คำปริศนา

ปกติ พ่อเป็นคนเก็บอารมณ์ความรู้สึกได้ดียิ่ง ไม่เคยแสดงความโกรธออกมาสักครั้งก็ว่าได้ ด้วยเหตุนี้ผมจึงเหมาเอาว่าที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะผมเป็นเด็กดี แต่พ่อก็แย้งว่า นั่นเป็นเพราะผมรู้หลบเป็นปีกรู้หลีกเป็นหางต่างหาก

แต่คราวนี้มันไม่เป็นยังงั้น ผมไม่ได้หลบลี้หนีหน้าไปไหน พ่อตรงมายังจุดที่ผมนั่งอยู่ด้วยใบหน้าที่แดงก่ำด้วยความโกรธ พอมาถึงก็กระชากหนังสือพิมพ์ เธอะ นิวยอร์ค ไทม์ ไปจากมือแล้วเอ่ย “แกกำลังทำอะไรอยู่หื้อไอ้หนู ไม่มีสมองคิดหรือยังไง?”

ผมลุกขึ้นยืนโดยมีดินสออยู่ในมือ ผมไม่ได้ทำอะไรสักหน่อย จึงเอ่ยถามออกไปว่า “มีอะไรเหรอครับ พ่อ?”

แม่รีบเดินเข้ามา ผมเดาได้เลย แม่คงต้องการมาดูให้รู้แน่ว่าพ่อยังไม่ถึงกับลงไม้ลงมือกับลูกชายคนเดียวของหล่อน

“มีเรื่องอะไรกันหรือ” แม่เอ่ยซัก “ลูกทำอะไรผิด”

พ่อยังคงยืนอยู่ตรงนั้น ใบหน้าแดงก่ำยิ่งกว่าเดิม ดูเหมือนพ่อก็ไม่รู้เหมือนกันว่าผมอะไรผิด และแล้วพ่อก็เอ่ยขึ้นว่า “ลูกเรามีความรู้พอที่จะแตะต้องหนังสือพิมพ์นั่นแล้วหรือ แล้วนั่นก็ไม่ใช่หนังสือพิมพ์ของเราด้วย”

แม่เอ่ยต่อ “แล้วจะบอกให้ลูกรู้ได้อย่างไรว่าเมื่อไรลูกถึงจะอ่านได้ หากว่ามีอะไรที่สำคัญละก็ที่รัก คุณน่าจะบอกลูกนะ ไม่จำเป็นต้องทิ้งปัญหาไว้ในโต๊ะอาหารหรอก”

พ่อดูท่ายังกับว่าจะเดินหนีไปเสียแต่ก็ไม่รู้จะทำประการใด เลยเอ่ยกับผมขึ้นว่า “ลูกคงไม่ได้ทำมันขาดแล้วขยำทิ้งไปหรอกนะ…”

“มันยังอยู่ในสภาพเรียบร้อยดีทุกประการครับ” ผมเดาเอาว่าเหตุที่พ่อโมโหโทโสเอากับผมก็เพราะเห็นผมกำลังนั่งอ่านหนังสือพิมพ์อยู่โดยที่ไม่รู้ว่าผมทำอะไรแน่

พ่อเดินวนไปวนมาอยู่ในห้องพร้อมกับหายใจแรงๆ ผมกับแม่ได้แต่ยืนมอง ผมคิดว่าพ่อคงมีเรื่องหนักๆ อยู่ในหัว หากว่าคนที่มีอาชีพเป็นนักสืบเจอเรื่องที่ปวดขมับจนต้องถอนหายใจออกมาแรงๆ นั้น เราก็ไปว่าเขาไม่ได้เหมือนกัน

และแล้ว พ่อก็หยุดเดิน สมองของพ่อใช้ความคิดจนครบวงจร อารมณ์ความรู้สึกเริ่มดีขึ้น พ่อหันมาทางผม

“พ่อขอโทษนะ แลร์รี่ พ่อผิดเอง มันไม่ใช่เรื่องสลักสำคัญอะไรหรอก เราถ่ายไมโครฟิล์มไว้แล้ว…พ่อเพียงอยากสืบสวนเรื่องนี้ให้เสร็จโดยเร็วเท่านั้น”

แม่ทรุดกายลงนั่งบนเก้าอี้ มิได้เอ่ยถ้อยคำใดๆ ออกมาอีก ทั้งนี้เพราะรู้ดีว่าพ่อมักไม่หยิบยกเรื่องเกี่ยวกับคดีมาพูดที่บ้าน ผมเองก็ทราบดี ผมเอ่ยกับพ่อด้วยใบหน้าเรียบเป็นปกติ “เรื่องที่ว่านั้นคือเรื่องอะไรครับ” จากนั้นก็ทรุดกายนั่งลงบนเก้าอี้ดังเดิม

พ่อหันมาทางผมกับแม่แล้วทรุดนั่งตาม โยนหนังสือพิมพ์ลงบนโต๊ะ “ก็เรื่องในหนังสือพิมพ์นั่นนะสิ”

ผมบอกได้เลยว่าพ่อจะพูดเรื่องอะไร แต่ผมเฉยเสีย ปล่อยให้พ่อเล่าออกมาเอง

หลังจากเงียบไปชั่วขณะ พ่อก็เอ่ยขึ้นมาว่า “ก็เรื่อง…เอ้อ ไม่ใช่เรื่องสลักสำคัญอะไรหรอก เพียงแต่มันยังติดอยู่ในใจเพราะมีคำที่ถอดยังไม่ออกก็เท่านั้นเอง”

“มันไม่เกี่ยวกับงานของคุณเลย ใช่ไหม?” แม่เอ่ยถาม “คุณไม่รู้เรื่องอะไรเกี่ยวกับคำนั่นเลยหรือ?”

“มีบางอย่างที่ผมพอรู้” ผมเอ่ย “คำทั้งหมดนั่นเราพอจะรู้ได้ใช่ไหมครับ?”

“แต่ว่าคำบางคำมันก็ไม่ง่ายหรอกนะ แลร์รี่ บางครั้งคำเหล่านี้มันก็เปลี่ยนไปจากเดิมเป็นบางช่วง หรือบางทีอาจจะทุกวัน ทั้งนี้แล้วแต่คำปริศนาสำคัญ พวกคำปริศนาที่สำคัญๆ นี่แหละที่เป็นเรื่องยากในการจะตีความหมายให้แตก แต่พอรู้แล้วปริศนาที่ว่ายากนั้นก็จะกลายเป็นเรื่องง่ายไปทันที โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเรารู้ถึงระบบการเปลี่ยนแปลงตำแหน่งของคำปริศนาสำคัญที่มีอยู่”

“แล้วเราจะรู้ตำแหน่งของคำปริศนานั่นได้อย่างไร” แม่ซัก

“วิธีหนึ่งก็คือเอาสมุดบันทึกของใครก็ได้ที่บันทึกเรื่องนี้ไว้มาดู” พ่อเอ่ยตอบด้วยใบหน้าดูเอาจริงเอาจัง

“คงไม่มีใครเขาบันทึกไว้ให้คนอื่นอ่านหรอก” แม่ไม่วายติง

“มีซีครับแม่ ไม่มีใครหรอกที่เชื่อใจ มั่นใจตัวเองว่าจะสามารถจดจำระบบที่ซับซ้อนยุ่งเหยิงแบบนี้ได้โดยไม่มีวันหลงลืม จริงมั้ยครับพ่อ” ผมสอดขึ้นแล้วหันไปขอเสียงสนับสนุนจากพ่อ

“ถูกต้องทีเดียว แต่ก็คงไม่มีใครไปเจอสมุดบันทึกที่ว่านั่น หรืออะไรที่มีความสำคัญในทำนองนั้น มันก็แค่นั้น” ฟังจากน้ำเสียงของพ่อก็พอรู้ว่าพ่อปิดฉากการสนทนาลงแล้ว

“ลูกทำการบ้านเสร็จหมดแล้วหรือยัง?” พ่อเปลี่ยนเรื่อง

“เหลือแต่วิชาภูมิศาสตร์ นอกนั้นเสร็จหมดแล้วครับพ่อ?” และเพื่อมิให้โดนตะเพิดออกไปจากห้อง ผมเลยเอ่ยซักต่อ “แล้วที่ เธอะ นิวยอร์ค ไทม์ ลงไปนั่น มันเกี่ยวอะไรกับที่พ่อกำลังสืบอยู่ล่ะครับ?”

คำถามนึดึงพ่อออกจากความสนใจเรื่องการบ้าน “หนึ่งในบรรดาคนที่เราเฝ้าคุ้มกันอารักขาอยู่ถูกทำร้ายเมื่อคืน   เขาต่อสู้กับคนร้ายจนได้รับบาดเจ็บ และเราก็นำตัวเขาส่งโรงพยาบาล มันเป็นการง่ายที่จะสืบหาตัวคนร้ายอย่างเงียบๆ โดยไม่ให้คนร้ายสงสัยหรือเกิดตกใจจนไหวตัวหนี เสียแต่ว่า เวลานี้เราไม่มีสมุดบันทึกเลยไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นที่ตรงไหนดี”

“บางทีคนร้ายอาจจะหนีไปพร้อมกับ…” ผมเอ่ย

พ่อส่ายหัว “เราส่งคนมือดีไปประกบ เขาเห็นทุกสิ่งทุกอย่างในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ชายคนที่ถูกทำร้ายมีหนังสือพิมพ์ เธอะ นิวยอร์ค ไทม์อยู่ในมือ และต่อสู้อย่างสุดฤทธิ์ทั้งที่มือยังกำหนังสือพิมพ์แน่น พ่อคิดว่ามันเป็นเรื่องที่น่าสงสัย เลยถ่ายไมโครฟิล์มหนังสือพิมพ์ฉบับนี้เอาไว้แล้วก็เอาหนังสือพิมพ์นี่กลับมาบ้าน พ่อคิดว่าคงมีระบบใดระบบหนึ่งซึ่งสามารถดึงเอาคำสำคัญคำนั้นออกมา-อาจจะอยู่ในข้อความพาดหัวข่าวในหน้าพิเศษ-ในคำสุดท้ายของคอลัมน์พิเศษ-ใครจะไปรู้ได้ล่ะ ด้วยเหตุนี้จึงไม่มีข้อพิรุธให้เห็นเลย”

“พ่อพอจะรู้อะไรบ้างจากหนังสือพิมพ์นั่น ระบบมันเป็นยังไงครับ?”

พ่อยักไหล่ “พ่อเข้าใจว่ามันคงมีเครื่องหมายที่เขาขีดเขียนเอาไว้หลังจากที่เจอคำสำคัญอันจะช่วยให้เข้าใจคำอื่นๆ ได้กระจ่าง เครื่องหมายที่เขาขีดลงไปโดยอัตโนมัติ มิได้ตรวจดูเสียด้วยซ้ำ แต่ว่ามันไม่มีประโยชน์อะไรเพราะไม่มีคำอะไรในหนังสือพิมพ์ฉบับนั้นเลย”

ผมทะลึ่งลุกพรวดด้วยความดีใจ “มันอยู่นั่นไง!”

พ่อมองดูผมด้วยสายตาที่เคยมองยามที่คิดว่าผมกำลังพูดเพ้อเจ้อ “ลูกหมายถึงอะไร?”

“ก็สิ่งที่ผมกำลังทำอยู่ช่วงที่พ่อตะคอกใส่แล้วกระชากหนังสือพิมพ์ไปจากมือผมไงละครับ” ผมเอ่ยพลางชูดินสอที่ถืออยู่ในมือ “ผมกำลังทำครอสเวิร์ดพุซเซิล อยู่ พ่อไม่เห็นหรือว่าบางส่วนนั่นได้ทำไปแล้ว นี่แหละที่ผมเริ่มทำต่อให้เสร็จ”

พ่อเอามือถูจมูก “เราตั้งประเด็นสังเกตไว้แล้ว แต่อะไรที่ทำให้ลูกคิดว่ามันมีความหมาย ในเมื่อคนเล่นครอสเวิร์ดพุซเซิลนั้นก็มีอยู่มากมายจนกลายเป็นเรื่องธรรมดาไป”

“แน่นอน ก็เพราะนี่แหละที่บอกให้เรารู้ว่า ทำไมวิธีนี้ถึงได้เป็นระบบที่ปลอดภัยที่สุด   คำหนึ่งในนี้มันเริ่มจากตอนกลางครับพ่อ ไม่มีใครที่เริ่มทำจากตรงกลางหรอก พวกเขามักทำจากมุมบนด้านซ้าย ตรงช่องหมายเลข 1 กันทั้งนั้น”

“หากว่ามันยาก ก็คงไม่อาจเริ่มต้นได้จนกว่าจะไล่มาถึงตรงกลาง”

“แต่นี่มันง่ายมากครับพ่อ ช่องที่ 1 ตามแนวตั้ง…อย่างไรก็ตาม ชายคนนั้นเติมคำลงไปเรื่อยๆ โดยไม่มีปัญหาอะไรยี่สิบเจ็ดคำตามขวางเป็นจำนวนคำที่เขาเติมลงไปในหนังสือพิมพ์ฉบับเมื่อวาน และเป็นวันที่ 27 ของเดือนเสียด้วย”

พ่อหยุดชะงักไปครู่ใหญ่ ก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า “มันพ้องกันโดยบังเอิญ”

“บางทีอาจจะไม่ใช่เรื่องบังเอิญก็เป็นได้” ผมแย้ง “ปกติ หนังสือพิมพ์ เธอะ นิวยอร์ค ไทม์ ในช่องคอร์สเวิร์ดพุซเซิลนั้นในแต่ละวันจะมีคำให้เติมไม่น้อยกว่า 60 คำ   ฉบับวันอาทิตย์ก็เพิ่มขึ้นอีกเท่าตัวเป็น 120 คำ   ทุกๆ วันของแต่ละเดือนจะมีข้อความเกี่ยวกับตัวเลขหรือวันให้เติมลงในช่องอยู่ด้วย แต่ทว่ามันลงได้ทั้งแนวขวางและแนวตั้ง   บางทีพ่ออาจจะเลือกใส่ลงในช่องแนวนอนก็ได้”

“อืมม์…” พ่ออุทานออกมาเบาๆ อย่างใช้ความคิด   ไม่ว่ามันจะยากง่ายสักแค่ไหนก็คงไม่เกินความจดจำของคนเราไปได้ในอันจะทำครอสเวิร์ดพุซเซิลนี้ให้เสร็จ ไม่ว่าจะเป็นคำยาวหรือสั้นก็ตามที หรือแม้กระทั่งวลีและคำในภาษาต่างประเทศ”

“หากว่าทำครอสเวิร์ดพุซเซิลนี่เสร็จแล้ว มันจะเอาไปใช้อะไรได้บ้าง” แม่เอ่ยซักขึ้นลอยๆ

“ก็เอาคำนี้ไปใช้ในโอกาสต่อไปน่ะสิ แล้วก็ใช้ในการตรวจสอบกระบวนการวางคำถาม-คำตอบเพื่อให้แน่ใจ” พ่อเอ่ยแล้วหันไปสวมเสื้อโค้ต “…ยกเว้นในฉบับวันอาทิตย์ ที่ผลจะประกาศในอาทิตย์หน้า…หวังว่าดินสอของลูกคงจะแตกต่างกับชายผู้นั้นใช้นะแลร์รี่” พ่อพูดด้วยน้ำเสียงตื่นใจเป็นที่สุด

“เขาใช้ปากกาเขียนครับ”

0215-ctm-newyorktimes-axelrod-1251977-640x360

…คดีมิได้จบสิ้นลงเพียงแค่นั้น หากแต่ทั้งคู่สามารถไขปริศนาของคำที่ยากๆ ในครอสเวิร์ดพุซเซิลนี่ได้ทั้งหมด พ่อได้รางวัลจากการแข่งขันนี้แล้วเอาเงินไปฝากธนาคารไว้เป็นทุนการศึกษาของผมในระดับมหาวิทยาลัย

พ่อบอกว่ามันยุติธรรมดีแล้ว Ω


แปลโดย: สายไหม
จาก: The Key Word ของ ไอแซค อาซิมอฟ
คัดจาก: ฟ้าเมืองทอง ฉบับนักเขียนคอมพิวเตอร์ ปืที่ 12 ฉบับที่ 138 ตุลาคม 2530

Advertisement

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s