ผู้ชนะกาลเวลา

The Man who win the Time

แอลฟ่า-21จ้องมองดูกล่องโลหะสี่เหลี่ยมเล็กๆ บนฝ่ามือของเขาอย่างพึงพอใจเขาเคาะกล่องโลหะในมือเบาๆ   นํ้าหนักมันเพียง 100กรัมเท่านั้นเองพอกดปุ่มสีขาวเล็กๆ ที่ข้างกล่องแล้วเขาก็หย่อนมันลงในกระเป๋าเสื้อพลางลุกขึ้นเดินไปปิดเครื่องควบคุมบรรยากาศอัตโนมัติแล้วกลับมานั่งที่เดิมพร้อมกับปล่อยใจให้คิดอะไรเพลินๆ เป็นการฆ่าเวลาเพื่อคอยดูผลที่กําลังจะเกิดขึ้น   ตาของเขากวาดไปรอบๆ ตัวก็พบแต่สิ่งประดิษฐที่อํานวยประโยชน์ ห้แก่มนุษยชาติเต็มไปหมด  ณ.มุมห้องด้านหนึ่ง…มีห้องกระจกรูปร่างเป็นทรงกระบอกมีประตูเปิดเข้าไปได้เนื้อที่ข้างในพอจุคนได้สัก 3-4 คน และภายในมีแผงสวิตช์อยู่แผงเดียวเท่านั้นดูๆ มันไม่น่าจะมีประโยชน์อะไรมากนัก แต่ความจริงสิ่งนี้มนุษยเรียกมันว่า “เครื่องเดินทาง” เป็นสิ่งที่อํานวยความสะดวกให้มนุษยในสมัยนี้มากที่สุดอย่างหนึ่ง   แทบทุกๆ ที่ในโลกจะมี “เครื่องเดินทาง” อยู่มันเป็นวิธีการคมนาคมของมนุษยในยุคนี้ โดยการเปลี่ยนมนุษยให้เป็นอนุภาคเล็กๆ เพื่อจัดส่งไปยังที่ที่ต้องการโดยผ่านระบบคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า แล้วเครื่องเดินทาง ณ.จุดหมายก็จะเปลี่ยนอนุภาคเหล่านี้คืนสู่สภาพเดิม   ที่ผนังอีกด้านหนึ่งของมุมห้องมีเครื่องสมองกลขนาดย่อมๆ ตั้งอยู่ 2 เครื่อง เครื่องหนึ่งรวบรวมข้อมูลทุกๆ อย่างที่มนุษยรู้ทั้งนี้เพราะมันมีระบบติดต่อกับศูนยสมองกลโลก อีกเครื่องหนึ่งเป็นสมองกลที่ใช้วิเคราะหข้อมูลต่างๆ เครื่องนี้มีความสามารถขบคิดปัญหาต่างๆ ได้อย่างลึกซึ้งละเอียดลออ

ความคิดของแอลฟ่า-21หยุดชะงักลงเมื่อเขารู้สึกร้อนขึ้นเล็กน้อยแต่ทันใดนั้นเองเขาก็รู้สึกเย็นๆ ที่บริเวณกระเป๋าเสื้อแล้วความเย็นก็แผ่ซ่านไปทั่วร่างกายอย่างรวดเร็วทําให้เขารู้สึกเหมือนว่าเครื่องควบคุมบรรยากาศอัตโนมัติได้ทํางานตามปกติทั้งๆ ที่เขาได้ปิดเครื่องแล้ว เขานิ่งเงียบไปครู่หนึ่งแล้วจึงเอื้อมมือไปเปิดสวิตช์สีแดงหน้าสมองกลพลางบ่นว่า

“ผลการทดลองยังไม่เป็นที่น่าพอใจเครื่องรับยังไวต่อคลื่นความรู้สึกของร่างกายน้อยเกินไปการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิค่อนข้างดีแล้ว แต่ยังไม่ค่อยสมํ่าเสมอผมอยากจะให้วิเคราะหหาข้อบกพร่องของความไวของเครื่องเพื่อจะให้เครื่องนี้ทํางานทันทีเมื่อรับคลื่นการเปลี่ยนแปลงของร่างกายและให้ทํางานก่อนที่ร่างกายจะรู้สึกว่ามีการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิ และผมขอคําแนะนําในการแก้ไขด้วย”

แล้วแอลฟ่า-21ก็เอื้อมมือไปปิดสวิตช์สีแดงพร้อมกับกดปุ่มอีก 2-3 ปุ่ม แสงไฟจากหน้าปัดสมองกลสว่างวูบวาบไปมาตลอดเวลา   แอลฟ่า-21ลุกขึ้นยืนเดินไปยังเครื่องเดินทางเปิดประตูเข้าไปแล้วกดปุ่มโปรแกรมสถานที่ที่ต้องการจะไป เขานึกในใจว่าป่านนี้ เบต้า-42คงจะรอเขาอยู่ที่ศูนยวิทยาศาสตร์สากลแล้ว และเมื่อเขากลับมาทํางานต่อสมองกลคงจะให้คําตอบแก่เขาพอดี…ร่างของแอลฟ่า-21ก็ค่อยๆ เลือนหายไป

ณ. ศูนย์วิทยาศาสตร์สากลสถานที่รวมของบุคคลชั้นนําทางด้านวิทยาศาสตร์ของโลก แอลฟ่า-21 ก้าวออกจากเครื่องเดินทางเข้าไปในห้องโถงขนาดใหญ่เขารู้สึกเป็นปกติทุกอย่างแม้ว่าเมื่อวินาทีที่ผ่านมาร่างกายของเขาเพิ่งจะได้ถูกเปลี่ยนเป็นอนุภาคเล็กๆ และถูกส่งมาที่นี่ด้วยความเร็วสูงก็ตาม เขาเดินไปยังโต๊ะที่จองไว้ และพบเบต้า-42นั่งรออยู่ก่อนแล้วจึงทักขึ้นว่า

“ขอโทษทีที่กันทํางานเพลินไปหน่อยเลยทําให้แกคอยนาน”

“ไม่เป็นไรหรอก กันเพิ่งจะมาถึงสักครู่นี่เองนั่งก่อนสิกันรู้ดีว่านักวิทยาศาสตร์ชั้นนําอย่างแกไม่ค่อยมีเวลาว่างเป็นของตัวเองเลยมีแต่งาน งาน และก็งาน เพื่อตอบสนองความต้องการของมนุษย์”

“ก็อย่างว่าแหละ และตราบใดที่มนุษย์ยังคงมีความต้องการ และทะเยอทะยานไม่รู้จักสิ้นสุด ตราบนั้นพวกกันก็ต้องทํางานหนักตลอดไปแต่กันก็พอใจที่ได้ทํางาน ถ้ากันไม่มีงานทําก็คงไม่รู้เหมือนกันว่ากันจะมีชีวิตอยู่เพื่ออะไร   เออว่าแต่ว่านักปรัชญาอย่างแกล่ะเป็นไง คงมีอิสระมากสิ” แอลฟ่า-21พูดพลางค่อยๆ หย่อนตัวลงบนที่นั่ง

“กันก็อยู่ตามประสาไปวันๆ ไม่วุ่นวาย ไม่ว้าวุ่น ไม่ว้าเหว่ ไม่เงียบเหงา และก็ไม่กังวล แต่ก็ไม่ได้มีความสุขกายสบายใจอะไรมากมายหรอกนะ แกจะกินอะไรก็สั่งเอาไว้ก็แล้วกัน”

แอลฟ่า-21 กดปุ่ม 3-4 ปุ่มข้างโต๊ะ สักครู่ตรงกึ่งกลางโต๊ะก็มีช่องเปิดออกแล้วอาหารก็ถูกส่งออกมาโดยมือเทียมมาวางไว้ตรงหน้า

เบต้า-42 มองดูอาหารที่อยู่หน้า แอลฟ่า-21แล้วเอ่ยขึ้นด้วยนํ้าเสียงครุ่นคิดว่า

“แกเคยลองคิดดูบ้างไหมว่ามนุษย์นี่ช่างประสาทเหลือเกิน อย่างเช่นการกินอาหาร ขณะนี้เรายังกินอาหารแบบที่เรากินเมื่อหลายศตวรรษที่แล้ว ทั้งๆ ที่ปัจจุบันนี้อาหารสําเร็จรูปเม็ดเดียวก็ทําให้เรารู้สึกอิ่มไปได้ทั้งวัน และแถมยังมีคุณค่ามากกว่าที่แกกําลังกินอยู่ซะด้วยซํ้า”

แอลฟ่า-21 เงียบไปครู่หนึ่งจึงตอบไปว่า “มนุษย์เรามีความรู้สึกที่ละเอียดอ่อน ไม่ได้มีความต้องการทางกายอย่างเดียวหรอกมนุษย์ยังมีความต้องการทางจิตใจด้วยแม้มนุษย์จะสามารถเอาชนะธรรมชาติได้ก็ตามแต่มนุษย์ยังไม่สามารถชนะจิตใจตัวเองได้ ความต้องการอันไม่มีที่สิ้นสุดไงล่ะ”

“แต่กันว่าไอ้สิ่งที่แกเรียกว่าความละเอียดอ่อนของจิตใจนั้นมันคือกิเลส มันเป็นต้นเหตุของความชั่วทั้งปวง ความโลภ ความโกรธ ความหลง   หากมนุษยยังงมงายอยู่ในความไม่รู้อย่างนี้ ความฉิบหายก็จะมาถึงมวลมนุษยชาติในที่สุด มนุษย์คิดว่าจะสามารถเอาชนะทุกสิ่งทุกอย่างได้ พยายามจะเอาชนะธรรมชาติเพื่อความสะดวกสบายของตนเองแต่อย่างเดียวเช่นที่แกกําลังประดิษฐ์เครื่องควบคุมบรรยากาศอะไรของแกนั่นแหละ   แล้วแกเคยลองคิดในใจดูบ้างไหมว่ามนุษย์เคยเอาชนะธรรมชาติจริงหรือ และเราเคยชนะความแก่ความตายจริงหรือเปล่า…เปล่าเลยสิ่งที่เราทําอย่างมากก็เพียงแค่ยืดเวลาตายออกไปเท่านั้นเอง กันไม่เชื่อหรอกว่าวิทยาศาสตร์และมนุษยจะสามารถเอาชนะธรรมชาติได้อย่างแท้จริง”

“แกอย่าเพิ่งด่วนสรุปอย่างนี้ซี ทั้งกันและแกต่างก็ไม่รู้เหมือนกันว่ามนุษย์จะสามารถชนะธรรมชาติได้หรือไม่ แต่สําหรับกัน กันเชื่อว่ามนุษย์เราจะสามารถเอาชนะธรรมชาติได้ในที่สุด เท่าที่ผ่านมามนุษย์ก็ประสบชัยชนะทางด้านวัตถุตลอดมา และถึงแม้ว่าจะจริงอย่างที่แกว่า มนุษย์เราไม่เคยชนะจิตใจของตนเองได้ก็ตาม แต่กันคิดว่าในที่สุดเมื่อมนุษย์สามารถชนะทางวัตถุได้ถึงขั้นหนึ่งแล้วเมื่อนั้นมนุษย์คงมีเวลามาพิจารณาตัวเอง และในเวลานั้นกันคิดว่าการแก่งแย่งชิงดีชิงเด่น และกิเลสต่างๆ ก็คงหมดสิ้นไปจากมนุษย์”

เบต้า-42 เงียบไปสักครู่แล้วจึงพูดตัดบทขึ้นว่า “ถ้าแกคิดอย่างนั้นก็ตามใจ แต่กันก็ยังคงเชื่อความเห็นของกันนะเออ เมื่อพูดถึงเรื่องนี้กันก็ได้ข่าวแว่วๆ มาว่าขณะนี้นักวิทยาศาสตร์สามารถหาทางเปลี่ยนคนให้หนุ่มขึ้นได้แล้วเรื่องนี้เป็นเรื่องจริงหรือเปล่า”

“กําลังอยู่ในระหว่างดูผลการทดลอง เราค้นพบสารใหม่ชนิดหนึ่งเมื่อฉีดเข้าไปในร่างกายแล้วจะกระตุ้นเซลล์ในร่างกายบางชนิดให้สามารถแบ่งตัวใหม่ได้ และเซลล์ใหม่นี้จะทดแทนเซลล์เก่าที่กําลังเสื่อมสมรรถภาพในที่สุด ลักษณะทางสรีรวิทยาก็กลับสู่สภาพที่เห็นเป็นหนุ่มขึ้น   ขณะนี้เขากําลังศึกษาถึงประโยชน์ และโทษของมันอยู่อย่างขะมักเขม้น”

เบต้า-42 หัวเราะเบาๆ เอ่ยขึ้นว่า “มันก็เป็นเพียงการเอาชนะวัตถุอีกนั่นแหละ คนแก่ที่กลับเป็นหนุ่มก็ยังคงมีจิตใจเป็นคนแก่   ที่กันพูดอย่างนี้หมายความว่าประสบการณ์ต่างๆ ที่ผ่านมาทั้งหมดของคนแก่ก็ยังคงอยู่ในคนหนุ่มนั่นเอง เราไม่ได้เปลี่ยนจิตใจของเขาให้มีอายุน้อยลงเลย”

แอลฟ่า-21 ถอนหายใจยาวๆ ก่อนที่จะพูดว่า “แกมันช่างเบรกเก่งเสียจริงกัน ชักขี้เกียจจะคุยกับแกแล้ว กันคิดว่าอีกไม่นานเขาคงทําอย่างที่แกพูดได้นะที่คนอายุ 120 ปี ถูกเปลี่ยนเป็นคนหนุ่มอายุ 30 ปี โดยที่ชายหนุ่มผู้นี้มีทั้งร่างกายและจิตใจเหมือนคนอายุ 30 ปีเฮ้อแกนี้ช่างคิดมากจริงๆ”

 

เมื่อกลับไปถึงห้องทํางานแทนที่จะทํางานค้างต่อไป แอลฟ่า-21กลับนั่งคิดถึงเรื่องที่ได้คุยกับเบต้า-42 ใช่แล้วการเปลี่ยนคนหนุ่มขึ้นทางสรีรวิทยาอย่างเดียวเป็นการเปลี่ยนทางชีววิทยาเท่านั้น ส่วนการจะเปลี่ยนให้คนหนุ่มขึ้นทั้งทางร่างกายและจิตใจนั้นมันเป็นการย้อนกลับสู่อดีตซึ่งน่าจะเกี่ยวข้องกับทางฟิสิกส์มากกว่า ต้องมีองค์ประกอบอันหนึ่งซึ่งควบคุมสภาวะต่างๆ ที่กําลังดําเนินไปของร่างกาย องค์ประกอบอันนี้ควบคุมการจัดเรียงตัวของโมเลกุลในร่างกาย   ถ้าหากว่าเราสามารถทําให้องค์ประกอบอันนี้ ในคนๆ หนึ่งกลับไปมีค่าเท่ากับค่าในอดีตแล้ว คนๆ นั้นก็จะกลับเข้าสู่อดีตอีกครั้งเขาจะมีอายุน้อยลงทั้งๆ ที่สิ่งแวดล้อมรอบตัวเขายังเหมือนเดิม   เออ เราน่าจะลองหาข้อมูล และทําการทดลองดูเผื่อบางทีเราอาจจะคิดสําเร็จก็ได้

จากนั้นแอลฟ่า-21ก็เริ่มหาข้อมูลต่างๆ จากสมองกล   ความรู้ทั้งในอดีต และปัจจุบันที่เกี่ยวข้องกับแนวความคิดของเขาถูกศึกษาอย่างละเอียดอีกครั้งหนึ่ง

…สิ่งที่กําหนดสภาวะของวัตถุซึ่งเกี่ยวข้องกับกาลเวลาคือ เอ็นโทรปี ซึ่งสิ่งนี้จะกําหนดขนาดของการกระจัดกระจายความไม่เป็นระเบียบของวัตถุ   ปกติเอ็นโทรปีของจักรวาลจะมีค่าเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ไม่มีลดลงเลย นักวิทยาศาสตร์สมัยก่อนเชื่อว่าเอ็นโทรปีเป็นลูกศรของกาลเวลาที่เดินหน้าไปทางเดียวไม่มีการย้อนกลับจึงพยายามทําให้เอ็นโทรปีมีค่าน้อยลงเพราะเชื่อว่าเมื่อทําให้เอ็นโทรปีของจักรวาลมีค่าน้อยลงแล้วเราจะกลับคืนสู่อดีตได้แต่ยังไม่มีใครที่สามารถทําให้เอ็นโทรปีของจักรวาลลดลงได้ และยังไม่มีใครกลับสู่อดีตได้

…ในระบบใดๆ จะประกอบด้วยวัตถุ และสิ่งแวดล้อม เราสามารถทําให้เอ็นโทรปีของวัตถุมีค่าลดลงได้ ในขณะเดียวกันเอ็นโทรปีของสิ่งแวดล้อมจะมีค่าเพิ่มขึ้น   ในทางกลับกันก็เช่นกัน และที่สําคัญคือผลรวมของเอ็นโทรปีของทั้งระบบ (วัตถุและสิ่งแวดล้อม) จะมีค่าลดลงไม่ได้ มีแต่จะเท่าเดิมหรือเพิ่มขึ้นเท่านั้น

เมื่อปีที่แล้วนักวิทยาศาสตร์คนหนึ่งได้ประดิษฐเครื่องมือวัดเอ็นโทรปีในสิ่งมีชีวิตซึ่งสามารถวัดได้ละเอียดมากกว่าเครื่องที่มีอยู่เดิมหลายร้อยเท่า เขาทําการทดลองวัดเอ็นโทรปีในหนู และพบว่าในช่วง6เดือนที่เขาวัดเขาไม่เคยพบค่าเอ็นโทรปีที่ซํ้ากันเลยเขาไม่สามารถให้คําอธิบายได้ และสมาคมวิทยาศาสตร์สากลยังไม่ยอมรับเครื่องมือชิ้นนี้

จากข้อมูลต่างๆที่ได้ แอลฟ่า-21สรุปได้ว่าความคิดของเขาน่าจะถูกต้องเอ็นโทรปีเป็นเครื่องกําหนดภาวะของสิ่งมีชีวิตในแต่ละเวลา ดังนั้นค่าเอ็นโทรปีของหนูที่ไม่เท่ากันเลยนั้นน่าจะถูกต้อง   เพียงแต่ว่า…เราจะใช้วิธีการอย่างไรที่จะทําให้เอ็นโทรปีของสิ่งมีชีวิตลดลงซึ่งจะมีผลทําให้สิ่งมีชีวิตนั้นกลับคืนสู่อดีตได้แน่นอนที่สุด   การลดค่าเอ็นโทรปีแต่อย่างเดียวย่อมไม่มีผลทางชีววิทยา มันจะต้องมีวิธีการที่จะทําได้…แอลฟ่า-21พยายามคิดค้นวิธีการที่จะทําให้สมมติฐานของเขาเป็นจริง

ความพยายามอยู่ที่ไหนความสําเร็จย่อมอยู่ที่นั่น  ในที่สุด แอลฟ่า-21ก็ได้ความคิดที่เขาคิดว่าต้องสําเร็จแน่ๆ โดยไม่มีอะไรผิดพลาด ดังนั้นเขาจึงลงมือสร้างเครื่องมือที่เขาคิดไว้   ในที่สุดวันสําคัญวันหนึ่งในชีวิตของแอลฟ่า-21 ก็มาถึงเมื่อเบต้า-42 ก้าวเข้ามาในห้องทํางานของเขาพร้อมกับร้องทักว่า

“เป็นไงมีธุระอะไรหรือถึงได้ตามกันให้มาที่นี่”

“ไม่มีอะไรหรอกเพียงแต่ว่าอยากให้แกมาดูอะไรบางอย่างเท่านั้น”

“อะไร”

“การชนะความแก่ตามความคิดของแกไงล่ะ”

“อะไรกันน่ะ แกสามารถทําได้แล้วหรือ”

“ยังหรอกกันจะทดลองในวันนี้ แต่กันคิดว่าต้องสําเร็จแน่ๆ จึงเรียกแกมาดูความสําเร็จด้วยเท่านั้นเอง”

“แกทํายังไงนะ” เบต้า-42 ถามขึ้นด้วยความสงสัย

“แกรู้จักความไม่แน่นอน และความน่าจะเป็นไหมล่ะ”

“ก็พอรู้ แต่แกจะเอาความหมายแค่ไหนล่ะ ถ้าจะว่าไปแล้วทุกๆ สิ่งในจักรวาลล้วนไม่แน่นอนไม่มีสาระไม่ยั่งยืน มันเป็นสัจจะที่ทุกคนยอมรับ”

แอลฟ่า-21 ดีดนิ้วขึ้นก่อนที่จะพูดว่า “แกพูดถูกแล้วทุกสิ่งทุกอย่าง ล้วนไม่แน่นอนแต่แกยังพูดถูกไม่หมดความจริงแล้วความไม่แน่นอนเป็นสิ่งกําหนดความเป็นไปของจักรวาลแกคงจะสงสัยสิว่าจะเป็นไปได้อย่างไรเอาละกันจะอธิบายให้ฟ.งเริ่มต้นจากหน่วยที่เล็กที่สุดของสสารในอะตอมตําแหน่งของอิเล็กตรอนที่หมุนรอบนิวเคลียสไม่สามารถบอกได้อย่างแน่นอนจะทราบแต่เพียงว่าอิเล็กตรอนจะอยู่ในตําแหน่งใดด้วยความน่าจะเป็นค่าหนึ่งเท่านั้นจากโครงสร่างระดับอะตอมก็จะรวมเป็นโครงสร้างระดับโมเลกุลด้วยปฏิกิริยาทางเคมีเมื่ออะตอมต่างๆมาชนกันการชนกันของอะตอมก็บอกได้เพียงว่าโอกาสที่จะชนเป็นเท่าใดเท่านั้นดังนั้นเราจะเห็นได้ว่าในจักรวาลสิ่งที่เป็นไปทั้งหมดเกิดขึ้นจากความไม่แน่นอนเป็นพื้นฐานแต่ความไม่แน่นอนของอนุภาคเล็กๆ เหล่านี้เมื่อถูกกําหนดด้วยความน่าจะเป็นก็จะทําให้เสมือนว่าสิ่งต่างๆ ดําเนินไปอย่างแน่นอนมีกฎเกณฑ์ตายตัวทีนี้ลองมาพิจารณาว่าอะไรเป็นตัวกําหนดความน่าจะเป็นของอนุภาคเล็กๆ เหล่านี้องค์ประกอบที่สําคัญคือพลังงาน ซึ่งถ้าเราวัดเป็นเอ็นโทรปีหรือการกระจายอย่างไม่เป็นระเบียบเราก็จะทราบภาวะต่างๆของสสารได้”

เบต้า-42ขัดขึ้นว่า “แกหมายความว่าเอ็นโทรปีเป็นตัวกําหนดสภาวะของอนุภาคต่างๆ ที่รวมตัวเป็นสสารของทั้งสิ่งมีชีวิตและสิ่งไม่มีชีวิต และถ้าหากว่าเราเปลี่ยนแปลงเอ็นโทรปีแล้วสภาวะของสสารจะเปลี่ยนไปด้วยยังงั้นหรือ”

“ก็ทำนองนั้นแหละ การทําให้สิ่งมีชีวิตมีอายุน้อยลงนั้นกันก็ทําโดยใช้เครื่องเดินทางเปลี่ยนสิ่งมีชีวิต ซึ่งในวันนี้กันจะใช้หนูตะเภาโดยเปลี่ยนมันให้เป็นอนุภาคเสียก่อนแล้วจึงลดเอ็นโทรปีในเครื่องเดินทางซึ่งจะทําให้อนุภาคนี้มีเอ็นโทรปีย้อนกลับสู่อดีต   อ้อ…แกอย่าเพิ่งสงสัยว่าการลดเอ็นโทรปีนี้ลดเฉพาะในตัวหนูเท่านั้น เอ็นโทรปีของสิ่งแวดล้อมจะเพิ่มขึ้น และผลรวมของเอ็นโทรปีทั้งหมดยังคงเพิ่มขึ้นอยู่ดี   จากนั้นจึงทําให้อนุภาคนี้รวมตัวกันใหม่ ค่าเอ็นโทรปีที่น้อยลงจะเป็นตัวกําหนดให้อนุภาคของหนูตะเภารวมตัวกลับเป็นหนูที่มีอายุน้อยลง และกันคิดว่าการที่หนูอายุน้อยลงนี้จะเป็นไปทั้งทางร่างกายและจิตใจ   ตอนนี้กันเตรียมเครื่องมือพร้อมแล้วอีกสักครู่คงจะรู้ผลว่าเป็นไปอย่างที่คิดไว้หรือเปล่า…”

แอลฟ่า-21 พูดจบก็เดินนํา เบต้า-42 มายังมุมห้องด้านที่มีเครื่องเดินทาง   เบต้า-42 พบว่าในห้องกระจกมีหนูตะเภาตัวใหญ่นอนหมอบอยู่อย่างสงบ   แอลฟ่า-21 เปิดสวิตช์เครื่องเดินทางสักครู่หนึ่ง ทั้งคู่ก็เห็นหนูตะเภาค่อยๆ จางลงจางลงจนในที่สุดก็เลือนหายไป

“ขณะนี้หนูตะเภาได้กลายเป็นโมเลกุลเต็มเครื่องเดินทางไปหมดแล้ว   กันจะลดเอ็นโทรปีลงแล้วจะเปิด สวิตช์ให้โมเลกุลต่างๆ รวมตัวกลับดังเดิม” แอลฟ่า-21 พูดขึ้นพร้อมกับเอื้อมมือไปหมุนปุ่มบนหน้าปัดทางซ้ายมือ เข็มบนหน้าปัดเครื่องวัดค่อยๆ กระดิกไปทางซ้ายมือ   ครู่ต่อมาแอลฟ่า-21ก็เอื้อมมือไปเปิดสวิตช์สีเขียวบนหน้าปัดตาทั้งสองคู่จ้องมองภาย

ในเครื่องเดินทางอย่างไม่วางตา แอลฟ่า-21 รู้สึกตื่นเต้น และดีใจเมื่อเห็นร่างของหนูตะเภาซึ่งเล็กลงกว่าเดิมปรากฏขึ้นลางๆ เขาคิด   อา…ในที่สุดสมมติฐานของเราก็ถูกต้องเราสามารถชนะความแก่….แต่เอ๊ะ ทําไมหนูตัวเล็กลงกว่าเดิมมากแล้วมวลที่เหลือไปไหนเสียละ…แอลฟ่า-21เห็นร่างของหนูชัดขึ้น ทันใดนั้นก็เกิดเสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหว ก่อนจะหมดความรู้สึก แอลฟ่า-21ก็คิดได้ว่า โธ่เอ๋ยเจ้าโง่…เราลืมไปว่า E = mc2 มวลที่หายไปเปลี่ยนไปเป็นพลังงานนั่นเอง α

 


ถอดความจาก A man who wants to win the time ของ Isaac Asimov โดย วิญญาณอิสระ
ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร มิติที่ 4 ปีที่ 1 ฉบับที่ 1 เดือน กันยายน 2522
ที่มา เรื่องและภาพ: ซีดีรวมเรื่องสั้นนิยายวิทยาศาสตร์ โดยซีเอ็ด

 

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s