ไฟประลัยกัลป์

Screenshot-Opening-TheStar-TwilightZone-episode

อีกสามพันปีแสงก็จะไปถึงวาติกัน ครั้งหนึ่งผมเคยเชื่อว่าอวกาศไม่มีพลังอำนาจเหนือศาสนาอย่างที่เคยเชื่อว่าสวรรค์คืองานสร้างสรรค์ของพระเจ้า   ตอนนี้ผมได้เห็นงานสร้างสรรค์ของพระองค์แล้ว และความเชื่อถือของผมก็กำลังถึงจุดเสื่อมถอย ผมจ้องมองไม้กางเขนที่แขวนอยู่บนผนังห้องพักเหนือเครื่องคอมพิวเตอร์รุ่นมาร์คVI   เป็นครั้งแรกในชีวิตของผมที่รู้สึกว่าไม้กางเขนไม่มีความหมายแต่อย่างใด

ผมยังไม่ได้บอกใคร   แต่ความจริงต้องถูกเปิดเผยในไม่ช้า ความจริงทั้งหมดอยู่ที่นั่นเพื่อให้ทุกคนได้อ่าน มันถูกบันทึกไว้ในแถบแม่เหล็กพร้อมรูปภาพอีกหลายพันรูปที่เรานำกลับไปยังโลก บรรดานักวิทยาศาสตร์คงแปลความหมายมันได้โดยง่ายอย่างที่ผมทำได้ และผมไม่ใช่คนที่จะยอมแพ้กับการเข้าไปเกี่ยวข้องกับความจริงที่มักจะทำให้ชื่อเสียงของผมพังทลายเช่นในวันก่อนๆ

พวกลูกยานต่างรู้สึกเศร้าซืม ผมยังสงสัยว่าพวกเขาทนต่อเรื่องนี้ได้อย่างไร   ในพวกเขาสองสามคนมีความเชื่อในศาสนา แต่ไม่มีใครสักคนอยากที่จะใช้อาวุธชิ้นสุดท้ายต่อต้านผมโดยการก่อสงครามส่วนตัวตามความรู้สึกที่ดีแต่ค่อนข้างเคร่งเครียดซึ่งคงดำเนินไปตลอดเส้นทางจากโลก   มันทำให้พวกเขาขบขันที่มีเยซูอิต[1]เป็นหัวหน้านักดาราศาสตร์ ดังเช่นด๊อกเตอร์แซนด์เลอร์เป็นตัวอย่าง เขาไม่เคยลืมเรื่องนี้ (ทำไมพวกหมอถึงมักไม่เชื่อถือในพระเจ้าอย่างนี้) บางครั้งเขาจะมาพบผมที่ห้องสังเกตการณ์จุดที่มีแสงไฟมัวซัวเพื่อปล่อยให้ดวงดาวส่องประกายระยับ   เขาจะเดินมาหาผมด้วยท่าทางซึมเซาแล้วยืนจ้องออกไปนอกแท่นรูปไข่ขนาดใหญ่ระหว่างที่สวรรค์ค่อยๆ คืบคลานรอบเราอย่างเชื่องช้าขณะยานหมุนไปรอบๆ แกนเอียงของโลกที่มนุษย์ไม่เคยคิดใส่ใจแก้ไข

The_Star

“เอ่อ…คุณพ่อครับ” เขาเอ่ยขึ้นในที่สุด “มันเป็นอย่างนี้มาตลอดกาลยาวนาน และบางทีมี บางอย่าง ทำให้เกิดเป็นแบบนี้ แต่ท่านเชื่อได้ยังไงครับว่าสิ่งนั้นมีความสนใจเป็นพิเศษในพวกเรา และโลกใบเล็กๆ ที่ลึกลับของเรา—เอ่อ…ผมสงสัยน่ะครับ”   จากนั้นการโต้เถียงก็เปิดฉากขึ้นพร้อมกับที่ดวงดาวและเนบิวลาเคลื่อนรอบยานของเราไปเงียบๆ เป็นเส้นโค้งที่ไม่มีจัดสิ้นสุดเหนือครอบพลาสติกใสที่ไร้รอบขีดข่วนของแท่นสังเกตการณ์

ผมคิดว่ามันเป็นความไม่ถูกต้องของตำแหน่งของผมที่ทำให้พวกลูกยานรู้สึกขบขันเป็นที่สุด ถึงผมจะชี้ไปที่บทความสามเรื่องในวารสารดาราศาสตร์ และอีกห้าเรื่องในวารสารรายเดือนของสมาคมดาราศาสตร์ก็คงไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้น   ผมน่าจะเตือนพวกเขาว่าตำแหน่งของผมได้มาจากการสั่งสมชื่อเสียงมานานจากงานด้านวิทยาศาสตร์ เราอาจเป็นแค่ส่วนน้อยนิดในตอนนี้ แต่ตั้งแต่สมัยศตวรรษที่สิบแปดเราก็ได้เผยแพร่งานด้านดาราศาสตร์และธรณีวิทยาพอๆ กับที่เราทำงานของพวกเรา   บทความของผมเรื่องฟีนิกซ์เนบิวล่าไปทำให้ประวัติศาสตร์นับพันปีของพวกเราสิ้นสุดลงอย่างนั้นหรือ มันจะสิ้นสุด—ผมกลัวจริงๆ

ผมไม่รู้ว่าใครเป็นคนตั้งชื่อเนบิวล่าที่ฟังดูเลวร้ายสำหรับผม   ถ้ามีคำทำนายมันก็คงเป็นคำทำนายที่ไม่มีทางพิสูจน์ได้อีกหลายพันล้านปี แม้แต่คำว่า ‘เนบิวล่า’ เองก็สร้างความเข้าใจผิดแล้ว มันเป็นเพียงวัตถุขนาดเล็กจิ๋วมากกว่าที่จะเป็นกลุ่มควันขนาดใหญ่โต—ที่เต็มไปด้วยดวงดาวที่ยังไม่ถืออุบัติขึ้น—ซึ่งกระจัดกระจายอยู่ทั่วไปตามความยาวของทางช้างเผือก   ตามอัตราส่วนของจักรวาล ฟีนิกซ์เนบิวล่าเป็นเพียงฝุ่นผงเล็กๆ—กลุ่มแก๊สบางเบาที่ห่มล้อมดาวดวงหนึ่งแค่นั้น

หรือเป็นสิ่งที่หลงเหลืออยู่ของดาวดวงหนึ่ง

ภาพแกะสลักรูปรูเบนส์แห่งโลโบลาที่แขวนอยู่เหนือแผ่นแสดงผลจากเครื่องสเปคโตรโฟโตมิเตอร์ดูราวกับเยอะเย้ยผม   คุณพ่อ…ท่านเอาความรู้อะไรมาใส่ไว้ในเครื่องเก็บบันทึกของผมที่อยู่ห่างไกลจากโลกใบเล็กๆ ซึ่งเป็นจักรวาลที่ท่านรู้จัก ความเชื่อของท่านกำลังเพิ่มสูงขึ้นถึงขั้นท้าทายเช่นเดียวกับที่ผมเคยพ่ายแพ้มาก่อนใช่หรือไม่

ท่านมองไปยังสถานที่ห่างไกลเหลือเกิน…คุณพ่อ แต่ผมเคยเดินทางไปไกลกว่าที่ท่านสามารถจินตนาการถึงตอนท่านพบกับชาติพันธุ์ของเราเมื่อพันปีก่อน ไม่เคยมียานสำรวจลำไหนไปไกลจากโลก   เราอยู่ ณ.แนวหน้าสุดของจักรวาลที่ถูกค้นพบ เราถูกจัดการให้ออกไปสำรวจฟีนิกซ์เนบิวล่า และเราก็ทำสำเร็จรวมทั้งกำลังเดินทางกลับบ้านพร้อมด้วยเสบียงแห่งความรู้ ผมปรารถนาจะถ่ายทอดความรู้ท้งหมดออกจากบ่าของผม แต่ผมก็เรียกหาท่านข้ามศตวรรษข้ามเวลาหลายปีที่อยู่ระหว่างเราอย่างไร้ผล

ในหนังสือที่ท่านถืออยู่มีแต่ข้อความที่อ่านง่ายๆ AD MAIO REM DEI GLORIAM ข้อความเป็นเช่นนั้น ผมไม่เชื่อมั่นอีกต่อไปแล้ว ท่านยังเชื่อมั่นอยู่หรือถ้าท่านเห็นสิ่งที่เราค้นพบ

แน่นอน เรารู้ว่าฟีนิกซ์เนบิวล่าคืออะไร   ทุกๆ ปี แค่เพียงเฉพาะในกาแลกซี่ของเราแห่งเดียวก็มีดวงดาวมากกว่าหนึ่งร้อยดวงระเบิดออก จากนั้นก็ลุกไหม้อยู่ราวๆ สองสามชั่วโมงหรือหลายวันด้วยแสงสว่างสุกใสกว่าปกติของมันเป็นพันๆ เท่า ก่อนที่จะดำดิ่งสู่ความล่มสลายและมืดมนตลอดกาล   ตัวอย่างเช่นดาวที่สุกปลั่งอยู่ชั่วครั้งชั่วคราวซึ่งเป็นภัยพิบัติที่พบเห็นทั่วไปในจักรวาล ผมบันทึกสเปคโตรแกรมและส่วนโค้งลำแสงของดาวกว่าสิบสองดวงตั้งแต่ผมเริ่มงานที่หอดูดาวลูนาร์

แต่สามหรือสี่ครั้งในทุกๆ หลายพันปีจะมีเหตุการณ์หนึ่งเกิดขึ้น…ดาวที่แสงโชติช่วงหลุบแสงลงสู่ความไม่มีอะไรเลย

เมื่อดวงดาวกลายเป็นซูเปอร์โนวามันอาจจะส่องแสงสว่างกลบลำแสงจากดวงอาทิตย์จำนวนมากของจักรวาลลงได้   นักดาราศาสตร์ชาวจีนสังเกตพบปรากฎการณ์นี้เมื่อปีค.ศ. 1054 โดยไม่รู้ว่ามันคืออะไร   ห้าศตวรรษต่อมาในปีค.ศ. 1572 ซูเปอร์โนว่าก็สุกสว่างขึ้นในคาสสิโอเปีย[2] จนสามารถมองเห็นได้ในเวลากลางวัน คงปรากฎขึ้นเช่นนี้กว่าสามครั้งในช่วงพันปีที่ผ่านมา

star-supernova-christmas-clarke

ปฏิบัติการของเราคือต้องไปเยี่ยมเยือนชิ้นส่วนที่เหลือของปรากฎการณ์ดังกล่าวเพื่อจำลองเหตุการณ์ที่นำไปสู่ขั้นตอนปรากฎการณ์นั้น และถ้าเป็นไปได้เรียนรู้ถึงสาเหตุของมัน   เราทะยานเข้าไปในเกราะก๊าซอัดแน่นซึ่งเกิดจากการระเบิดเมื่อหกพันปีก่อน และยังคงขยายวงกว้างออกเรื่อยๆ อย่างช้าๆ    มันยังคงร้อนมาก แผ่ขยายรังสีออกมาเป็นแสงสีม่วงที่น่ากลัวแต่ก็ไม่เพียงพอจะทำอันตรายเราได้   เมื่อดวงดาวระเบิดออกผิวชั้นนอกของมันจะถูกดันขึ้นด้วยความเร็วที่มากพอจะหลบรอดจากสนามแรงดึงดูดของตัวมันเอง มาถึงตอนนี้พวกมันสร้างเกราะกลวงที่มีขนาดใหญ่พอที่จะบรรจุระบบสุริยะของเราไว้ได้ถึงพันระบบ   ใจกลางของมันเผาไหม้วัตถุมหัศจรรย์ขนาดเล็กจิ๋วที่เคยเป็นดวงดาวมาก่อนจนกลายเป็นดาวแคระขาว[3]ซึ่งมีขนาดเล็กกว่าโลกแต่มีน้ำหนักมากกว่าถึงล้านเท่า

เกราะก๊าซที่สุกสว่างบัดนี้อยู่รายรอบตัวเราบดบังค่ำคืนปกติที่มืดมิดของอวกาศระหว่างหมู่ดาว เรากำลังเดินทางเข้าสู่ศูนย์กลางของระเบิดคอสมิคที่ระเบิดขึ้นเมื่อหลายล้านปีก่อน และชิ้นส่วนเหลือค้างของมันยังคงลอยคว้างเปะปะอยู่โดยรอบ   แรงระเบิดคงต้องมหาศาล และข้อเท็จจริงที่ว่าซากของสิ่งที่เหลืออยู่จะกระจัดกระจายคลอบคลุมเนื้อที่อวกาศหลายล้านลูกบาศก์ไมล์บดบังเคหวัตถุเคลื่อนไหวที่สามารถมองเห็นได้ คงต้องใช้เวลาหลายสิบปีก่อนที่ดวงตาปราศจากเครื่องช่วยจะสามารถจับการเคลื่อนไหวของก้อนกลุ่มควันก๊าซที่โชยไปมา   แต่ถึงกระนั้น ความรู้สึกถึงการขยายตัวรุนแรงยังคงมีอยู่อย่างมากมาย

เราตรวจสอบชั่วโมงในการขับเคลื่อนของเราก่อนหน้านี้และกำลังเคลื่อนเข้าใกล้ดาวดวงขนาดเล็กเบื้องหน้าอย่างช้าๆ   ครั้งหนึ่งมันเคยเป็นดาวฤกษ์เหมือนดังดวงอาทิตย์ของเรา แต่มันกลับส่งผ่านพลังงานทั้งหมดออกมาภายในช่วงเวลาสองสามชั่วโมง—พลังงานซึ่งสามารถทำให้มันส่องสว่างต่อไปได้ถึงหนึ่งล้านปี บัดนี้มันกลับเป็นเพียงดาวดวงที่หดเล็กลง และสะสมแหล่งพลังงานของมันไว้ คล้ายกับพยายามจะแก้ตัวจากการใช้ชีวิตในวัยเยาว์อย่างสุรุ่ยสุร่าย

ไม่มีใครสนใจจริงจังที่จะมองหาดาวเคราะห์ ถ้าเคยมีอยู่ก่อนเกิดการระเบิด มันคงถูกความร้อนแผดเผาจนกลายเป็นไอ และสูญหายไปในเศษซากมากมายมหาศาลของดาวดวงนั้นแล้ว   แต่เราก็ทำการค้นหาโดยอัตโนมัติเช่นเดียวกับที่เรามักจะทำเมื่อไปถึงดาวฤกษ์ที่เรารู้จัก และขณะนี้เราพบดาวคล้ายโลกใบเล็กที่ลอยคว้างโดดเดี่ยวหมุนรอบดาวฤกษ์ด้วยระยะทางที่ห่างไกล มันคงเป็นดาวพลูโตของระบบสุริยะที่สูญหายไปแห่งนี้ มันโคจรอยู่ที่ขอบด้านนอกของความมืดห่างไกลมากจากดาวฤกษ์ที่เป็นศูนย์กลางเกินกว่าที่จะมีสิ่งมีชีวิต ความห่างไกลของมันช่วยให้มันรอดพ้นชะตากรรมที่เพื่อนพ้องต้องเผชิญ

ดวงไฟที่ลอยผ่านส่งให้ก้อนหินบนดาวดวงนั้นลุกแดง และเผาพลาญกลุ่มก๊าซที่แข็งตัวซึ่งครั้งหนึ่งปกคลุมมันช่วงก่อนเกิดเหตุการณ์

เราร่อนลงจอดแล้วได้พบกับวอลท์

Screenshot2-TwilightZone-episode-TheStar

ผู้สร้างมันคงมั่นใจเต็มที่ว่าเราจะมา เครื่องหมายเสาหินที่ตั้งตระหง่านเหนือทางเข้ากลายเป็นซากหลอมละลาย แต่จากภาพถ่ายระยะไกลภาพแรกบอกเราว่านี่คืองานสร้างสรรค์ของผู่ที่มีวิทยาการชั้นสูง   ครู่ต่อมาเราตรวจพบร่องรอยเป็นแถบกว้างของรังสีฝังอยู่ในก้อนหิน ถึงแม้หอคอยเหนือวอลท์ถูกทำลายไปแล้วแต่ไฟสัญญาณที่เคลื่อนย้ายไม่ได้และคอยส่งสัญญาณเรียงไปยังดาวดวงต่างๆ ยังคงอยู่ ยานของเราร่อนลงตรงศูนย์กลางเป้าจอดเหมือนลูกธนูพุ่งสู่เป้าหมาย

หอคอยเมื่อสร้างคงมีความสูงราวหนึ่งไมล์   แต่ตอนนี้มันดูคล้ายเทียนละลายจนกลายเป็นก้อนขี้ผึ้งกองติดพื้น เราต้องใช้เวลาทั้งสัปดาห์เพื่อตรวจดูรอบๆ อาคารหินหลอมละลายเหล่านั้นเนื่องจากไม่มีเครื่องมือที่เหมาะสมกับงานลักษณะนี้   เราเป็นนักดาราศาสตร์ไม่ใช่นักโบราณคดี แต่ก็พอจะหาเครื่องมือดัดแปลงได้   จุดประสงค์แรกเริ่มของเราถูกลืมเลือนเสียสนิท

เราคงต้องใช้เวลาหลายชั่วอายุคนในการตรวจสอบซากสมบัติในวอลท์   พวกเขามีเวลามากมายที่จะตระเตรียมตัว ดวงอาทิตย์ของพวกเขาคงส่งสัญญานเตือนครั้งแรกเมื่อหลายปีก่อนจะถึงจุดดับ สรรพสิ่งของที่พวกเขาต้องการเก็บรักษารวมถึงผลผลิตจากความชาญฉลาดถูกนำมาไว้ที่นี่ เพื่อโลกที่อยู่ห่างออกไปก่อนพบจุดจบ โดยคาดหวังว่าคงจะมีชาติพันธุ์อื่นหามันพบ และพวกเขาจะไม่ถูกลืมเลือน

เราทำแบบเดียวกันหรือไม่…หรือเรามัวแต่หลงทางอยู่กับความลึกลับของตัวเองที่จะให้ความคิดต่ออนาคตที่เรามองไม่เห็นและอยากจะแบ่งปันด้วย

ถ้าพวกเขามีเวลามากกว่านี้อีกสักหน่อย พวกเขาคงสามารถเดินทางอย่างอิสระระหว่างดวงดาวในระบบสุริยะของพวกเขาเอง แต่พวกเขาคงยังไม่ได้เรียนรู้ถึงวิธีการข้ามช่องว่างระหว่างดวงดาว และระบบสุริยะที่อยู่ใกล้ที่สุดก็อยู่ห่างออกไปอีกร้อยปีแล้ว   พวกเขาอาจเป็นเจ้าของความลับของการขับเคลื่อนผ่านข้อจำกัด คงจะมีพวกเขาไม่เกินสองถึงสามล้านคนที่อาจจะหนีไปได้อย่างปลอดภัย หรือบางทีอาจจะมากกว่านั้น

ถึงแม้พวกเขาไม่ได้เป็นมนุษย์ที่ชอบรบกวนผู้อื่นอย่างที่เห็นจากภาพปั้นแสดงไว้ เราก็อดไม่ได้ที่จะชื่นชมพวกเขา และเสียใจสุดซึ้งกับชะตากรรมของพวกเขา พวกเขาทิ้งหลักฐานที่มองเห็นได้ด้วยตาไว้มากมายหลายพันชิ้น รวมถึงเครื่องจักรที่จะปกป้องสิ่งของเหล่านั้น   นอกจากนี้ยังมีคำแนะนำด้วยภาพที่ทำให้การเรียนรู้ภาษาเขียนของเขาไม่ใช่เรื่องยุ่งยาก   เราตรวจสอบปูมบันทึกเหล่านี้หลายชิ้นและเป็นครั้งแรกในช่วงเวลาหกพันปีที่ความอบอุ่นและสวยงามของความเจริญซึ่งมีอยู่หลายๆ ด้านเหนือกว่าพวกเรากลับมาเป็นที่รับรู้อีกครั้ง   เป็นไปได้ว่าพวกเขาอาจแสดงเฉพาะส่วนที่ดีที่สุดเพื่อลบล้างไม่ให้ใครตำหนิ แต่โลกของพวกเขาช่างงดงาม เมืองของพวกเขาก็สร้างขึ้นด้วยคุณความดีซึ่งตรงกับส่วนหนึ่งของมนุษย์   เรามองดูพวกเขาทำงาน เล่น และฟังดนตรีของพวกเขาที่ส่งผ่านข้ามศตวรรษ มีอยู่ฉากหนึ่งที่ผมจำได้—กลุ่มเด็กๆ บนหาดทรายสีน้ำเงินกำลังเล่นคลื่นเหมือนที่เด็กๆ บนโลกเล่นกัน ต้นไม้ที่ดูเหมือนแส้งอกงามอยู่ตลอดชายฝั่ง ยังมีสัตว์ตัวใหญ่เดินท่องอยู่ตามชายหาดบริเวณตื้นๆ โดยที่ไม่เป็นที่สนใจของใครเลย

และที่กำลังดำดิ่งลงสู่ทะเลช่างดูอบอุ่นและเต็มไปด้วยมิตรภาพ มันคือดวงอาทิตย์ที่ในไม่ช้าก็จะกลายเป็นแหล่งทำลายล้างความสุขที่ไร้จริตมารยาเหล่านี้ไปจนสิ้น

บางทีถ้าเราไม่ได้เดินทางมาไกลจากบ้าน และอ่อนล้าต่อความเหงาเราก็คงไม่เคลื่อนลึกเข้าไป พวกเราหลายคนพบเห็นซากความเจริญครั้งโบราณกาลของโลกอื่น แต่สิ่งเหล่านั้นไม่ได้ทำให้เราเข้าใจอย่างลึกซึ้ง โศกนาฎกรรมนี้ไม่มีทางพบที่อื่น มันเป็นเพียงสิ่งเดียวสำหรับชาติพันธุ์หนึ่งที่พ่ายแพ้และสูญสลายไปเช่นเดียวกับที่ชนชาติและวัฒนธรรมถูกทำให้เป็นบนโลก   แต่การทำลายของที่นี่เป็นไปอย่างสมบูรณ์ในสภาพที่บรรลุถึงความสำเร็จขั้นสูงสุดโดยไม่หลงเหลือผู้อยู่รอด   สิ่งเหล่านี้จะนำไปเทียบเคียงกับความเมตตาของพระเจ้าได้อย่างไร

เพื่อนของผมหลายคนถามในทำนองนั้น และผมก็ได้ให้คำตอบเท่าที่ความรู้และสติปัญญาอำนวย บางทีท่านอาจจะทำได้ดีกว่าผมคุณพ่อโลยาลา แต่ผมไม่พบอะไรใน เอ็กเซอซิติอา สปิริจูอาเลีย ที่สามารถช่วยผมได้ในเรื่องนี้   พวกเขาไม่ใช่ชาติพันธุ์ที่ชั่วร้าย ผมไม่รู้ว่าพวกเขานับถือพระเจ้าองค์ใดถ้าในสังคมของพวกเขามีการนับถือ แต่ผมมองดูพวกเขาข้ามศตวรรษรวมทั้งมองเห็นความงดงามที่พวกเขาใช้พลังกายครั้งสุดท้ายเพื่อการปกปักรักษาแล้วถูกนำมาใช้อีกครั้งเพื่อไปสู่แสงสว่างของดวงอาทิตย์ที่หดเล็กลงของพวกเขา พวกเขาน่าจะมีโอกาสสอนเราได้มากกว่านี้

ทำไมพวกเขาถึงต้องถูกทำลาย

ผมรู้คำตอบที่คณะของผมจะตอบเมื่อกลับถึงโลก พวกเขาจะพูดว่าจักรวาลไม่มีจุดมุ่งหมาย และไม่มีรูปแบบคงตัว เพราะมีดวงอาทิตย์หลายร้อยดวงระเบิดในแต่ละปีในกาแลคซี่ของเรา และแม้แต่ในขณะนี้เผ่าพันธุ์ในบางแห่งกำลังสาบสูญไปในอวกาศอันไกลโพ้น ไม่ว่าเผ่าพันธุ์นั้นจะทำดีหรือทำชั่วระหว่างช่วงชีวิตของพวกเขา ผลสุดท้ายก็ไม่ได้มีอะไรแตกต่างกัน ไม่มีคำประกาสิตของการตัดสินที่คาดเดาได้เพราะพวกเขาไม่มีพระเจ้า

แน่นอน—นั่นเพราะเราไม่เห็นหลักฐานที่พิสูจน์ได้ถึงเรื่องนี้ ใครก็ตามที่โต้แย้งเรื่องนี้คงมีปัญหาของอารมณ์ที่อ่อนไหวไม่ได้ยึดถือหลักความจริง พระเจ้าไม่จำเป็นต้องตัดสินการกระทำของพระองค์ต่อมนุษย์   พระองค์ผู้สร้างจักรวาลสามารถทำลายมันได้หากว่าพระองค์เลือกที่จะทำ มันคือความหยิ่งจองหอง มันอันตรายเทียบได้กับการหมิ่นศาสนาสำหรับเราที่จะบอกว่าพระองค์ควรทำหรือไม่ควรทำอะไร

สิ่งที่ผมควรต้องยอมรับแม้ยากที่จะมองไปยังโลกทั้งโลก และคนทั้งหมดถูกโยนเข้าไปในเตาผิง แต่ก็มาถึงจุดที่แม้แต่ความเชื่อที่ล้ำลึกที่สุดยังต้องแกว่งไหวไปมา และตอนนี้ผมมองดูที่สมการแคลคูลัสที่วางอยู่ตรงหน้าผม ผมรู้ว่าผมต้องมาถึงจุดนั้นในที่สุด

เราคงบอกไม่ได้ก่อนที่เราจะไปถึงเนบิวล่า การระเบิดเกิดขึ้นนานเท่าไหร่แล้ว นับแต่นี้จากหลักฐานทางดาราศาสตร์และบันทึกบนก้อนหินของดาวดวงหนึ่งที่เหลือรอดอยู่ผมคงพอจะบอกวันที่แน่นอนได้   ผมรู้ว่าในปีอะไรที่แสงของลูกเพลิงขนาดมหึมานั้นไปถึงโลกของเรา ผมรู้ถึงความสุกสว่างของซูเปอร์โนวาที่ซากเหลือของมันยังคงค่อยๆ หดขนาดลงเบื้องหลังยานความเร็วสูงของเราซึ่งเคยสุกสว่างในท้องฟ้าของโลกเรา ผมรู้ว่ามันคงจะต้องค่อยๆ มืดมัวลงที่ท้องฟ้าด้านตะวันออกก่อนพระอาทิตย์ขึ้นคล้ายกับเป็นสัญญาณที่ปรากฎให้เห็นก่อนอรุณจะรุ่งที่ท้องฟ้าด้านตะวันออก

The_Star Over Bethlehem 2

ต่อแต่นี้คงไม่มีเหตุผลที่จะสงสัย ความลึกลับในอดีตเปิดเผยออกมาในที่สุด   โอพระเจ้า…ยังมีดวงดาวอีกมากมายที่คุณน่าจะไปใช้ มีความจำเป็นอะไรที่จะนำผู้คนเหล่านี้ไปสู่ไฟประลัยกัลป์ หรือนั่นคือสัญญลักษณ์ของวิถีของพวกเขาที่จะมีโอกาสฉายแสงลุกสว่างเหนือเมืองเบธเลเฮม Ω

 

จากเรื่อง “The Star”  ของ Arthur C. Clarke
แปลโดย ชนาธิป สินธวาชีวะ
คัดจากหนังสือรวมเรื่องสั้น “แดนสนธยา 1994”

[1]  นักบวชในนิกายเยซูอิต—โรมันคาทอลิก
[2] กลุ่มดาวเหนือ
[3] White Dwarf: ดาวที่มีมวลขนาดปานกลางจนถึงเล็กมาก มีความหนาแน่นประมาณหนึ่งตันต่อลูกบาศก์นิ้ว

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s