภาค “นิวทริโน” (neutrino) จากกรุงเจนีวา สวิตเซอร์แลนด์ไปยังอิตาลี แล้วพบว่าอนุภาคที่แทบจะไม่มีมวลนี้เคลื่อนที่ด้วยความเร็วมากกว่า 186,282 ไมล์ หรือ 299,792 กิโลเมตร ต่อวินาที ซึ่งเป็นความเร็วที่ยอมรับกันว่าเป็นขีดจำกัดความเร็วของจักรวาล (cosmic speed limit)

[6] แรงไทดัล  Tidal force  เป็นผลกระทบทุติยภูมิที่เกิดจากแรงโน้มถ่วง และเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เกิดปรากฏการณ์น้ำขึ้นน้ำลง แรงนี้เกิดขึ้นจากแรงโน้มถ่วงของวัตถุหนึ่งที่กระทำต่ออีกวัตถุหนึ่งอย่างไม่สม่ำเสมอกันตลอดแนวเส้นผ่านศูนย์กลาง ด้านที่อยู่ใกล้กับวัตถุที่สองมากกว่าจึงได้รับแรงดึงดูดที่มากกว่า ขณะที่ด้านตรงกันข้ามจะถูกแรงดึงดูดน้อยกว่า   ที่มา: วิกิปีเดีย

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s