ซาตานจากอนาคต

“แกทำอะไรไม่ได้หรอก” คอนอลลี่พูด “ทำไมแกถึงต้องพยายามตามกันมานะ” เขายืนหันหลังให้กับเพียร์สันเหม่อมองข้ามทะเลสีน้ำเงินที่ทอดผ่านไปอิตาลี ทางซ้ายไกลออกไปเบื้องหลังหมู่เรือประมงซึ่งจอดทอดสมอรอเวลาวิ่งแข่งกันออกไปในทะเลลึก  ดวงอาทิตย์กำลังตกจมพื้นน้ำทำให้ทะเลเมดิเตอเรเนียนมีเสน่ห์อย่างประหลาด   ท้องฟ้า แผ่นดิน และทุกสิ่งทุกอย่าง สะท้อนแสงสนธยา สีสดจับตา แต่ชายหนุ่มทั้งคู่ดูจะไม่นำพาต่อความงามรอบๆ เอาเสียเลย

เพียร์สันลุกขึ้นยืน เดินออกจากเงามืดของร้านกาแฟเล็กๆ กระทบกับแสงแดดอ่อนๆ เฉียงๆ ของดวงอาทิตย์ยามตกดิน เขาเดินมาสบทบกับคอนนอลลี่ที่ริมผาแต่ก็ระงังที่จะไม่ให้ใกล้จนเกินไปนัก ถึงตอนนี้เรื่องลึกลับของเขาไม่ว่ามันจะเป็นอะไรก็ตามคงจะเพิ่มความรู้สึกนี้แก่เขาอีกเท่าตัวแน่ๆ

“ฟังนะ รอย” เพียร์สันเริ่มต้นพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง “เราเป็นเพื่อนกันมามากกว่า 20 ปี และแกก็คงรู้นะว่ากันจะไม่ปล่อยให้แกลำบากโดยไม่ยื่นมือเข้าช่วยเหลือ   นอกจากนี้…”

“ฉันรู้ แกคงสัญญากับรู้ธ”

“ทำไมจะไม่ละหืมม์  ถึงอย่างไรเธอก็เป็นภรรยาแก เธอมีสิทธิ์ที่จะรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น” เพียร์สันหยุดถอนหายใจ บรรจงเลือกคำพูดของเขาอย่างระมัดระวัง “เธอกังวลมากนะ รอย มากกว่าที่…ถ้าหากมันจะเป็นแค่เพียงผู้หญิงคนอื่น” เขาเกือบจะหลุดคำ “เหมือนเคย” ออกไปแต่เปลี่ยนใจในที่สุด

คอนอลลี่ ขยี้บุหรี่กับกำแพงหินแกรนิตเรียบ ดีดมันทิ้งลงไปในทะเลต่ำลงไปเบื้องล่างกว่าร้อยฟุต แลเห็นเป็นเพียงจุดสีขาวเล็กๆ โยนตัวไปตามจังหวะคลื่น ก่อนที่จะหันหน้ามาเผชิญกับเพียร์สัน

“กันเสียใจ แจ๊ค” คอนอลลี่พูด

ท่าทีเก่าๆ ของเขาปรากฏขึ้นอีก แต่ก็เป็นเพียงชั่วขณะ เพียร์สันรู้ดีว่ามันต้องถูกบดบังไว้ด้วยอะไรสักอย่างหนึ่งที่ทำให้คอนอลลี่กลายเป็นเหมือนคนแปลกหน้าในขณะนี้ “กันรู้ดีว่าแกพยายามจะช่วยกัน และกันก็รู้สึกซึ้งในน้ำใจ เพียงแค่ไม่อยากให้แกตามกันมาเท่านั้น มันจะทำให้เรื่องเลวร้ายลงไปอีก”

“ทำให้กันแน่ใจว่าจะไม่มีอะไรเกิดขึ้นสิ แล้วกันจะไป”

คอนอลลี่ถอนหายใจ “กันไม่สามารถทำให้แกเชื่อได้มากไปกว่านักจิตวิทยาที่แกพยายามจะให้กันไปหาหรอก   เจ้าหมอเคอร์ติส! เขาเป็นคนดีทีเดียว ช่วยฝากไปบอกได้ไหมว่ากันต้องขอโทษด้วย!”

“แต่กันเป็นเพื่อนแกนะ ไม่ใช่หมอ และไม่เคยคิดที่จะรักษาแกด้วย ไม่ว่าคำรักษานี้จะมีความหมายอย่างไรก็ตาม ถ้าแกชอบจะดำรงชีวิตแบบนี้ก็เป็นเรื่องของแก รอย   แต่อย่างน้อยก็ควรจะบอกเราว่ามันเกิดอะไรขึ้น ได้ยินไหม!  มันเกิดอะไรขึ้น เราจะได้หาทางทำอะไรสักอย่าง”

“เพื่ออะไร? เพื่อหาทางให้กันพ้นมลทิน?”

เพียร์สันยักไหล่ ความพยายามของเขาดูจะล้มเหลว ตอนนี้ทางเลือกมีอยู่ทางเดียว ทำเป็นไม่สนใจเสีย

“เปล่า! กันไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น แต่มีรายละเอียดบางอย่างที่กันวิตก แกต้องการที่จะอยู่ที่นี่ตลอดไป   แน่นอนแกคงอยู่ไม่ได้ถ้าไม่มีเงิน แม้กระทั่งที่ไซรีนเองก็ตามเถอะ”

“กันสามารถพักอยู่ที่วิลล่าของ คลิฟฟอร์ด รอนส์ลีย์ ได้นานเท่าที่กันจะพอใจ ท่านเป็นเพื่อนสนิทของพ่อกัน แกคงรู้กระมัง   ตอนนี้มันว่างอยู่ จะมีก็แต่คนเฝ้าและคนรับใช้ พวกนั้นคงจะไม่กวนใจกันหรอก”

คอนอลลี่ ลุกขึ้นจากมุมกำแพงที่เขาทรุดตัวนั่งอยู่

“กันจะขึ้นไปบนยอดเขา ก่อนที่มันจะมืด” เสียงของเขาห้วนแต่เพียร์สันก็รู้ว่าเขาไม่ได้ถูกปฏิเสธ เขาสามารถตามขึ้นไปถ้าเขาต้องการ

ทั้งคู่ไม่ได้พูดกันเลยตลอดเวลาที่ปีนขึ้นไปข้างบน เพราะเพียร์สันเองเหนื่อยเสียจนแทบจะหายใจไม่ออก แต่คอนอลลี่กลับเลือกเอาทางที่ขรุขระที่สุดเหมือนกับจะพยายามแกล้งตัวเอง   เกาะด้านล่างดูเล็กลงไปอย่างน่ากลัว วิลล่าสีขาวโพลนเหมือนปีศาจในหุบเขามืด เรือหาปลาเล็กๆ จอดนิ่งสงบในอ่าว ล้อมรอบด้วยทะเลดำทมึน

เมื่อเพียร์สันตามขึ้นมาทัน คอนอลลี่กำลังนั่งพักอยู่หน้ารูปพระคริสต์ตรึงไม้กางเขนซึ่งชาวเกาะผู้มีศรัทธาบริจาคเงินสร้างไว้   ถ้าเป็นตอนกลางวันคงจะมีนักท่องเที่ยวอยู่เป็นกลุ่มๆ ถ่ายรูปหรือไม่ก็จ้องมองทิวทัศน์ซึ่งได้รับคำกล่าวขานกันมากมาย แต่ตอนนี้ทุกสิ่งทุกอย่าง เงียบสงบ และว่างเปล่า

คอนอลลี่หายใจหนักเพราะหมดแรง แต่ท่าทางของเขาดูสงบ และพักผ่อนอย่างสบาย เงาดำที่ทอดผ่านความคิดของเขาได้จางหายไปแล้ว เขาหันมาทางเพียร์สันพร้อมกับยิ้มกว้างขึ้นเหมือนสมัยเก่าๆ

เขา เกลียดการออกกำลังกาย แจ๊ค มันจะทำให้เขากลัวมาก”

“ใครคือ เขา คนนั้น หืมม์ รอย” เพียร์สันถาม “อย่าลืมว่าแกยังไม่ได้แนะนำเขาให้รู้จักกันเลยนะ?”

คอนเนลลี่ ยิ้มกับอารมณ์ขันของเพื่อน แต่แล้วริ้วรอบของความกังวลความท้อแท้ก็ผุดกลับขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง

“บอกกันหน่อยสิแจ๊ค ว่าแกเคยเห็นกันเป็นคนชอบเพ้อฝัน หรือจินตนาการจนเกินไปหรือเปล่า?”

“ไม่หรอก ความคิดฝันของแกอยู่ระดับปกติเท่านั้น ดูเหมือนจะน้อยกว่าของกันอีกกระมัง”

คอนอลลี่ ผงกศีรษะช้าๆ

“กันก็คิดว่าอย่างนั้นเหมือนกัน แจ๊ค   และนี่ละจะช่วยให้แกเชื่อกัน กันแน่ใจว่ากันคงไม่ได้คิดสร้างสิ่งประหลาดที่กำลังไล่ล่ากันขึ้นมาด้วยตัวเองหรอก เขา มีชีวิตอยู่จริงๆ กันไม่ได้เป็นโรคประสาทหลอนสัญญูวิปลาส หรือชื่ออะไรแปลกๆ ที่หมดเคอร์ติสเรียกแน่ๆ

“แจ๊ค แกจำ ม็อด ไวท์ ได้หรือเปล่า?  เรื่องทั้งหมดมันเริ่มต้นที่เธอ   กันพบเธอที่ปาร์ตี้ของเดวิด เทรสคอท เมื่อหกอาทิตย์มาแล้ว   กันเพิ่งทะเลาะกับรู้ธมาหยกๆ และกำลังกลุ้มมาก พอเจอกับเธอที่งาน กันก็เลยลงเอยกับเธอ เธอตามไปนอนกับกันที่แฟลตในเมือง”

เพียร์สันยิ้มแห้ง รอยผู้น่าสงสาร ทุกเรื่องของเขามักจะซ้ำๆ กันแบบนี้เสมอ หลายเรื่องนำความยุ่งยากมาให้ชีวิตและครอบครัว แต่เขาก็ยังทำมันอีกเสมอ

“ฉันว่าแกคงจะหัวเราะเยาะกันแน่ๆ ถ้ากันบอกแกว่าอะไรเกิดขึ้นกับกัน   ความจริงมันเป็นเรื่องธรรมดาๆ แต่มันก็ทำให้ฉันกลัว กลัวมากที่สุดเท่าที่ฉันเคยมีความรู้สึกมาชั่วชีวิตนี้ ฉันเพียงแต่เดินไปที่เคาน์เตอร์ รินเหล้า เหมือนกับที่ฉันเคยทำมานับร้อยๆ ครั้ง   แต่ครั้งนี้มันแปลกกว่าที่เคยตรงที่……..แกเชื่อไหม? กันไม่รู้ตัวเลย จนกระทั่งกันส่งเหล้าให้ม็อด เราอยู่กันเพียงสองคน แต่กันรินเหล้ามาสามแก้ว! กันเหลือบดูไปรอบๆ ห้อง ไม่มีใครอยู่เลย แต่กันก็รู้สึกว่ามีเขาอยู่แน่ๆ เขาไม่ใช่คนเหมือนเรา ไม่ได้อยู่ในห้องนั้น หรืออยู่ที่ไหนๆ ในโลกนี้ทั้งนั้น แต่เขาสิงอยู่ที่นี่ สิงอยู่ลึกลงไปในสมองของกัน……”

คืนนั้นเงียบสงบ จะมีก็แต่เพียงเสียงเพลงเบาๆ จากคาเฟ่ในหุบเขาเบื้องล่าง ทอดเสียงอ้อยอิ่งขึ้นไปถึงดวงดาว แสงจากจันทร์เต็มดวงสะท้อนวูบวาบในทะเลนิลที่เงียบเชียบ รูปปั้นกับไม้กางเขนสะท้อนแสงโพลนตัดกับความมืด ประภาคารส่งแสงล้อแสงสนธยาสุดขอบฟ้า ขณะที่ดาวศุกร์กำลังอ้อยสร้อยตามดวงอาทิตย์ไปทางทิศตะวันตก

เพียร์สันรอคอย ให้อารมณ์ของคอนอลลี่กลับสู่ปกติอีกครั้งหนึ่ง ถึงแม้เรื่องที่เขาเล่าจะประหลาดเอามากๆ แต่ท่าทางของเขาก็ดูจริงจัง ใบหน้าของเขาดูสงบใต้แสงจันทร์ แต่เป็นความสงบบนใบหน้าของผู้ที่ต้องยอมรับความพ่ายแพ้อย่างไม่มีทางต่อสู้ดิ้นรนขัดขืน

“สิ่งต่อมาที่กันจำได้ก็คือ กันกำลังนอนอยู่บนเตียง ในขณะที่   ม็อดกำลังบรรจงเช็ดหน้าให้กันอยู่ ท่าทางเธอตื่นกลัวและตกใจมาก กันเพิ่งรู้ว่ากันวิ่งหนีออกมา หกล้มจนหน้าผากแตกแหวอะ เลือดยังคงไหลออกมาแต่กันไม่สนใจมันเสียแล้ว   สิ่งที่กันกลัวก็คือกันเป็นบ้าไปแล้วหรือไง? มันน่าตลกมากทีเดียว”

“แต่ เขา ก็ยังอยู่ที่นั่น ตอนที่ฉันตื่น! และอยู่กับกันตลอดตั้งแต่ตอนนั้น กันสลัดม็อดออกไปแล้วพยายามค้นว่ามันเป็นอะไรกันแน่ บอกกันหน่อยสิแจ๊ค แกเคยเชื่อเรื่องโทรจิตบ้างไหม?”

คำถามที่ปุบปับ และท้าทายทำให้เพียร์สันตื่นจากภวังค์ “โทรจิต? กันไม่ได้สนใจกับมันมากนัก แต่ที่แกเล่าก็น่าจะพอเชื่อได้ แกกำลังจะพูดว่ามีใครบางคนพยายามอ่านใจแกอยู่หรือ?”

“มันไม่ใช่เรื่องพื้นๆ แบบนั้นหรอก ฟังให้ดีนะ ที่ฉันกำลังจะบอกแกอยู่เป็นเรื่องที่กันเรียนรู้ทีละน้อยๆ ในตอนที่กันมึนๆ หรือเคลิ้มๆ แกอาจจะตีความได้ว่า กันอยู่ในสภาพสมองไม่ปกติ แต่กันว่าไม่ใช่ ตอนแรกมันอาจเป็นเพียงวิธีเดียวที่สามารถติดต่อกับ โอเมก้า   แล้วกันจะบอกทีหลังว่าทำไมกันถึงเรียกเขาอย่างนั้น แต่ตอนนี้ไม่มีอะไรที่จะกีดขวางการติดต่อระหว่างเราได้   กันรู้ว่าเขาอยู่ที่นั่นตลอดเวลา คอยเวลาที่กันจะคลายการป้องกัน กลางคืน หรือกลางวัน เมาเหล้าหรือตอนมึน กันคอยตระหนักถึงความมีอยู่ของเขาอยู่ตลอดเวลา เหมือนอย่างตอนนี้ แกรู้หรือเปล่าว่าเขาสงบนิ่งเฝ้ามองกัน ความหวังของกันก็คือต้องการให้เขาเบื่อ เบื่อที่จะรอคอย และออกไปล่าเหยื่อคนอื่นๆ ต่อไป”

เสียงของคอนอลลี่ซึ่งเรียบมาตลอด ห้วนเข้า เหมือนกับจะหมดความอดทน

“แกลองคิดถึงความน่าสะพรึงกลัว การค้นพบนี้สิ ถ้าหากแกรู้ว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่แก ทำ คิด หรือ ต้องการ ถูกเฝ้ามองและร่วมรู้เห็นร่วมความรู้สึกโดยอะไรสักอย่างหนึ่ง มันหมายถึงการสิ้นสุด ชีวิตปกติสุขของกัน กันต้องแยกจากรู้ธมาโดยไม่รู้จะบอกเหตุผลกับเธอว่าอย่างไร แล้วเหมือนกับโชคชะตาจะแกล้งให้เรื่องมันเลวร้ายขึ้น   ม็อดพยายามไล่ตามฉันมา ระดมโจมตีกันด้วยจดหมาย โทรศัพท์ มันเหมือนกับนรก!   กันไม่สามารถสู้กับสองอย่างนี้ได้พร้อมๆ กัน   กันถึงได้เตลิดมา และหวังว่าที่นี่ เกาะไซรีนคงไม่มีอะไรที่เขาสนใจ เขาจะได้เลิกกวนกันเสียที”

“เอาละ กันเข้าใจละ” เพียร์สันพูดสอดเสียงนุ่ม “เขาไม่ใช่นักถ้ำมองธรรมดาๆ เสียแล้ว แต่ต้องการจะเข้าร่วมมีส่วนด้วยใช่ไหม?”

“แกไม่ต้องพยายามตลกให้กันอารมณ์ดีหรอกแจ๊ค แต่กันไม่ถือสาหรอกเพราะที่แกเข้าใจก็มีส่วนถูก แต่สำหรับกัน กว่าจะเข้าใจความต้องการที่แท้จริงของเขาก็กินเวลาพอควร พอกันหายตกใจ กันก็เริ่มวิเคราะห์สถานการณ์ที่แท้จริง กันย้อนกลับไปตั้งแต่กันเริ่มรู้ตัว   และในที่สุด กันก็รู้ว่ามันไม่ใช่การรุกรานเข้ามาอย่างทันทีทันใด แต่ เขา ได้สิงอยู่กับกันมาหลายปีแล้ว เขาหลบอยู่อย่างดี อย่างที่กันไม่เคยสงสัยมาก่อน แกอาจจะหัวเราะเยาะกันได้นะ เพราะแกรู้จักกันมานาน แต่แกเชื่อหรือไม่ว่ากันไม่เคยมีความสุข ความกระตือรือร้นอย่างเต็มที่เลย ในเรื่องเกี่ยวกับผู้หญิงแม้เวลาที่นอนกับเธอ และตอนนี้ฉันรู้แล้วว่าทำไม   โอเมก้าอยู่กับกันมาตลอดเวลา ร่วมรับความรู้สึก มีความรู้สึกกับการสัมผัสทางอารมณ์ซึ่งร่างกายของเขาไม่สามารถได้รับ”

“ทางเดียวที่กันจะควบคุมตัวเขาไว้ให้ได้ก็คือต่อสู้กลับไปหาทางจับเขาไว้ และพยายามจะเข้าใจว่า เขา คืออะไร และในที่สุดกันก็ทำสำเร็จ   เขาอยู่ไกลออกไปจากที่นี่ ไกลเหลือเกิน   และจะต้องมีขอบเขตจำกัดพลังของเขาเหมือนกัน บางทีการติดต่อครั้งแรกอาจเป็นเพียงเหตุบังเอิญเท่านั้นก็ได้ แต่กันก็ไม่แน่ใจนัก”

“กันไม่แน่ใจว่าแกเคยอ่านหรือเปล่า ว่าปรากฏการณ์ต่างๆ เกี่ยวกับโทรจิตที่เคยมีมาไม่ขึ้นอยู่กับ เวลา กันเชื่อว่าเป็นเช่นนั้น    โอเมก้า ไม่ใช่คนยุคเดียวกับเรา เขาต้องอยู่ที่ไหนสักแห่งในอนาคต ไกลออกไปจากปัจจุบันมากมายนัก เคยมีบางขณะที่กันคิดว่าเขาเป็นหนึ่งในมนุษย์ยุคสุดท้าย นั่นละเป็นเหตุผลว่าทำไมกันถึงเรียกเขาว่า โอเมก้า   แต่ตอนนี้กันชักไม่ค่อยแน่ใจนัก บางทีเขาอาจอยู่ในยุคที่มนุษย์มากหลายเผ่าพันธุ์กระจัดกระจายอยู่ทั่วเอกภพ บางพวกกำลังเจริญขึ้นสู่จุดสูงสุด ในขณะที่บางพวกกำลังเสื่อมลง พวกเขาไม่ว่าจะอยู่ยุคไหนส่วนไหนของเอกภพได้ขึ้นถึงจุดสูงสุดยอดและตกต่ำลงถึงระดับที่ไม่มีคาสามารถจะคิดถึงได้ พวกเขามีแต่ความชั่วร้ายทำลายล้าง แจ๊ค ความชั่วร้ายที่พวกเราส่วนมากไม่เคยพบพานเลยชั่วชีวิต   ใช่! บางทีกันก็รู้สึกเห็นใจพวกเขา เพราะกันรู้ว่าอะไรทำให้เขามีส่วนเป็นเช่นนั้น”

“แกเคยสงสัยบ้างไหม แจ๊ค พวกเราเผ่าพันธุ์ของมนุษย์จะทำอย่างไรเมื่อวิทยาสตร์ได้ค้นพบทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่มีดาวดวงไหนหลงเหลือให้สำรวจ   ดาวทุกดวงได้เปิดเผยความลับของมันออกมาจนหมดสิ้น?   เผ่าพันธุ์แบบโอเมก้าเป็นคำตอบหนึ่ง แต่กันหวังว่ามนุษย์อนาคตจะต้องไม่เป็นแบบนี้ไปหมด เพราะถ้าเป็นเช่นการต่อสู้ของเราก็คงจะสูญเปล่า กันหวังว่าเขาและพวกเขาเป็นแค่เพียงมะเร็งเนื้อร้ายส่วนน้อยในเอกภพที่ยังคงดีงามอยู่ แต่กันก็ไม่ค่อยแน่ใจนัก”

“พวกเขาละเลยไม่สนใจกับร่างกายของตนจนมันเสื่อมโทรมใช้ประโยชน์ไม่ได้ บางทีพวกเขาอาจจะเคยคิดเหมือนกับที่พวกเราบางคนคิดว่ามนุษย์อาจจะอยู่ได้ด้วยสติปัญญาหรือความฉลาดเพียงอย่างเดียว   เมื่อถึงระดับนั้นพวกเขาอาจเป็นอมตะไม่รู้จักเจ็บตาย   และนั่นก็เหมือนกับว่าพวกเขา ถูกสาปให้ ทนทุกข์ทรมาน อยู่ชั่วนาตาปี ตลอดแสนๆ ปีที่จิตใจของพวกเขาถูกกัดกร่อนให้ผุพังในร่างกายที่อ่อนแอ เสาะหาทางสลัดความเบื่อหน่ายที่น่าชัง พวกเขาหาคำตอบได้ในที่สุด พวกเขาส่งจิตของเขากลับมาในอดีตกลับมาในยุคที่มนุษย์ยังแข็งแรงสนุกสนาน   พวกเขาได้สิงสู่เกาะกินอารมณ์ความรู้สึกของบรรพบุรุษของพวกเขาเอง”

“ฉันสงสัยว่าพวกเขาจะมีอยู่สักเท่าไหร่    และบางทีพวกเขาอาจจะเป็นสาเหตุของความพินาศฉิบหายทุกสิ่งทุดอย่างที่เคยปรากฏในประวัติศาสตร์ของเราก็ได้ ธาตุแท้ของมนุษย์อาจจะไม่มีความเลวทรามอยู่เลยก็ได้ แต่พวกเขาต่างหากที่ทำให้มันเกิดขึ้น   พวกเขาเสาะหาเหยื่อในอดีตเพื่อบำบัดความกระหายของเขาได้อย่างไร?  แกลองนึกถึงภาพพวกเขาเหมือนฝูงกาที่รุมทึ้งซากศพ บินว่อนเหนืออาณาจักรโรมันตอนที่กำลังจะล่ม เข้าสิงอยู่ในสมองของจักรพรรดิ์เนโร คาลิกูลาและไทเบอร์อุส บางทีโอเมก้าอาจไม่มีโอกาสได้เหยื่อที่มีคุณค่ามหาศาลแบบนั้น หรือบางทีพวกเขาอาจไม่มีโอกาสเลือก นอกจากสิงเข้าในจิตใจใครในยุคไหนๆ ก็ได้ที่เขาสามารถติดต่อ และเปลี่ยนไปสู่เหยื่อรายใหม่ต่อไปเมื่อไรก็ตามที่เขามีโอกาส”

“มันเป็นงานที่ช้ามาก กว่ากันจะค้นพบสิ่งเหล่านี้ออกมาได้กันคิดว่าบางทีมันอาจเป็นส่วนหนึ่งของความสนุกของเขาที่รู้ว่ากันพยายามจะรู้ว่าเขาคือใคร   มันเป็นรสชาดอย่างหนึ่ง กันคิดว่าเขาต่างหากที่เป็นคนเปิดกำแพงที่กั้นขวางเราไว้ออกอย่างช้าๆ และสุดท้ายกันสามารถเห็นตัวเขาได้”

คอนอลลี่หยุดชะงัก หันมองไปรอบๆ   เพียร์สันก็สังเกตุเห็นว่าเขาไม่ได้อยู่กันตามลำพังบนยอดเขาเสียแล้ว   หนุ่มสาวสองคนยืนจูงมือทอดน่องตรงมายังรูปปั้น ทั้งคู่แต่งตัวสวยงามตามแบบฉบับของชาวพื้นเมืองเดินผ่านไปโดยไม่มีท่าทีว่าจะสังเกตุเห็น   รอยยิ้มขมขื่นนิดๆ ปรากฏขึ้นบนริมฝีปากของคอนอลลี่ขณะที่ทั้งสองเดินผ่านไป

“ฉันละอายใจเหลือเกิน แกเชื่อไหมแจ๊ค เมื่อกี้นี้กันอยากจะให้โอเมก้าปล่อยฉันและไปหาเด็กหนุ่มคนนั้นแทน แต่เขาไม่ แม้ว่ากันจะปฏิเสธไม่ยอมเล่นเกมส์กับเขาอีกตลอดไป เขาก็ยังอยู่รอคอยดูว่าจะเกิดอะไรขึ้น!”

“เมื่อกี้แกกำลังบอกกันว่าเขามีรูปร่างเป็นอย่างไร” เพียร์สันเอ่ยขึ้น คอนอลลี่จุดบุหรี่อัดเข้าไปเต็มแรงก่อนจะตอบ

“แกสามารถจินตนาการถึงห้องที่ไม่มีฝากั้นได้มั๊ย? เขาอยู่ในที่ว่าง อวกาศรูปไข่ล้อมรอบด้วยหมอกควันสีน้ำเงินอ่อน บิดเป็นเกลียวและหมุนไปรอบๆ แต่ไม่เคยเปลี่ยนที่ ไม่มีทางเข้า ไม่มีแรงดึงดูด หรือไม่เช่นนั้นก็หมายความว่าเขาสามารถคิดแรงต้านทานสนามแรงโน้มถ่วงได้เพราะว่าเขาลอยอยู่ตรงกลาง รอบๆ ตัวเขาเป็นท่อนโลหะรูปทรงกระบอกต่อกันเป็นวงกลมหมุนช้าๆ อยู่ตลอดเวลา กันเดาเอาว่ามันคงเป็นเครื่องอะไรสักอย่างที่ทำตามความปรารถนาของเขา มีครั้งหนึ่งที่กันเห็นวัตถุรูปไข่อยู่ข้างๆ เขา ในนั้นมีสิ่งที่เป็นลักษณะของมนุษย์โดยสมบูรณ์ มันยื่นมือออกมาป้อนอาหารและขัดถูตัวเขา เหมือนกับที่เราทำกับทารก   มันน่าเกลียดน่ากลัวอย่างบอกไม่ถูก…”

“แกเคยเห็นตัวลิงลมหรือสัตว์ที่น่าเกลียดทำนองนั้นไหม? เขาเหมือนกับไอ้นั่นแหละ มันเหมือนกับฝันร้ายของเผ่าพันธุ์มนุษยชาติ เขามีตาโตที่มีแววอาฆาตจองร้าย มันน่าประหลาดตรงที่ไม่มีใครเคยคิดว่าการวิวัฒนาการจะลงเอยด้วยความอัปลักษณ์เช่นนี้ ร่างของเขาคลุมด้วยขนสัตว์สีน้ำเงินเหมือนกับหมอกควันนั่น   ทุกๆ ครั้งที่กันมีโอกาสจะเห็นเขาอยู่ในท่าเดียวกันเสมอ ขดเป็นครึ่งวงกลมเหมือนทารกที่กำลังนอนหลับ   กันคิดว่าขาของเขาคงจะหดหายเสื่อมโทรมเพราะไม่ได้ใช้ บางทีแขนเขาก็อาจจะเหมือนกัน เพียงแต่สมองของเขาเท่านั้นที่ยังทำงาน กระเหี้ยนกระหือที่จะล่าเหยื่ออยู่ตลอดเวลา”

“และตอนนี้แกก็คงรู้ว่าจะไม่มีใครสามารถทำอะไรได้เลย ไม่ว่าแกหรือว่าใครก็ตาม พวกจิตแพทย์อาจจะรักษากันได้ถ้ากันวิปลาส วิทยาศาสตร์ที่จะช่วยเหลือกันได้ที่จะจัดการโอเมก้านั้นยังไม่มีใครค้นพบ”

คอนอลลี่ ถอนหายใจลึก ยิ้มอย่างท้อแท้

“เพราะว่ากันเป็นปกติดี กันยิ่งเชื่อว่าแกคงจะไม่เชื่อกัน เพราะฉะนั้นคงไม่มีอะไรร่วมกันที่เราจะเริ่มต้นด้วยกันได้”

เพียร์สันลุกขึ้นยืน ตัวเขาสั่นเล็กน้อย อากาศบนยอดเขาเย็นจัด แต่ที่เขารู้สึกมาจากส่วนลึกภายใน ความรู้สึกหมดหวังท่วมท้นประดังเข้ามาตั้งแต่ตอนที่คอนอลลี่พูดจบ

“กันจะพูดอย่างตรงไปตรงมา รอย” เขาเริ่มต้นพูดช้าๆ “แน่ละ ฉันไม่เชื่อเรื่องที่แกพูด แต่ในเมื่อแกยอมรับในเรื่องนี้ โอเมก้าก็เป็นจริงสำหรับแก ฉันก็จะยอบรับเขาด้วยเหตุผลนี้ เหตุผลที่ว่าแกเชื่อ ไม่ใช่ฉันเชื่อ แล้วเราจะร่วมกันต่อสู้เขาร่วมกับแก”

“มันเป็นเกมส์ที่เสี่ยงต่ออันตรายมากนะ เรายังไม่แน่ใจว่าเขามีอำนาจหรือ พลังพิเศษอะไรนอกจากเหนือไปจากนี้ ถ้าเขารู้เรื่องนี้เขาจะทำอะไรเราได้บ้าง”

“กันจะเสี่ยงเอง เพียร์สันตอบอย่างมั่นใจแล้วเริ่มต้นเดินลงจากยอดเขา คอนอลลี่เดินตามมาเงียบๆ อย่างไม่มีข้อโต้แย้ง “ว่าแต่ว่า แกตั้งใจจะทำอย่างไรต่อไปล่ะ?”

“พักผ่อน หลีกเลี่ยงอารมณ์ใดๆ ทั้งหมด ตัดขาดจากผู้หญิงทุกคน รู้ธ ม็อด รวมทั้งคนอื่นๆ ที่เหลือมันเป็นงานที่ทำได้ยากมากที่สุด   แกก็รู้มันไม่ง่ายนักนะที่เราจะเลิกทำอะไรบางอย่างที่เราคุ้นเคยกับมันมาตลอดชีวิต”

“ฉันเชื่อๆ” เพียร์สันตอบยิ้มๆ “แล้วแกทำใด้สำเร็จแล้วสักแค่ไหนล่ะ”

“โดยสมบูรณ์! แกรู้ไหม ความกระตือรือร้น ความอยากไม่มีสิ้นสุดที่ทำลายแผนงานของเขาเอง เขาทำให้กันเกิดความคลื่นเหียนเมื่อไรที่กันคิดถึงเรื่องเซ็กส์กันเกิดความรู้สึกนี้ขึ้นมาทันที กันเคยดูถูกและหัวเราะเยาะพวกที่เห็นเซ็กส์เป็นของต่ำเป็นเรื่องหวงห้ามมาชั่วชีวิต แต่ตอนนี้กันกลับเป็นอย่างนั้นไปเสียเอง!”

นั่นละที่เป็นคำตอบ เพียร์สันคิด คอนอลลี่คงจะไม่มีวันเชื่อว่ากรรมเก่าในอดีตของเขาได้ตามมาทันเสียแล้ว โอเมก้าไม่ใช่อะไรอื่นใดทั้งสิ้นนอกจากสิ่งที่ซ่อนอยู่ภายใต้ก้นบึ้งหัวใจของเขา   โอเมก้าก่อเป็นตัวตนขึ้นมาจากรากฐานของความรู้สึกผิดชอบชั่วดี   และเมื่อคอนอลลี่รู้ความจริงข้อนี้เขาก็คงไม่ถูกหลอนหลอกอีกต่อไป   ถ้าจะพูดกันตามวิชาการของเรื่องประสาทหลอนนี่ก็เป็นตัวอย่างหนึ่งของเรื่องตลกที่จิตของมนุษย์พยายามหลอกลวงตัวเองอาจจะมีเหตุผลบางอย่างที่มันจำเป็นต้องออกมาในรูปประหลาดเหลือเชื่อแบบนี้ แต่นั่นก็ไม่ใช่ประเด็นสำคัญอะไร

เพียร์สันพยายามอธิบายให้คอนอลลี่เข้าใจในเรื่องนี้อยู่นานจนกระทั่งเดินมาเกือบถึงหมู่บ้าน คอนอลลี่พยายามฟังอย่างอดทนจนเพียร์สันมีความรู้สึกไม่สบายใจเหมือนกับว่าเขาเป็นตัวตลกที่พยายามเล่าเรื่องไร้สาระ แต่เขาก็แข็งใจต่อไปจนจบ พอเล่าจบ คอนอลลี่ก็หัวเราะออกมาอย่างไม่มีสาเหตุ

“เหตุผลของแกฟังดูก็น่าจะถูกต้อง แต่เราทั้งสองคนไม่สามารถทำให้อีกคนเชื่อมั่นหรือยอมรับได้เลย เพียงแต่ว่าฉันไม่เชื่อเหตุผลของแก แกไม่รู้หรอกว่าสำหรับฉันโอเมก้าเป็นจริงเพียงใด เขาเป็นจริงยิ่งกว่าแกเสียอีก  ถ้าปิดตาเสียแกจะหายไปแต่โอเมก้ายังคงอยู่ที่นั่น   กันเพียงหวังว่ากันน่าจะเดาเหตุผลที่เขายังคงรออยู่ได้ กันได้ทิ้งชีวิตแบบสนุกสนานแบบเก่าๆ ไปแล้ว และเขาก็รู้ว่ากันไม่มีทางกลับไปหามัน ตราบใดที่เขายังคงอยู่ที่นั่นแล้วเขาจะได้อะไรขึ้นมากับการรอคอย?” คอนอลลี่หันมาทางเพียร์สันด้วยท่าทางขึงขัง “นั่นเป็นสิ่งที่ทำให้ฉันกลัวแจ๊ค เขาอาจจะรู้ว่าอนาคตของฉันจะเป็นอย่างไร ชีวิตของฉันทั้งหมดอาจเป็นเพียงหนังสือที่เขาสามารถพลิกอ่านหน้าไหนตอนไหนที่เขาพอใจก็ได้   กันแน่ใจว่าจะต้องมีละครชีวิตของฉันที่น่าตื่นเต้นรอคอยอยู่ เขาถึงได้รอคอย บางที-บางทีกันสงสัยว่าสิ่งที่เขารอคือความตายของกันหรือเปล่า”

ทั้งคู่กำลังอยู่ระหว่างบ้านเล็กๆ ชายหมู่บ้าน และข้างหน้านั่นชีวิตราตรีของไซรีนกำลังกระโดดโลดเต้นไปตามจังหวะของมัน พวกเขาไม่ได้อยู่ตามลำพังอีกต่อไป   ท่าทีของคอนอลลี่มีการเปลี่ยน แปลงอย่างกะทันหัน

บนยอดเขา ท่าทางของเขาแม้จะไม่ปกติเหมือนเดิมทีเดียวนัก แต่ก็ยังเป็นกันเองและพร้อมที่จะพูดระบายอะไรออกมา แต่ภาพของฝูงชนที่กำลังสนุกสนานอย่างไม่มีกังวลข้างหน้าทำให้เขาเปลี่ยนไป เขาเดินช้าๆ ตามหลังเพียร์สัน และปฏิเสธที่จะเดินต่อไป

“เกิดอะไรขึ้นอีกล่ะ? ” เพียร์สันถาม “แกลงไปกินมื้อเย็นกับกันที่โฮเตลข้างล่างก็ได้นี่นะ”

คอนอลลี่สั่นศีรษะ

“กันไปไม่ได้! กันจะพบผู้คนมากเกินไป”

เป็นเรื่องที่ประหลาดมาก สำหรับคนที่เคยชมชอบที่จะอยู่กับฝูงชนในงานปาร์ตี้อย่างคอนอลลี่ ก่อนที่เพียร์สันจะนึกหาคำพูดอื่นได้ทันเขาก็หันหลังเดินกลับไปตามทางริมถนน เพียร์สันรู้สึกโมโหนิดๆ ขยับปากจะชวนอีกที แต่แล้วก็ตัดสินใจว่ามันคงไม่มีประโยชน์

คืนนั้นเขาส่งโทรเลขยาวไปให้รู้ธ ให้คำมั่นสัญญาเท่าที่เขาจะทำได้ก่อนที่จะเข้านอนเพราะความเหนื่อยอ่อน

แต่เขาก็ไม่สามารถนอนหลับได้ แม้เวลาจะผ่านไปเป็นชั่วโมง แม้ร่างกายของเขาจะล้า แต่สมองก็ยังคงทำงาน   เพียร์สันนอนมองแสงจันทร์ที่ลอดช่องลวดลายบนผนัง คิดถึงคอนอลลี่ คิดถึงโอเมก้าซาตานจากอนาคต แม้ว่าจะเป็นเรื่องไร้สติอย่างบ้าๆ  แต่เพียร์สันก็เริ่มรู้สึกยอบรับว่าโอเมก้าเป็นสิ่งจริงจัง จริงเหมือนเรื่องอื่นๆ ที่เรายอมรับเช่นเรื่องจิตใต้สำนึก

เขาสงสัยว่าคอนอลลี่ฉลาดหรือเปล่าที่กลับมาที่นี่ ที่ไซรีนในเวลาที่มีวิกฤตกาลทางอารมณ์ เหมือนเคยมีมาแล้ว แต่ไม่เคยร้าย แรงเช่นคราวนี้ ปฏิกิริยาของคอนอลลี่จะเป็นแบบเดียวกันเสมอ เขาจะกลับมายังเกาะที่สวยงามที่พ่อแม่ได้ให้กำเนิดเขามา และเราได้ใช้ชีวิตในวัยเด็ก   เพียร์สันรู้ดี—เขากำลังเสาะหาความอบอุ่น ความรัก ความพึงพอใจซึ่งเขาได้รับในยุคหนึ่ง ซึ่งเขาได้พยายามไขว่คว้ามันกลับมาอีกครั้งหนึ่งจากอ้อมแขนของรู้ธ และคนอื่นๆ ซึ่งไม่อาจต้านทานเสน่ห์ของเขา   เพียร์สันไม่รู้ว่าคอนอลลี่สามารถหามันได้หรือเปล่า

เพียร์สันไม่พยายามจะวิจารณ์เพื่อนคนนี้ของเขา เขาไม่เคยห้ามหรือขัดใจคอนอลลี่เลย เขาเพียงแต่สังเกตด้วยสายตาที่ฉลาดด้วยความเห็นใจ สนใจ ให้ความช่วยเหลือเมื่อถึงคราวจำเป็น นั่นต้องใช้ความอดทนอย่างสูง แต่เขาก็พึงพอใจ

เพียร์สันม่อยหลับไป และตื่นสายกว่าปกติไปหนึ่งชั่วโมง กินอาหารเช้าในห้องนอนลงไปที่เคาน์เตอร์เพื่อดูโทรเลขตอบจากรู้ธ และเขาก็สังเกตเห็นว่ามีคนใหม่มาที่เกาะนี้อีกสองคน กระเป๋าเดินทางแบบของชาวอังกฤษ 2 ใบอยู่ตรงมุมห้องโถง รอให้พวกคนงานขนไปให้ เพียร์สันรู้สึกสะดุดใจโดยใช่เหตุเขาเหลือบมองไปรอบๆ และรีบเดินตรงไปหาพนักงานต้อนรับ

“ชาวอังกฤษที่มา” เขาถามอย่างกังวล “มาถึง เมื่อไร?”

“สักชั่วโมงมาแล้วครับ ซินยอร์ โดยเรือโดยสารตอนเช้า”

“ตอนนี้ เขาอยู่ที่นี่หรือเปล่า?”

“เปล่าครับ ซินยอร์ ดูเธอรีบร้อนมากเธอถามผมว่าเธอจะพบคุณคอนอลลี่ได้ที่ไหน ผมเลยบอกเธอไป ผมหวังว่าคงไม่มีเรื่องร้ายแรงอะไรใช่ไหมครับ?”

เพียร์สันแช่งด่าออกมาพร้อมกับลมหายใจ มันเป็นความซวยอย่างมหาวินาศ เรื่องที่เขาไม่เคยคาดถึง และไม่เคยคิดจะป้องกัน    ม็อด ไวท์เป็นผู้หญิงที่จริงจังมากกว่าที่คอนอลลี่จะคาดคิด จะโดยวิธีใดก็ตามเธอบอกเขาว่าเธอสืบรู้ว่าคอนอลลี่หนีมาที่นี่   วิสัยของผู้หญิง ความทรนง อยากเอาชนะความต้องการ หรือทั้งสองอย่าง ทำให้เธอบ้าระห่ำตามมาที่นี่ การที่เธอมาพักที่โฮเตลนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญเพราะนักท่องเที่ยวชาวอังกฤษทุกคน ไม่มีโอกาสเลือกพักที่อื่นบนไซรีน

ขณะที่เขาขึ้นมาตามถนนสู่วิลลา เพียร์สันพยายามต่อสู้กับความรู้สึกสูญเปล่าไม่มีประโยชน์ เขาไม่มีความคิดเลยแม้แต่น้อยว่าเขาจะทำอะไรได้บ้าง เมื่อเขาพบม็อดกับคอนอลลี่ เขามีความรู้สึกไม่แน่ใจ แต่พลังอย่างหนึ่งผลักดันให้เขาก้าวต่อไป ถ้าเขาทันม็อดก่อนเธอจะไปถึงวิลล่า เขาอาจจะทำให้เธอเข้าใจได้ว่า คอนอลลี่อยู่ในสภาพไม่ดีนัก การมาคราวนี้ของเธอมีแต่จะทำให้เรื่องมันเลวร้ายลงไปอีก แต่ตัวเขาเองจะแน่ใจได้อย่างไร? มันเป็นไปได้อย่างมากทีเดียวที่ทั้งสองอาจจะคืนดีกันและทำอะไรต่อมิอะไรกันไปแล้ว   ถ้าเป็นอย่างนี้ ทั้งคอนอลลี่และม็อดคงไม่อยากจะให้เขาเข้าไปยุ่งด้วยแน่ๆ

แต่เพียร์สันคาดผิด ทั้งสองคนกำลังคุยกันอยู่บนลานหญ้าหน้าวิลล่าตอนที่เพียร์สันเดินเข้าประตู และหยุดหายใจพักเหนื่อย คอนอลลี่กำลังนั่งอยู่บนม้านั่งเหล็กสีขาว ม็อดอยู่ห่างออกมาสามสี่หลา มือไพล่หลังเดินไปมา เธอกำลังพูดอะไรบางอย่างอย่างเกรี้ยวกราด เพียร์สันแม้จะได้ยินไม่ถนัด แต่โทนของเสียงก็บ่งชัด มันเป็นสถานการณ์ที่ตัดสินใจลำบาก เพียร์สันยังลังเลว่าจะเข้าไปร่วมด้วยหรือไม่ ก็พอดีกับที่คอนอลลี่หันหน้ามาทางเขาพอดี ใบหน้าของเขาเฉยเมยไม่บ่งบอกความรู้สึกว่ายินดีต้อนรับหรือไม่

ขณะเดียวกัน ม็อดก็หมุนตัวมาเผชิญหน้า เป็นครั้งแรกที่เพียร์สันเห็นหน้าของม็อด เธอเป็นผู้หญิงสวยและมีเสน่ห์   แต่ทว่าความผิดหวัง และความโกรธได้ทำลายความงามของเธอไปเสียสิ้น ทำให้เธอดูเหมือนตัวละครกรีกโบราณที่กำลังปวดร้าวซึ่งไม่เพียงแต่ขมขื่นจากการถูกหยามเหยียด แต่ยังเกิดจากความไม่รู้สาเหตุว่าทำไม?”

การยื่นมือเข้าไปยุ่งเกี่ยวของเพียร์สัน เหมือนกับเข็มชนวนที่จุดระเบิดอารมณ์ของม็อด เธอหันกลับไปทางคอนอลลี่ซึ่งยังคงจ้องมองเธอด้วยสายตาเฉยเมยปราศจากความปรารถนาลุ่มหลงเหมือนแต่ก่อน   เพียร์สันสงสัยว่าเธอกำลังจะทำอะไร และแล้วเขาก็ต้องร้องเสียงหลงเมื่อเห็นสิ่งที่อยู่ในมือของเธอ

คอนอลลี่พุ่งตัวขึ้นมาอย่างรวดเร็ว คล้ายกับว่าเพิ่งตื่นจากความมึนงง เขาจับข้อมือของม็อด มีการขัดขืนอยู่เล็กน้อยก่อนที่เขาจะถอยห่างออกมาจากเธอ จ้องมองเจ้าสิ่งที่อยู่ในมือของเขาอย่างแปลกใจ ม็อดยืนนิ่งคอตกด้วยความกลัวและความอาย นิ้วเรียวงามของเธอกดริมฝีปากบางแน่น

คอนอลลี่ ขยับปืนในมือขวา มือซ้ายลูบมันเบาๆ เหมือนลูบของรัก ม็อดขยับริมฝีปากพูดกับเขาด้วยเสียงแผ่วเบา

“รอยค่ะ! ดิฉันเพียงแค่จะขู่คุณเล่นๆ เท่านั้นเอง ฉันสาบานได้!”

“ไม่เป็นไรหรอกที่รัก” คอนอลลี่พูดด้วยเสียงนุ่ม ผมเชื่อคุณ ไม่ต้องเป็นห่วงหรือวิตกกังวลอะไรหรอก” เสียงของเขาเรียบราบและเป็นปกติ เขาหันมาทางเพียร์สัน เปิดรอยยิ้มกว้างเหมือนเด็ก เหมือนสมัยที่เขาสองคนยังเป็นเด็ก และไปไหนมาไหนด้วยกัน

“นี่แหละ คือเหตุผลที่ทำไมเขาถึงเฝ้าคอยดูแจ๊ค และกันก็จะไม่ทำให้เขาผิดหวัง”

“ไม่นะ” เพียร์สันพูดด้วยเสียงเด็ดขาด แต่หน้าเขาขาวด้วยความกลัว “อย่านะรอย แกจะทำอย่างนั้นไม่ได้เด็ดขาด!”

คำอ้อนวอนของเพียร์สันไร้ผล และเขาก็อยู่ไกลเกินไปกว่าจะเข้าไปช่วยเหลือได้ทัน คอนอลลี่ยกปืนกระบอกนั้นขึ้นจ่อศีรษะตัวเอง และวินาทีนั้นเอง เพียร์สันก็รู้และยอมรับโดยทันทีด้วยความ รู้สึกสะพรึงกลัวว่าเรื่องของคอนอลลี่กับโอเมก้านั้นเป็นความจริง และโอเมก้าจะต้องเปลี่ยนไปหาเหยื่อรายใหม่ของเขาต่อไป

เพียร์สันไม่ได้ยินเสียงปืน หรือเห็นแสงสว่างใดๆ ทั้งสิ้น โลกที่เขาเคยรู้จักจางหายไปจากสายตา สิ่งที่เห็นอยู่รอบๆ ตัวเขา เป็นที่ว่างล้อมด้วยหมอกควันสีน้ำเงินจางที่จุดกึ่งกลาง   เขาเห็น เจ้าสิ่งที่จ้องมองมา ดวงตาโปนสองคู่ที่จ้องมองมาจาอนาคตหลายล้านปี  ดวงตาโปนสองคู่ที่มีแววอันแสนชั่วร้ายกำลังจ้องมองเขาอยู่    มันเฉยเมยอยู่เพียงชั่วขณะ  แต่ก็เป็นเพียงชั่วขณะเท่านั้น!

จากเรื่อง “Parasite
แปลโดย ธีรยุทธ บุญมี
คัดจากหนังสือรวมเรื่องสั้น “กาแลคซี 2: Space & Time”
ด้วยความอนุเคราะห์ต้นฉบับจาก คุณธีรชัย เกตุจันทร์

 

 

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s