ร็อบบี้ที่รัก

ร็อบบี้” เป็นเรื่องเกี่ยวกับหุ่นยนต์เรื่องแรกซึ่งไอแซค อาซิมอฟได้เขียนขึ้นในช่วงวันที่ 10 ถึง 22 พฤษภาคม ค.ศ. 1939  เมื่อเขามีอายุเพียง 19 ปี และเพิ่งจบการศึกษาระดับเตรียมอุดม   งานชิ้นนี้ได้ถูกปฎิเสธโดยจอห์น ดับบลิว แคมแปลล์  และนิตยสารอเมซซิ่ง สตอรี่    อย่างไรก็ตาม ในที่สุดก็ได้รับการยอมรับจาก เเฟรดเดอริค โพล ในวันที่ 25 มีนาคม ค.ศ. 1940  และได้รับการตีพิมพ์ในนิตยสารซูเปอร์ไซน์ สตอรี่ ฉบับเดือนกันยายน ปีเดียวกัน  ซึ่ง เฟรดเดอริค โพล  ผู้เป็นบรรณาธิการได้เปลี่ยนชื่อเรื่องเป็น “พี่เลี้ยงประหลาด[1]  แทน  แต่เมื่ออาซิมอฟได้นำเรื่องนี้มารวมอยู่ในหนังสือ “ข้าคือหุ่นยนต์”[2]  จึงได้ทำการเปลี่ยนกลับ

นอกเหนือจากการเป็นเรื่องเกี่ยวกับหุ่นยนต์เรื่องแรกของอาซิมอฟแล้ว  ร็อบบี้ ยังมีข้อสำคัญอื่นอีก นั่นก็เพราะว่าในเรื่อง จอร์จ เวสตันได้กล่าวต่อภรรยาของเขาเป็นการปกป้องหุ่นยนต์ที่ทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงเด็กว่า “…เขาจึงมีความซื่อสัตย์ ความรัก และความกรุณา เขาเป็นเครื่องจักรถูกสร้างขึ้นให้เป็นเช่นนั้น” นั่นเป็นกล่าวถึงเป็นครั้งแรกในสิ่งซึ่งที่สุดแล้วกลายมาเป็น “กฎข้อแรกของหุ่นยนตศาสตร์” และเป็นกฎเพื่อความปลอดภัยซึ่งสร้างฝังเป็นข้อมูลพื้นฐานในสมองกลของหุ่นยนต์

–เรียบเรียงจาก ตอนหนึ่งในบทความ “The Robot Chronicle” จากหนังสือ “GOLD” —

[1] Strange Playfellow
[2] I, Robot

Robbie

“เก้าสิบ-แปด-เก้าสิบ-เก้า-หนึ่งร้อย” กลอเรีย เลื่อนมือน้อยๆ ออกจากใบหน้า เธอยืนนิ่งอยู่ชั่วครู่ ทำจมูกย่นตาหยีท่ามกลางแสงแดดสดใส เธอค่อยๆ ถอยอย่างระมัดระวังออกจากต้นไม้ แล้วเหลียวมองไปรอบๆ

เธอชะเง้อมองไปตามพุ่มไม้ ถอยหลังออกมาอีกแล้วหันมองไปทั่วๆ ไม่มีเสียงอื่นใดนอกจากเสียงหึ่งๆ ของแมลง และเสียงนกร้องต้อนรับตะวันยามเที่ยงเป็นครั้งคราว

กลอเรียทำหน้ามุ่ยด้วยความไม่พอใจ “พนันได้เลยว่าเขาต้องไปซ่อนอยู่ในบ้านแน่ๆ บอกตั้งนับล้านครั้งแล้วว่ามันไม่ยุติธรรมเลย”

ริมฝีปากน้อยๆ เม้มแน่น คิ้วทั้งสองขมวดเข้าหากัน    เธอเดินตรงไปยังบ้านสองชั้นที่อยู่ห่างออกไปข้างหน้า

สายไปเสียแล้ว เธอได้ยินเสียงสวบสาบข้างหลังเธอ    เสียงดังกังวานเป็นจังหวะจากเท้าที่สร้างจากโลหะของร็อบบี้ เธอหันกลับมามองเพื่อนเล่นที่โผล่ออกมาจากที่ซ่อนวิ่งตรงไปยังต้นไม้ด้วยความเร็วเต็มที่

กลอเรียร้องด้วยความตกใจ “รอด้วย ร็อบบี้ ไม่ยุติธรรมเลย เธอให้สัญญาแล้วว่าเธอจะไม่วิ่งจนกว่าฉันจะเห็นเธอก่อน” ก้าวน้อยๆ ของเธอไม่มีทางที่จะวิ่งตามร็อบบี้ได้ทัน เป้าหมายอยู่ห่างออกไปข้างหน้ากว่าสิบฟุต      ร็อบบี้ ชะลอฝีเท้าลงจนคล้ายจะคลานไป กลอเรีย พุ่งปราดด้วยแรงเฮือกสุดท้ายผ่านเขาไปแตะรอยบากที่ต้นไม้ได้ก่อน

เธอหันกลับมาทางร็อบบี้ผู้ซื่อสัตย์อย่างยินดี และตอบแทนความเสียสละของร็อบบี้อย่างไม่รู้คุณด้วยการเหน็บแนมว่า เขาไม่มีความสามารถในการวิ่งเอาซะเลย

“ร็อบบี้ วิ่งไม่ได้” เธอตะโกนอย่างสุดเสียงของเด็กอายุแปดขวบ “เราชนะเขาได้ทุกวัน เราชนะเขาได้ทุกวัน” เธอท่องออกมาเป็นทำนองเพลง

ร็อบบี้ไม่ตอบ แน่ละเขาตอบออกมาเป็นคำพูดไม่ได้ แต่ตอบโดยการวิ่งออกไป   พอรู้ตัวกลอเรียก็วิ่งตามออกมา    เขาเบี่ยงตัวหลบนิดหนึ่ง ทำให้เธอเซถลาไปข้างหน้า มือน้อยๆ คว้าลมแทนที่

“ว้า…ร็อบบี้” เธอร้องเสียงแหลม “ยืนนิ่งๆ สิ” เสียงหัวเราะสะดุดลงด้วยอาการสะอึก

จนกระทั่งเขาหมุนตัวกลับมา อุ้มเธอขึ้นสูง หมุนไปรอบๆ กลอเรียรู้สึกว่าพื้นดินที่อยู่ห่างออกไปมีสีน้ำเงินของท้องฟ้ามาแทนที่สีเขียวของต้นไม้ หมุนไปรอบๆ ที่ว่างนั่น   แล้วร็อบบี้ก็วางเธอลงบนพื้นหญ้าอีกครั้ง   เธอเอนหลังพิงขาร็อบบี้และยังคงจับมือโลหะไว้ไม่ยอมปล่อย

หลังจากที่คลายความตื่นเต้นลงบ้างแล้ว  เธอลูบผมที่ยุ่งเหยิงให้เรียบด้วยอาการที่เลียนมาจากมารดา และก้มดูว่าเสื้อกระโปรงจะขาดไปหรือเปล่า

เธอใช้มือทุบไปตามลำตัวของร็อบบี้ “เด็กเลว ฉันจะตีเธอ”

ร็อบบี้ยืนก้มหน้าด้วยความเกรงกลัว   ใบหน้าของเขาซบลงไปที่ฝ่ามือจนเธอต้องพูดว่า “ไม่หรอก ร็อบบี้ ฉันจะไม่ดีเธอหรอก   แต่คราวนี้ถึงรอบฉันเป็นฝ่ายไปซ่อนบ้างล่ะ เพราะว่าเธอขายาว เธอต้องสัญญาก่อนนะว่าจะไม่วิ่งก่อนที่ฉันจะเห็นเธอ”

ร็อบบี้พยักหน้า ศีรษะของเขาเป็นรูปสี่เหลี่ยมขอบมนโค้ง   ลำคอทำด้วยท่อกลมต่อกับทำตัวที่มีรูปทรงสี่เหลี่ยมเหมือนกันแต่ใหญ่กว่า   เขาหันหน้าไปทางต้นไม้ แผ่นฟิลม์บางๆ เลื่อนลงมาปิดนัยน์ตาเรืองรองคู่นั้น จากนั้นวงจรภายในก็เริ่มนับเป็นจังหวะสม่ำเสมอ”

“ห้ามแอบดู ห้ามนับข้ามด้วย” กลอเรียร้องเตือนเสียงใส ก่อนที่จะวิ่งไปซ่อน

ด้วยความสม่ำเสมอไม่เปลี่ยนแปลง วงจรยังคงนับไปเรื่อยๆ จนกระทั่งครบหนึ่งร้อย เปลือกตาก็เปิดขึ้น นัยน์ตาเรืองรองสีแดงกวาดไปรอบๆ และหยุดตรงที่ก้อนหินก้อนใหญ่ที่มีชายผ้าโผล่ออกมา   เขาก้าวไปข้างหน้าสองสามก้าว และแน่ใจว่าใช่กลอเรียที่นั่งอยู่หลังหินก้อนนั้น

เขาเดินไปช้าๆ โดยให้ตัวเองอยู่ระหว่างกลอเรีย และต้นไม้เป้า  กลอเรียนั่งพับเพียบอย่างเรียบร้อยไม่ได้นึกว่าร็อบบี้จะพบเธอ   เขายื่นมือข้างหนึ่งตรงไปยังเธอ แล้วอีกข้างหนึ่งตบไปที่ขาโลหะเสียงดัง  กลอเรียสะดุ้งอย่างไม่พอใจ

“เธอต้องแอบมองแน่เลย” เธอกล่าวหาเขา “แล้วตอนนี้ฉันไม่อยากจะเล่นซ่อนหาอีกแล้ว ฉันต้องการจะขี่คอเธอ”

แต่ร็อบบี้รู้สึกเสียใจที่ถูกกล่าวหาอย่างไม่เป็นธรรม  เขาจึงทรุดตัวนั่งลงและสั่นศีรษะอย่างหนักหน่วง

กลอเรียเสียงอ่อนลงในทันที “เถอะน่า ร็อบบี้ ฉันไม่ได้ว่าเธอแอบมองซะหน่อย ให้ฉันขี่คอเถอะ”

คราวนี้ร็อบบี้ไม่ยอมง่ายๆ เขาแหงนมองไปยังท้องฟ้าอย่างดื้อดึง และสั่นศีรษะอย่างเอาจริงเอาจัง

“นะ…ร็อบบี้นะ ให้ฉันขี่คอเธอ” เธอโอบรอบคอร็อบบี้และกอดเขาแน่น   เมื่อไม่เป็นผล เธอก็ถอยออกมาด้วยความรู้สึกที่เปลี่ยนไปทันที “ถ้าเธอไม่ยอม ฉันจะร้องไห้จริงๆ นะ” ใบหน้าของเธอเริ่มเศร้า และเตรียมตัวที่จะร้องไห้

ร็อบบี้ใจแข็งเหลือบมองนิดหนึ่ง แล้วสั่นศีรษะเป็นครั้งที่สาม   กลอเรียรู้ว่าเธอจะต้องใช้ไม้ตายที่เคยใช้อยู่บ่อยๆ

“ถ้าเธอไม่ยอม” เธอร้องอย่างไม่พอใจ “ฉันจะไม่เล่านิทานให้เธอฟัง ไม่เล่าสักเรื่องหนึ่ง ไม่แม้แต่…”

ร็อบบี้ยอมแพ้อย่างราบคาบในทันที พลางรีบพยักหน้าถี่ๆ จนลำคอที่ทำด้วยโลหะสั่นส่งเสียงฮัมออกมา   เขายกร่างเด็กหญิงตัวน้อยขึ้นวางบนบ่าอย่างระมัดระวัง

กลอเรียบังคับน้ำตาให้หยุดไหลได้ทันที และร้องออกมาด้วยความปรีดา   ผิวโลหะของร็อบบี้ปรับอุณหภูมิให้คงที่ที่ 70 องศาฟาเรนไฮน์ จากขดลวดความต้านทานภายในทำให้รู้สึกสดชื่นสบาย   เธอใช้ส้นเท้ากระแทกหน้าอกร็อบบี้ ดังกังวานด้วยความร่าเริง

“ร็อบบี้ เธอเป็นเรือบินยามฝั่ง เธอเป็นเรือบินสีน้ำเงินลำโต เธอกางแขนออกไปตรงๆ ซิ   เธอจะได้เป็นเรือบินยามฝั่ง”

ด้วยหลักของเหตุผลที่แย้งไม่ได้  ร็อบบี้กางแขนออกไปเป็นปีกปะทะกระแสลม และเขาก็มองดูเหมือนเป็นเรือบินสีน้ำเงินลำใหญ่

กลอเรียหมุนศีรษะหุ่นยนต์บังคับให้เลี้ยวไปทางขวา   เขาเอี้ยวตัวเลี้ยวในทันที กลอเรียทำเสียงเครื่องยนต์ดัง “บรือ-ร-ร”    เธอทำเสียงปีนดัง “พิ้ว” และ “ชึด-ชึด-ชึดดด…โจรสลัดกำลังไล่ตามมา เรือบินยามฝั่งนำอาวุธออกมาโต้ตอบ พวกโจรสลัดร่วงลงราวกับใบไม้”

“ยิงให้ร่วงอีกลำ—อีกสองลำ” เธอร้องตะโกน

ต่อไป “เร็วขึ้นอีก พวก” กลอเรียวางท่าผึ่งผาย “กระสุนเราหมดแล้ว” เธอก้มศีรษะลงระดับไหล่อย่างแน่วแน่ไม่ท้อถอย และตอนนี้ร็อบบี้คือยานอวกาศจมูกทื่อพุ่งทะยานขึ้นสู่เวหาด้วยความเร็วสูงสุด

ฝ่าเท้าของร็อบบี้เหยียบย่ำลงไปบนพื้นหญ้าจนแบนราบไปเป็นทาง   ทันใดนั้น เขาหยุดลง มีเสียงตกใจดังขึ้นจากนักบินที่ใบหน้าแดงด้วยความหฤหรรษ์   เธอถลาร่วงลงบนพื้นหญ้าขจีหนานุ่ม

กลอเรียอ้าปากหอบฮักๆ อุทานตะกุกตะกัก “สนุกจริงๆ”

ร็อบบี้รอจนกระทั่งคุณหนูของเขาใจคอเป็นปกติแล้วจึงค่อยๆ ดึงปอยผมของเธอเบาๆ

“นายต้องการอะไรฮึ” กลอเรียทำไก๋ นัยน์ตาเบิกกว้างด้วยความประหลาดใจราวกับไม่ได้เสแสร้ง แต่ก็หลอก ‘พี่เลี้ยงเด็ก’ ไม่สำเร็จ   เขาดึงผมเธอแรงขึ้น

“อ๋อ รู้แล้วเธออยากฟังนิทานนี่เอง”

ร็อบบี้พยักหน้าอย่างรวดเร็ว

“เอาเรื่องไหนดีล่ะ”

ร็อบบี้ใช้นิ้ววาดรูปครึ่งวงกลมในอากาศ

เด็กหญิงตัวน้อยประท้วง “อีกแล้วเหรอ ฉันเล่าเรื่องซินเดอเรลลาให้เธอฟังตั้งล้านเที่ยวแล้วนะ เธอไม่เบื่อบ้างรึไง   นี่เป็นเรื่องสำหรับเด็กเล็กๆ นะ”

ร็อบบี้วาดรูปครึ่งวงกลมอีกครั้ง

“ก็ได้” กลอเรียวางท่านึกถึงรายละเอียดของเนื้อเรื่อง (รวมถึงส่วนที่เธอแต่งเติมเสริมข้ำไปเองอย่างมากมาย) และเริ่มต้นเล่า

“ตั้งใจฟังรึยัง   เอาล่ะ กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ยังมีเด็กหญิงตัวน้อยๆ น่ารักชื่อว่า เอลลา เธอมีแม่เลี้ยงที่ใจร้าย มีลูกพี่ลูกน้องที่หน้าตาขี้ริ้วขี้เหร่และนิสัยโหดร้ายอีกสองคน…”

กลอเรียกำลังเล่าถึงตอนสนุกของเรื่อง  “…เวลาเที่ยงคืนก็ใกล้เข้ามา ทุกสิ่งทุกอย่างกำลังจะเปลี่ยนกลับไปสู่สภาพเดิมที่ซอมซ่อ…” ขณะที่ร็อบบี้ตั้งอกตั้งใจฟังด้วยนัยน์ตาที่แดงก่ำก็มีเสียงดังขึ้นขัดจังหวะ

“กลอเรีย!”

เสียงค่อนข้างจะตะโกนของผู้หญิงคนหนึ่งดังขึ้นและอีกหลายครั้ง ดังขึ้นทุกทีหลังจากที่รอด้วยความกระวนกระวายและเริ่มจะหมดความอดทน

“แม่เรียกแล้วล่ะ” กลอเรียพูดอย่างไม่ค่อยเต็มใจนัก “เธอพาฉันกลับบ้านดีกว่า ร็อบบี้”

ร็อบบี้ทำตามอย่างกระตือรือร้น จากความรู้สึกบางประการภายในบอกว่าเป็นการดีหากจะต้องทำตามคำสั่งของนางเวสตันโดยไม่ชักช้า   ปกติในตอนกลางวัน บิดาของกลอเรียมักไม่อยู่บ้านยกเว้นในวันอาทิตย์เช่นวันนี้   เขาเป็นคนฉลาดสุขุม เข้าใจอะไรง่าย อย่างไรก็ตามมารดาของกลอเรียก็เป็นต้นเหตุของความยุ่งยากของร็อบบี้ และมีแรงกระตุ้นบางอย่างบอกให้เขาควรที่จะอยู่ห่างจากสายตาของเธอ

นางเวสตันจับตามองตั้งแต่นาทีแรกที่พวกเขาลุกขึ้นยืน  จนกระทั่งเดินเข้ามาในบ้าน

“แม่ตะโกนจนเสียงแหบแล้วนะ กลอเรีย” เธอดุ “เธอไปอยู่เสียที่ไหนมา หา”

“หนูอยู่กับร็อบบี้” กลอเรียเสียงสั่น “หนูกำลังเล่านิทานเรื่องซินเดอเรลลาให้เขาฟัง   หนูลืมไปว่านี่เป็นเวลาอาหารเย็นแล้ว”

“ดีล่ะ เจ้าร็อบบี้ตัวดีก็ลืมไปด้วยเหมือนกัน” ทันทีเธอนึกขึ้นได้ว่ามีหุ่นยนต์ยืนอยู่ข้างๆ เธอจึงหันไป “แกต้องออกไปก่อนร็อบบี้ ตอนนี้กลอเรียไม่ต้องการแก” และตะคอกใส่อย่างโหดร้าย “ไม่ต้องเข้ามาจนกว่าฉันจะเรียกแก”

ร็อบบี้หมุนตัวกลับไป แต่ก็รีรออยู่เมื่อได้ยินเสียงของกลอเรียร้องโต้แย้งแทนเขา “แต่แม่ต้องให้เขาอยู่ก่อน หนูยังเล่าเรื่องซินเดอเรลลาไม่จบเลย หนูสัญญากับเขาไว้ว่าจะเล่าให้เขาฟัง และหนูยังเล่าไม่จบ”

“กลอเรีย!”

“เป็นความจริงอย่างที่สุดค่ะแม่   เขาจะนั่งอยู่อย่างเงียบๆ แม่จะไม่รู้เลยว่ามีเขาอยู่ด้วย เขาสามารถนั่งบนเก้าอี้โดยไม่พูดอะไรเลย หนูหมายความว่าเขาจะไม่ทำอะไร ใช่มั๊ยร็อบบี้”

ร็อบบี้รีบพยักหน้าขึ้นลงทันที่อย่างเห็นพ้องด้วย

“กลอเรีย ถ้าลูกไม่หยุดพูดเรื่องนี้เดี๋ยวนี้นะ   ลูกจะไม่ได้พบกับร็อบบี้อีกทั้งอาทิตย์”

กลอเรียคอตก “ได้ค่ะ แต่เรื่องซินเดอเรลลาเป็นเรื่องที่เขาชอบมาก หนูยังเล่าไม่จบ เขาชอบเรื่องนี้มา”

หุ่นยนต์เดินออกไปช้าๆ อย่างเศร้าสร้อย   แล้วกลอเรียก็กลั้นสะอื้นไว้ภายใน

* * * *

จอร์จ เวสตัน กำลังสบายอารมณ์ นี่เป็นนิสัยประจำตัวอย่างหนึ่งของเขาที่จะทำตัวสบายๆ ในยามบ่ายวันอาทิตย์   อาหารเย็นมื้ออร่อยที่แสนจะอบอุ่น เก้าอี้นอนหนานุ่มถึงแม้จะเก้าไปหน่อยสำหรับนอนเหยียดสบายๆ หนังสือพิมพ์ไทม์ซักฉบับ สวมร้องเท้าแตะ ไม่สวมเสื้อ จะมีอะไรที่สุขสบายไปกว่านี้

แน่ล่ะเขารู้สึกไม่สบายขึ้นมาทันทีที่ได้ยินเสียงฝีเท้าภรรยาเดินเขามาในห้อง   หลังจากชีวิตแต่งงานที่ผ่านไปนับสิบปี เขายังไม่รู้สึกขมขื่นที่ไปหลงรักเธอ และไม่ต้องสงสัย เขายินดีที่ได้พบเธอทุกเวลา   เว้นเสียแต่ยามบ่ายวันอาทิตย์หลังจากอาหารมื้อเย็นที่เขาต้องการใช้เวลาอยู่คนเดียวตามสบายสักสองสามชั่วโมง  เพราะเหตุนี้ เขายังคงไม่เลื่อนสายตาไปจากรายงานข่าวล่าสุดของ คณะสำรวจเลเฟเบอร์-โยชิดะ ที่เดินทางไปยังดาวอังคาร (การเดินทางครั้งนี้ออกจากฐานดวงจันทร์ และอาจจะประสบความสำเร็จ)   เขาแสร้งทำเป็นมองไม่เห็นเธอ

นางเวสตันคอยอย่างอดรนเป็นเวลากว่าสองนาที แล้วก็หมดความอดทนที่จะรอต่อไปอีกแม้เพียงนาที

“จอร์จ”

“หือม์”

“จอร์จ ฉันอยากจะพูดอะไรด้วยหน่อย   คุณพอจะวางหนังสือนั่นแล้วฟังฉันได้มั๊ย”

จอร์จวางหนังสือพิมพ์ลงบนพื้น พลางหันไปทางภรรยาด้วยสีหน้าเหนื่อยหน่าย

“เกิดอะไรขึ้นจ๊ะ ที่รัก”

“คุณก็รู้นี่ว่าเกิดอะไรขึ้น กลอเรียกับเจ้าเครื่องจักรร้ายกาจนั่น”

“เครื่องจักรร้ายกาจอะไรกัน”

“เอาละ คุณไม่ต้องเสแสร้งว่าคุณไม่รู้ว่าฉันพูดถึงเรื่องอะไร   ก็เจ้าหุ่นยนต์ของกลอเรียที่ชื่อร็อบบี้นะสิ มันไม่ยอมอยู่ห่างเธอสักนาที”

“เออ…ทำไมล่ะ เขาไม่ได้มีท่าทางอย่างนั้นสักหน่อย แล้วอีกอย่างเขาไม่ใช่เครื่องจักรที่น่ากลัว   เขาเป็นหุ่นยนต์ที่ดีที่สุดที่ใครๆ จะซื้อหามาได้   ผมแน่ใจว่าเขาทำเงินได้มากกว่ารายได้ของผมตั้งครึ่งปี   เขามีค่าขนาดนั้น ซ้ำยังฉลาดกว่าไอ้พวกที่ทำงานกับผมตั้งครึ่ง”

เขาเอื้อมมือไปหยิบหนังสือพิมพ์ แต่เธอเร็วกว่าปัดมันไปอีกทาง

“คุณต้องฟังฉันนะ จอร์จ   ฉันไม่ต้องการให้ลูกสาวของฉันอยู่กับเครื่องจักรนั่น และฉันไม่แคร์ว่ามันจะฉลาดแค่ไหน มันไม่มีจิตใจ ไม่มีใครรู้ว่ามันกำลังคิดอะไรอยู่   เด็กๆ จะต้องไม่ได้รับการดูแลจากสิ่งที่ทำด้วยโลหะ”

เวสตันหน้าบึ้ง “คุณตัดสินใจเรื่องนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่   เขาอยู่กับเรามาตั้งสองปี ผมไม่เคยเห็นคุณกังวลถึงมันเลยจนกระทั่งวันนี้”

“ตอนแรกมันไม่เหมือนกัน   มันเป็นของใหม่ เป็นแฟชั่นที่ใครๆ เขาก็มีกัน ช่วยแบ่งเบาภาระให้ฉัน   แต่เดี๋ยวนี้เพื่อนบ้าน…”

“พวกชาวบ้านทำอะไรกับมัน เอาละฟังผม   หุ่นยนต์นั่นเชื่อใจได้มากกว่าพี่เลี้ยงเด็กที่เป็นมนุษย์อย่างเทียบกันไม่ได้   พวกเขาสร้างร็อบบี้ขึ้นมาเพื่อจุดประสงค์เดียวก็คือให้เป็นเพื่อนเด็กๆ ความรู้สึกของเขาทั้งหมดถูกสร้างขึ้นเพื่อจุดประสงค์อันนี้   ดังนั้นเขาจึงมีความซื่อสัตย์ ความรัก และความกรุณา เขาเป็นเครื่องจักรถูกสร้างขึ้นให้เป็นเช่นนั้น มันมากกว่าที่คุณจะนำไปเปรียบเทียบกันกับมนุษย์”

“แต่บางสิ่งบางอย่างอาจผิดพลาดได้   ชิ้น…ชิ้น…” นางเวสตันมีความรู้คลุมเครือเกี่ยวกับภายในหุ่นยนต์ “ชิ้นส่วนเล็กๆ บางตัวอาจจะหลุดออก เข้าสิ่งที่น่ากลัวนั่นก็จะบ้าเลือดขึ้นมา   และ…และ…” เธอไม่สามารถนึกภาพได้หมด

“เหลวไหลน่า” เวสตันปฏิเสธด้วยความรู้สึกกลัวอย่างไม่ตั้งใจ “ทั้งหมดที่เธอพูดมันน่าขัน   ตอนที่เราซื้อเจ้าร็อบบี้มา เราก็ได้พูดกันถึงกฎข้อแรกของหุ่นยนต์ คุณก็รู้แล้วไม่ใช่หรือว่าเป็นไปไม่ได้ที่หุ่นยนต์จะทำร้ายมนุษย์   ถ้ากฎข้อที่หนึ่งเปลี่ยนไป หุ่นยนต์ก็ไม่สามารถจะเคลื่อนไหวได้ มันเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ทางคณิตศาสตร์ นอกจากนั้น ผมยังมีวิศวกรจากบรรษัทหุ่นยนต์และวิศวกรรมแห่งสหรัฐฯ มายกเครื่องใหม่ให้ปีละสองครั้ง ผมว่าโอกาสที่บางสิ่งภายในตัวของร็อบบี้จะผิดปกติจึงมีโอกาสน้อยกว่าที่คุณกับผมจะเป็นบ้าซะอีก   ทำไมนะคุณถึงต้องการจะแยกเขาออกจากกลอเรีย”

เขาเอื้อมมือไปหยิบหนังสิพิมพ์ขึ้นมาอีก แต่ไม่เป็นผล   เธอหยิบมันโยนออกไปอีกห้องหนึ่งอย่างขุ่นเคือง

“เรื่องนั้นพอทีเถอะ จอร์จ   เธอไม่ยอมไปเล่นกับเด็กอื่นๆ เลย   มีเด็กเยอะแยะที่เธอควรจะไปเล่นหัวด้วย แต่เธอไม่ยอมไปเว้นแต่ฉันจะสั่ง    นี่มันไม่ใช่วิถีทางที่เด็กหญิงเล็กๆ จะโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่   คุณต้องการให้แกมีบุคลิกภาพปกติใช่มั๊ย คุณต้องการให้แกสามารถใช้ชีวิตร่วมกับผู้อื่นในสังคมใช่มั๊ย”

“คุณมองข้ามอะไรไปแล้วฮึ เกรซ   คุณนึกเสียว่าร็อบบี้เป็นสุนัขตัวหนึ่งก็แล้วกัน ผมเคยเห็นเด็กหลายร้อยคนต้องการสุนัขมากกว่าพ่อของแกซะอีก”

“สุนัขมันเป็นอีกเรื่องหนึ่ง จอร์จ   เราต้องเอาสิ่งร้ายกาจนี้ออกไปให้พ้น คุณจะขายมันคืนกับบริษัทก็ได้ ถือซะว่าฉันขอร้องคุณก็ได้ คุณพอจะทำให้ฉันได้มั๊ย”

“คุณขอร้องผมหรือ   เอาละ ฟังนะเกรซ   เราจะไม่ทำอะไรทั้งนั้น เราจะมีหุ่นยนต์อยู่ต่อไปจนกว่ากลอเรียจะโตกว่านี้ และจำไว้นะ ผมไม่ต้องการได้ยินเรื่องนี้อีก” พูดจบเขาก็ผลุนผันออกจากห้องไปอย่างฉุนเฉียว

นางเวสตันพบกับสามีของเธอที่ประตูในตอนเย็นอีกสองวันถัดมา “คุณจะต้องฟังเรื่องนี้นะ จอร์จ   มีเรื่องไม่ดีเกิดขึ้นในหมู่บ้าน”

“เรื่องอะไรล่ะ” เวสตันถาม เขาก้าวเข้าไปในห้องซักล้าง เปิดน้ำเพื่อกลบเสียงของเธอที่อาจตามมา

นางเวสตันรอจนเขาเสร็จธุระ เธอพูด “เกี่ยวกับร็อบบี้”

เวสตันใช้ผ้าขนหนูเช็ดมือเดินออกมา ใบหน้าแดงด้วยความโกรธ “คุณกำลังพูดถึงเรื่องอะไร”

“เรื่องกำลังขยายออกไปเรื่อยๆ ฉันเหนื่อยที่จะทนฟังชาวบ้านพูดถึงร็อบบี้เต็มทีแล้ว   เขาคิดว่าร็อบบี้เป็นอันตรายจึงห้ามเด็กๆ ไม่ให้เข้ามาใกล้บ้านของเรา”

“แต่เราไว้ใจหุ่นยนต์ของเรา”

“เออ…แต่พวกนั้นไม่เชื่อเหมือนเรานี่”

“ถ้าอย่างนั้นก็ช่างพวกชาวบ้านนั่นปะไร”

“คุณพูดอย่างนี้ ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาเลย ฉันต้องออกไปซื้อของที่นั่นประจำต้องพบชาวบ้านทุกวัน ตอนนี้ในเมืองก็แย่กว่านี้ คุณรู้มั๊ยที่นิวยอร์คได้ออกรัฐบัญญัติห้ามหุ่นยนต์อยู่บนท้องถนนหลังจากตอนเย็นถึงรุ่งเช้าแล้ว”

“นั่นก็ใช่   แต่เขาก็ไม่ได้ห้ามเราไม่ให้มีหุ่นยนต์อยู่ในบ้านนี่เกรซ   นี่คงเป็นความพยายามครั้งใหม่ของคุณ ผมรู้นะแต่ไม่มีประโยชน์หรอก   คำตอบของผมยังคงเหมือนเดิมคือ ไม่    เราจะมีร็อบบี้อยู่กับเราต่อไป”

* * * *

ถึงอย่างไรเขายังคงรักเธอ อะไรที่มันเลวร้ายเธอรู้ดี จอร์จ เวสตัน เป็นเพียงผู้ชายธรรมดาคนหนึ่งแล้วภรรยาเขาได้ใช้วิธีการทุกอย่างเท่าที่เธอซึ่งเป็นคนคร่ำครึและเคร่งศีลธรรมจะคิดออกมาได้ ด้วยเหตุผล และบางทีก็ไม่มีเหตุผล

ในสัปดาห์ถัดมาเขาได้แต่ร้อง “ร็อบบี้อยู่ และพอกันที” ถึงสิบครั้ง และแต่ละครั้งเสียงของเขาก็อ่อนลงทุกที พร้อมกับที่เสียงภรรยาของเขาดังขึ้นทุกทีเช่นกัน

ในที่สุดวันสุดท้ายก็มาถึง   เวสตันมีความรู้สึกผิดเมื่อเข้าไปชวนกลอเรียไปดูการแสดง “วจนทัศน์” ที่หมู่บ้าน

กลอเรียปรบมือด้วยความยินดี “ร็อบบี้ไปด้วยได้มั๊ยค่ะ”

“ไม่ได้หรอกลูก” เสียงเขาไม่ค่อยปกตินัก “เขาไม่ยอมให้หุ่นยนต์ไปดูการแสดงวจนทัศน์หรอกลูก   เอาไว้ลุกค่อยเล่าให้เขาฟังตอนกลับมากก็ได้” เขาพูดตะกุกตะกักในตอนท้าย แล้วหันหน้าไปอีกทาง

เมื่อกลอเรียกลับมาจากในเมือง   เธอคุยฟุ้งมาตลอดทางด้วยความตื่นเต้นจากการแสดงวจนทัศน์  อันที่จริงก็เป็นรายการที่หรูหราโอ่อ่าทีเดียว

เธอรอให้บิดานำรถยนต์เจ็ดลงจอดยังที่เก็บรถใต้ดิน “คอยดูนะพ่อ ตอนหนูเล่าให้ร็อบบี้ฟัง เขาต้องชอบแน่ๆ เลย   โดยเฉพาะตอนที่ฟรานซิส ฟรานหายไปอย่างเงี้ยบเงียบ แล้วก็โผล่กลับออกมาเป็นมนุษย์เสือดาววิ่งออกไป” เธอหัวเราะ “พ่อคะ มีมนุษย์เสือดาวจริงๆ บนดวงจันทร์หรือค่ะ”

“คงไม่จริงหรอกลูก” เวสตันตอบอย่างเลื่อนลอย “มันเป็นสิ่งที่สร้างขึ้นมาเพื่อให้เชื่อว่าเป็นจริง” เขาไม่อาจถ่วงเวลาไว้ได้อีกนาน เขาต้องเผชิญหน้ากับมัน

กลอเรียวิ่งเข้าไปในสนาม “ร็อบบี้—ร็อบบี้

ทันใดเธอก็หยุดวิ่งเมื่อสายตามองไปเห็นสุนัขตัวเล็กๆ น่ารัก จ้องมองเธอด้วยสายตาผูกมิตร มันยืนกระดิกหางไปมาอยู่บนระเบียง

“โอ ลูกหมา น่ารักจังเลย” กลอเรียเดินขึ้นบันไดเข้าไปใกล้อย่างระมัดระวัง อุ้มมันขึ้นมา “นี่ของหนูใช่มั๊ยค่ะ พ่อ”

มารดาของเธอเข้ามาร่วมวงด้วย “ใช่แล้วจ๊ะ กลอเรีย   น่ารักมั๊ยจ๊ะ ขนนุ่มและเชื่อง มันชอบเด็กหญิงตัวเล็กๆ จ๊ะ”

“มันเล่นเกมส์ได้มั๊ยค่ะ”

“ได้แน่นอนจ๊ะ มันเล่นสนุกได้หลายอย่าง ลูกอยากดูมั๊ยละ”

“เดี๋ยวนี้เลย หนูอยากให้ร็อบบี้มาดูด้วย ร็อบบี้” เธอชะงักอย่างไม่แน่ใจ หน้าขมวดย่น “หนูพนักได้เลยว่าเขาต้องอยู่ในห้องของเขาแน่ เขาต้องโกรธที่หนูไม่พาไปดูวจนทัศน์ พ่อต้องอธิบายให้เขาฟังนะค่ะ เขาอาจไม่เชื่อหนู แต่สำหรับพ่อเขาต้องเชื่อแน่ๆ”

เวสตันรู้สึกเหมือนว่ามีอะไรมาจุกอยู่ที่ลำคอ เขามองไปที่ภรรยา แต่เธอไม่ยอมสบตาด้วย

กลอเรียหันหลังกลับวิ่งลงบันไดไป พร้อมกับตะโกนเรียก “ร็อบบี้ มาดูสิว่าพ่อกับแม่ซื้ออะไรมาให้ฉัน เขาซื้อลูกหมาน่ารักมาแน่ะ ร็อบบี้”

ไม่นานเธอก็วิ่งกลับมาท่าทางตื่นตกใจ “แม่ ร็อบบี้ไม่อยู่ห้อง   เขาไปไหนค่ะ” ไม่มีคำตอบใดๆ   จอร์จ เวสตันกระเอมแหงนหน้ามองท้องฟ้าอย่างไร้จุดหมาย เสียงกลอเรียสะท้าน น้ำตากำลังรินไหล “ร็อบบี้อยู่ที่ไหนค่ะแม่”

นางเวสตันทรุดนั่งลงดึงเธอเข้ามาตรงหน้าเบาๆ “อย่าเสียใจไปเลยลูก แม่คิดว่าร็อบบี้ไปแล้ว”

“ไม่มีใครรู้จ๊ะ เขาเพียงแต่เดินออกไป เราได้ออกค้นหาแต่ไม่พบ”

“แม่หมายความว่าเขาจะไม่กลับมาอีกแล้วใช่มั๊ยคะ” นัยน์ตาเธอเบิกกว้างด้วยความเสียใจ

“เราอาจจะหาเขาพบเร็วๆ นี้   เราจะค้นหาเขาต่อไป ตอนนี้ลูกก็เล่นกับลุกหมาตัวน้อยนี้ไปก่อน มองดูมันซิจ๊ะ มันชื่อสายฟ้า มันยัง…”

นัยน์ตากลอเรียเอ่อไปด้วยน้ำตา “หนูไม่ต้องการสุนัขเหม็นๆ หนูต้องการร็อบบี้ หนูต้องการให้แม่หาร็อบบี้ให้หนู” เธอรู้สึกเจ็บช้ำเกินกว่าที่คำพูดจะแทนได้ เธอครวญคร่ำ

นางเวสตันจ้องหน้าสามีเพื่อขอความช่วยเหลือ   เขาได้แต่เพียงเดินลากเท้าออกไปอย่างบูดบึ้งโดยไม่ได้ละสายตาจากท้องฟ้าเบื้องบน ดังนั้นนางจึงต้องเผชิญกับสถานการณ์นี้ตามลำพัง “ลูกร้องไห้ทำไมจ๊ะ กลอเรีย   ร็อบบี้เป็นแค่เครื่องจักรเท่านั้น เครื่องจักรเก่าๆ เขาไม่ได้มีชีวิตจริงๆ”

“เขาไม่ใช่เครื่องจักรนะ” กลอเรียกรีดร้องอย่างไม่เป็นภาษา “เขาเป็นคนเหมือนแม่ เหมือนหนู หนูต้องการให้เขากลับมา   แม่จ๋าหนูอยากให้เขากลับมา”

มารดาของเธอพึมพำอย่างยอมแพ้ ปล่อยกลอเรียไว้กับความโศกเศร้าตามลำพัง

“ปล่อยให้เธอร้องต่อไป” เธอกล่าวกับสามี “เด็กๆ จะเสียใจอยู่ไม่นาน อีกไม่กี่วันเธอก็จะลืมเจ้าหุ่นยนต์นั่น”

แต่เวลาก็ได้พิสูจน์ว่านางเวสตันค่อนข้างมองโลกในแง่ดีเกินไป   ที่แน่ๆ คือกลอเรียหยุดร้องไห้ แต่เธอก็หยุดยิ้มหัวด้วย   ในวันต่อๆ มาเธอยิ่งนิ่งเงียบลงไม่ยอมพูดจา นั่งซึมอยู่คนเดียว อาการของเธอทำให้นางเวสตันกังวลเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ   แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้เธอยอมรับความพ่ายแพ้กับสามี

* * * *

ในตอนเย็นวันหนึ่ง เธอเดินสะบัดเข้าไปในห้องนั่งเล่น นั่งลงเอามือกอดอกด้วยท่าทางแทบคลั่ง

สามีของเธอโผล่หน้าออกมาจากหนังสือพิมพ์ “เกิดอะไรขึ้นอีกล่ะ เกรซ”

“ก็เด็กนั่นสิ จอร์จ   วันนี้ฉันส่งสุนัขกลับไปแล้ว กลอเรียทนไม่ได้ที่เห็นมัน เธอว่าอย่างนั้น เธอจะทำให้ฉันเป็นโรคประสาทแล้วรู้มั๊ย”

เวสตันวางหนังสือพิมพ์ลง ความหวังอย่างหนึ่งปรากฏขึ้น

“บางที…บางที เราควรเอาร็อบบี้กลับมา   เหตุการณ์ก็คงจะดีขึ้น ผมจะติดต่อกับ…”

“ไม่มีทาง” ใบหน้าของเธอถมึงทึง “ฉันไม่ต้องการจะได้ยิน เราจะไม่ยอมแพ้ง่ายๆ ลูกของเราจะต้องไม่ถูกเลี้ยงโดยหุ่นยนต์   ถึงแม้ว่าจะต้องใช้เวลาเป็นปีเพื่อให้เธอลืมเรื่องนี้ก็ตาม”

เวสตันเอื้อมมือหยิบหนังสือพิมพ์ ท่าทางไม่สมหวัง

“เวลาหนึ่งปีนี้อาจทำให้หงอกขึ้นเต็มหัวผมก็ได้”

“คุณนั่นแหละตัวดี จอร์จ” เธอตอกกลับอย่างเคร่งเครียด “สิ่งที่กลอเรียต้องการคือการเปลี่ยนสถานที่   ที่นี่เธอไม่สามารถลืมร็อบบี้ได้ เธอจะลืมได้อย่างไรเมื่อต้นไม้ทุกต้น ก้อนหินทุกก้อนเตือนให้เธอระลึกถึงร็อบบี้   มันช่างเป็นเรื่องงี่เง่าที่สุดที่ฉันเคยเจอ    คิดดูสิเด็กตัวเล็กๆ เกิดอาการเศร้าซึมเพราะหุ่นยนต์หายไป”

“เอาละพูดให้ตรงจุดเถอะ อะไรคือการเปลี่ยนสถานที่ที่คุณว่า”

“เราจะพาเธอไปนิวยอร์ค”

“ไปในเมืองตอนนี้เนี่ยนะ   นี่มันเดือนสิงหาฯ นะ   คุณไม่รู้เรอะว่านิวยอร์คในเดือนสิงหาฯ เหมือนกับอะไร ไม่มีใครทนได้หรอก”

“คนตั้งล้านเขาก็ทนอยู่กันได้”

“พวกเขาไม่มีที่จะไปทีสบายๆ เหมือนเรา   ถ้าพวกเขาไม่จำเป็นต้องอยู่ในนิวยอร์คเขาก็ไม่อยู่กันหรอก”

“ดีละ ตอนนี้เราก็มีความจำเป็นขึ้นมาแล้วนี่   ฉันบอกว่าเราจะไปกันทันทีที่เราจัดการทุกอย่างเรียบร้อย   กลอเรียจะพบกับสิ่งที่น่าสนใจในเมืองเต็มไปหมด   ที่นั่นมีเพื่อนมากมายที่ทำให้เธอกระปรี้กระเปร่าขึ้นมาบ้าง   มันจะทำให้เธอลืมเจ้าเครื่องจักรนั่น”

“โอ พระเจ้า” อีกฝ่ายหนึ่งคราง “คุณช่างจัดการซะดีจริงๆ”

“เราต้องทำ” เธอไม่มีทีท่าเปลี่ยนแปลง “น้ำหนักตัวของกลอเรียลดลงไปตั้งห้าปอนด์ในหนึ่งเดือนที่ผ่านมา สุขภาพของลูกสำคัญต่อฉันมากกว่าความสะดวกสบายของคุณ”

“ช่างน่าเวทนาจริงๆ    ทำไมคุณไม่คิดถึงสุขภาพของลูก ก่อนที่คุณจะพรากหุ่นยนต์ของเธอไป” เขาพึมพำกับตัวของเขาเอง

กลอเรียมีท่าทางดีขึ้น เมื่อได้รับการบอกเล่าถึงการเดินทางไปในเมือง   เธอพูดถึงมันเล็กน้อย  แต่เมื่อใดที่เธอพูดถึงเธอจะร่วมสนทนาอย่างกระตือรือร้นถึงตอนนี้เธอเริ่มที่จะยิ้มออกมาบ้าง รับประทานของที่เธอเคยชอบได้บ้าง

นางเวสตันชื่นชมตัวเองอย่างชื่นบานในการที่เธอเป็นฝ่ายเอาสามี ซึ่งกำลังสงสัยว่าเป็นไปได้อย่างไร

“คุณเห็นมั๊ยล่ะ จอร์จ   เธอช่วยฉันจัดของยังกับนางฟ้าตัวน้อยๆ คุยจ้อราวกับเธอไม่มีอะไรที่ต้องกังวลอีกแล้วในโลกนี้   เห็นมั๊ยละ ที่ฉันบอกคุณว่าสิ่งเราต้องทำคือต้องเบนความสนใจของเธอ”

“อืมมม” จอร์จตอบด้วยน้ำเสียงที่เจือไปด้วยความงุนงง “ผมหวังว่าคงจะเป็นอย่างที่คุณพูด”

* * * *

การเตรียมการขั้นต้นผ่านไปอย่างรวดเร็ว   พวกเขาติดต่อหาบ้านพักในเมืองได้หลังหนึ่ง และจ้างสามีภรรยาคู่หนึ่งให้ดูแลบ้านในชนบท  เมื่อวันเดินทางมาถึง กลอเรียกลับเป็นคนเดิมอีกครั้งหนึ่ง ไม่พูดถึงร็อบบี้อีกเลย

ด้วยความที่มีอารมณ์ชื่นบานเต็มที่ ครอบครัวเวสตันจึงได้ว่าจ้างไจโรแท็กซี่ให้ไปส่งที่สนามบิน (เวสตันอยากจะใช้ไจโรส่วนตัว แต่มันมีเพียงสองที่นั่ง และไม่มีที่วางสัมภาระ) และขึ้นเครื่องที่จอดรออยู่

“มาทางนี้ กลอเรีย” นางเวสตันเรียก “แม่จองที่นั่งใกล้หน้าต่างไว้ให้ลูกดูวิวสวยๆ”

กลอเรียวิ่งตามช่องระหว่างที่นั่งอย่างยินดี   เธอเอาจมูกชนกับกระจกหน้าต่างมองออกไปข้างนอกอย่างจดจ่อขณะที่เสียงเครื่องยนต์ดังเพิ่มขึ้น   เธอยังเด็กเกินไปที่จะกลัวเมื่อเห็นพื้นดินถูกทิ้งห่างออกไปราวกับว่าปล่อยให้หล่นผ่านประตูกล   เธอเองในตอนนั้นมีน้ำหนักเพิ่มเป็นสองเท่า แต่ก็ไม่เด็กเกินไปที่จะสนใจอย่างจริงจัง    เธอมองอยู่จนกระทั่งพื้นดินกลายเป็นหย่อมเล็กๆ เธอจึงหันกลับมาทางมารดาของเธอ

“เราจะถึงเมืองเร็วมั๊ยค่ะแม่” เธอถามพลางใช้มือถูจมูกที่เย็นเฉียบ และหันกลับไปดูละอองน้ำที่เกิดจากลมหายใจของเธอที่กระจกหน้าต่างกำลังหดตัวลงอย่างรวดเร็วและหายไป

“ประมาณครึ่งชั่วโมงจ๊ะ” ด้วยความอยากรู้อย่างทนไม่ได้ เธอจึงเอ่ยถาม “ลูกไม่ดีใจที่เราไปหรือจ๊ะ ลูกไม่คิดหรือว่าลูกจะได้สนุก   ในเมืองมีตึกใหญ่โต มีคนมีของต่างๆ เยอะแยะมากมาย เราจะไปดูวจนทัศน์กันทุกวันก็ได้ ไปดูดการแสดงต่างๆ ไปดูละครสัตว์ ไปชายหาด ไป…”

“ค่ะ แม่” กลอเรียตอบอย่างไม่กระตือรือร้น เครื่องบินกำลังผ่านกลุ่มเมฆ กลอเรียหันไปสนใจเมฆรูปร่างแปลกๆ จนกระทั่งเครื่องบินพ้นกลุ่มเมฆไปเธอจึงหันกลับมาทางมารดา ท่าทางของเธอราวกับเจอความลัยที่สำคัญเข้าให้

“หนูรู้แล้วว่าทำไมเราถึงไปในเมืองกัน”

“ลูกรู้หรือ” นางเวสตันฉงน “ทำไมล่ะ”

“แม่ไม่บอกหนูเพราะว่าแม่ต้องการให้หนูแปลกใจใช่มั๊ยล่ะ   ถึงแม่ไม่บอกหนูก็รู้” เธอชื่นชมในความหลักแหลมของตัวเองอยู่ครู่หนึ่ง แล้วก็หัวเราะคิกคักอย่างเบิกบาน “เราไปนิวยอร์คก็เพราะว่าที่นั่นมีนักสืบ แล้วเราก็จะสามารถหาร็อบบี้เจอใช่มั๊ยค่ะ”

คำพูดนี้ทำให้จอร์จ เวสตันถึงกับสำลัก น้ำในปากพรวดออกมาขณะดื่มไปได้ครึ่งแก้ว   เขาไออยู่พักหนึ่ง หน้าแดง เสื้อเปียกโชก ช่างน่าเห็นใจจริงๆ

นางเวสตันยังคงวางท่า แต่เมื่อกลอเรียถามเป็นครั้งที่สอง เธอก็รู้สึกฉุนเฉียวทันที

“อาจจะใช่” เธอตอบราวกับกลืนของแสบคอลงไป “เอาล่ะนั่งลงแล้วอยู่นิ่งๆ เพื่อเห็นแก่สวรรค์เถอะ”

* * * *

มหานครนิวยอร์คในปีค.ศ. 1998 เป็นสวรรค์สำหรับนักท่องเที่ยวมากกว่าครั้งใดในประวัติศาสตร์   บิดามารดาของกลอเรียตระหนักถึงความจริงในข้อนี้   พวกเขาจึงใช้เวลาส่วนใหญ่ไปในการชมสถานที่ต่างๆ

จากคำสั่งโดยตรงของภรรยา   จอร์จ เวสตันได้มอบให้คนสนิทดูแลธุรกิจของเขาขณะที่เขาไม่อยู่เป็นเวลาหนึ่งเดือนหรือราวๆ นั้น   เพื่อที่จะได้ใช้เวลาอย่างมีอิสระเต็มที่ในสิ่งที่เขาตั้งชื่อให้มันว่า “ปฏิบัติการช่วยกลอเรียจากภัยที่ใกล้เข้ามา” มันก็เหมือนกับสิ่งอื่นๆ ที่เวสตันเคยทำ   แต่ครั้งนี้ดำเนินไปด้วยดีมีประสิทธิภาพในวิถีทางที่คล้ายกับการดำเนินงานทางธุรกิจ ก่อนเวลาหนึ่งเดือนจะผ่านไป เขาไม่มีสิ่งใดที่ต้องทำแล้วไม่ได้ทำ

เขาพากลอเรียมาที่ชั้นบนสุดของอาคารโรสเวลท์ ซึ่งสูงถึงครึ่งไมล์  เธอมองเห็นทุ่งหญ้าบนลองส์ไอร์แลนด์ ทุ่งราบในรัฐนิวเจอร์ซีซึ่งอยู่ต่ำลงไปลิบๆ อย่างน่าเสียวไส้   พวกเขาพาเธอไปเที่ยวสวนสัตว์ เธอตะลึงเมื่อได้เห็นสิงโตที่มีชีวิตจริงๆ” (และค่อนข้างผิดหวังที่ผู้ดูแลสวนสัตว์เลี้ยงมันด้วยเนื้อสัตว์แทนที่จะเป็นเนื้อมนุษย์ตามที่เธอเคยคิด) และเธอยืนกรานขอให้พาไปดู “ปลาวาฬ”

พวกเขาไปเที่ยวพิพิธภัณฑ์อีกหลายแห่ง ไปสวนสาธารณะ ชายหาด และพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ

เธอไปนั่งเรือกลไฟที่ตกแต่งตามแบบของศตวรรษที่ยี่สิบ   ล่องไปตามแม่น้ำฮัดสัน เธอขึ้นไปถึงบรรยากาศชั้นสตราโตสเฟียร์ ในการเดินทางที่จัดขึ้นเพื่อการแสดง   เธอเห็นท้องฟ้าเปลี่ยนสีเป็นสีม่วงเข้ม และเห็นดวงดาวต่างๆ ชัดเจน โลกที่อยู่เบื้องล่างมองดุคล้ายชามใบใหญ่    ที่ช่องแคบลองส์ไอร์แลนด์ ลึกลงไปใต้ผิวน้ำ กลอเรีย อยู่ในเรือดำน้ำที่ผนังเป็นกระจก โลกใต้สมุทรเป็นสีเขียวไหลไปมา สัตว์น้ำรูปร่างประหลาดนิสัยอยากรู้อยากเห็นว่ายเข้ามาใกล้ หลิ่วตาให้กับเธอแล้วก็ว่ายออกไป

กลับมาบนพื้นโลกอีกครั้ง นางเวสตันพาเธอไปยังห้างสรรพสินค้า ซึ่งเธอได้สนุกสนานไปกับสวนสนุกแห่งใหม่

อันที่จริงแล้ว เมื่อเวลาหนึ่งเดือนใกล้จะผ่านไป   นายและนางเวสตันตระหนักว่าได้ทำทุกสิ่งทุกอย่างที่จะทำได้เพื่อให้กลอเรียลืมร็อบบี้ แต่พวกเขาก็ไม่แน่ใจนักว่าทำได้สำเร็จ

ความจริงมีอยู่ว่า ทุกแห่งที่เขาพากลอเรียไป เธอจะแสดงความสนอกสนใจอย่างมากเมื่อเห็นหุ่นยนต์ปรากฏอยู่ด้วย ไม่ว่าสถานที่นั้นจะแปลกใหม่ หรือภาพที่เห็นเบื้องหน้าจะตื่นตาเพียงใด   แต่ถ้าสายตาของเธอจับเงาวูบวาบของการเคลื่อนไหวของโลหะได้เพียงนิดหนึ่ง เธอจะหันไปมองทันที

นางเวสตันก็ได้พยายามทุกวิถีทางที่จะให้กลอเรียอยู่ห่างจากพวกหุ่นยนต์

และเรื่องราวก็ดำเนินมาถึงจุดสำคัญ  ที่พิพิธภัณฑ์ทางวิทยาศาสตร์และอุตสาหกรรม   ทางพิพิธภัณฑ์ได้ประกาศว่ามีรายการพิเศษสำหรับเด็ก เป็นการแสดงเวทมนต์เชิงวิทยาศาสตร์   แน่ละ นายและนางเวสตันต้องจัดให้รายการนี่อยู่ในประเภทที่พลาดไม่ได้

ขณะที่นายและนางเวสตันยืนชมการแสดงการใช้แม่เหล็กไฟฟ้าทำงานได้อย่างไรอยู่อย่างจรดจ่อ นางเวสตันก็รู้ว่ากลอเรียไม่ได้อยู่กับเธอ   ทั้งสองตื่นตกใจในคราแรก แต่ก็คุมสติได้และตัดสินใจอย่างสุขุม จากการช่วยเหลือของผู้ร่วมชมงานอื่นๆ สองสามคน  พวกเขาก็เริ่มตามหา

แน่นอน กลอเรียไม่ใช่เด็กเล็กๆ ที่จะไปไหนมาไหนอย่างไร้จุดหมาย   สำหรับเด็กอายุขนาดนี้ เธอเป็นเด็กหญิงที่มีการตัดสินใจแน่นอนมีเป้าหมายผิดไปจากเด็กอื่นๆ   เธอสืบลักษณะมาจากมารดาของเธออย่างเต็มเปี่ยม เธอมองเห็นป้ายขนาดใหญ่ที่ชั้นสามบอกไว้ว่า “ทางไปชมหุ่นยนต์พูดได้”    เธอพบว่าทั้งบิดามารดาของเธอไม่ได้มีทีท่าจะเดินไปตามนั้น   เธอรอจนกระทั่งบิดามารดาหันไปสนในทางอื่น เธอจึงตัดสินใจทำในสิ่งที่เธอต้องการ ค่อยๆ หลบออกมาและเดินตามลูกศรไป

หุ่นยนต์พูดได้เป็นผลงานที่ต้องใช้ความสามารถอย่างเอกอุ แต่นำไปใช้งานจริงๆ ไม่ได้  จัดไว้เพื่อการแสดงเท่านั้น    ทุกๆ ชั่วโมง จะมีกลุ่มคนถามคำถามที่วิศวกรหุ่นยนต์เตรียมไว้ให้  เป็นคำถามที่วิศวกรหุ่นยนต์พิจารณาแล้วว่าเหมาะกับวงจรของหุ่นยนต์

มันอาจจะเป็นการดีที่รู้ว่ากำลังสองของสิบสี่เท่ากับ หนึ่งร้อยเก้าสิบหก    อุณหภูมิในห้องตอนนี้เท่ากับ 72 องศาฟาเรนไฮน์ และความดันบรรยากาศเท่ากับ 30.02 นิ้วปรอท    น้ำหนักอะตอมโซเดียมเท่ากับ 23    แต่คงไม่มีใครต้องการหุ่นยนต์ไว้เพื่อตอบคำถามเหล่านี้  โดยเฉพาะอย่างยิ่งหุ่นยนต์ที่เทอะทะเคลื่อนไหวไม่ได้ ประกอบด้วยสายไฟและขดลวดที่กินเนื้อที่กว่ายี่สิบห้าตาราหลา มันจึงดูเป็นสิ่งที่ทึมทื่อ

หลายคนจึงรู้สึกเบื่อที่จะดูรอบต่อไป จึงพากันเดินออกไป    แต่เด็กหญิงวัยรุ่นคนหนึ่งนั่งรออยู่อย่างเงียบๆ คอยการแสดงในรอบที่สาม  เธอเป็นผู้หญิงคนเดียวในห้องนั้นเมื่อกลอเรียก้าวเข้ามา

กลอเรียไม่ได้หันไปมองเธอ สำหรับเธอขณะนั้นไม่ได้มีความสนใจในมนุษย์คนอื่นเลย   เธอพุ่งความสนใจทั้งหมดไปยังวัตถุชิ้นใหญ่ที่มีลูกล้อนี้ เธอรีรออยู่ชั่วครู่หนึ่งด้วยความไม่กล้า   มันไม่เหมือนหุ่นยนต์ตัวอื่นที่เธอเคยพบ

แต่ด้วยความอยากรู้และความสงสัย เธอจึงถามขึ้น “ได้โปรดเถอะค่ะ คุณหุ่นยนต์ คุณคือหุ่นยนต์พูดได้ใช่ไหมค่ะ” แม้เธอจะไม่แน่ใจแต่เธอก็รู้ว่าควรจะพูดกับหุ่นยนต์พูดได้ด้วยความสุภาพ

(เด็กวัยรุ่นคนนั้นมองสิ่งที่เกิดขึ้นเขม็ง เธอหยิบสมุดบันทึกออกมาก้มหน้าจดขยุกขยิกลงไป)

มีเพียงเสียงทำงานเบาๆ ของเฟืองและเสียงคำพูดที่แตกพร่าดังขึ้นโดยไม่มีเสียงสูง-ต่ำ  และไม่มีการเน้น “ผม-คือ-หุ่น-ยนต์-พูด-ได้”

กลอเรียจ้องหุ่นยนต์อย่างละห้อย เสียงที่พูดดังออกมาจากภายในที่ใดที่หนึ่ง มันไม่มีใบหน้าสำหรับไว้พูด เธอพูดว่า “คุณจะช่วยหนูหน่อยได้ไหมค่ะ คุณหุ่นยนต์”

หุ่นยนต์พูดได้ถูกออกแบบมาเพื่อตอบคำถามที่มันควรจะตอบได้   ดังนั้นมันจึงมีความมั่นใจในความสามารถของมัน  มันจึงตอบ “ผม-สามารถ-ช่วย-คุณ-ได้”

“ขอบคุณค่ะ คุณหุ่นยนต์ คุณเคยเห็นร็อบบี้บ้างมั๊ยค่ะ”

“ร็อบบี้…คือ…ใคร”

“เขาคือหุ่นยนต์ค่ะ คุณหุ่นยนต์” เธอเขย่งเท้า “เขาสูงมากค่ะ คุณหุ่นยนต์ สูงกว่านี้อีก เขาเป็นคนดี เขามีศีรษะ คุณเข้าใจมั๊ยค่ะ หนูหมายถึงคุณไม่มีศีรษะ แต่เขามีค่ะ คุณหุ่นยนต์”

หุ่นยนต์พูดได้ตามไม่ทันเสียแล้ว “หุ่นยนต์หรือ”

“ใช่ค่ะ คุณหุ่นยนต์   เขาเป็นหุ่นยนต์เหมือนกับคุณ เว้นแต่เขาพุดไม่ได้ เขามองดูคล้ายคนจริงๆ”

“หุ่น-ยนต์-เหมือน-ผม-หรือ”

“ใช่ค่ะ คุณหุ่นยนต์”

เท่าที่หุ่นยนต์พุดได้ตอบสนองก็คือเสียงตะกุกตะกักขาดเป็นห้วงๆ พื้นฐานการสร้างคำพูดคำตอบมีลักษณะกว้างๆ ทั่วไป ไม่ใช่เพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะอย่าง   แต่การที่มันต้องตอบคำถามที่มีลักษณะเฉพาะเจาะจงทำให้มันรับภาระมากเกินไป มันพยายามรวบรวมความรู้ต่างๆ เข้าด้วยกันเพื่อตอบคำถามนี้อย่างซื่อตรง และสุดท้ายคอยล์สักครึ่งโหลก็ไหม้ สัญญาณเตือนขนาดเล็กครางออกมาเบาๆ

(เด็กหญิงวัยรุ่นลุกออกไป เธอมีข้อมูลเพียงพอสำหรับทำรายงานวิชาฟิสิกส์ 1 ในหัวข้อ “แง่มุมเชิงปฏิบัติของหุ่นยนตศาสตร์” รายงานฉบับนี้คือรายงานฉบับแรกของซูซาน แคลวินในวิชานี้)

ขณะที่กลอเรียยืนรอคำตอบของหุ่นยนต์โดยซ่อนความกระวนกระวายไว้อย่างระมัดระวัง   เธอก็ได้ยินเสียงร้องดังขึ้นข้างหลัง “เธออยู่นั่น” เธอจำได้ว่านั่นเป็นเสียงมารดาของเธอ

“แกมาทำอะไรที่นี่ แก…เด็กไม่รักดี” นางเวสตันร้อง ความกระวนกระวายเปลี่ยนเป็นความโกรธขึ้นมาทันที “ลูกรู้มั๊ย ลูกทำให้พ่อกับแม่ตกใจแทบตาย ทำไมลูกจึงหนีมา”

วิศวกรหุ่นยนต์ปราดเข้ามา เอามือขยี้ผม ต้องการทราบว่าใครคนไหนในกลุ่มคนที่ห้อมล้อมอยู่เป็นคนก่อเรื่องกับเครื่องจักร “อ่านป้ายกันไม่ออกหรือไง” เขาตะโกน “คุณไม่ได้รับอนุญาตเข้ามาในนี้ ถ้าไม่มีความสนใจจริงจัง”

กลอเรียส่งเสียงเครือ “หนูเพียงแต่อยากจะเห็นหุ่นยนต์พูดได้ค่ะแม่   หนูคิดว่าเขาอาจจะรู้ว่าร็อบบี้อยู่ที่ไหน เพราะเขาเป็นหุ่นยนต์เหมือนกัน” และแล้วความคิดถึงร็อบบี้ก็ถาโถมเข้ามา   เธอร้องไห้น้ำตานองหน้า “หนูต้องหาร็อบบี้ให้เจอ แม่ค่ะ หนูต้องการร็อบบี้”

นางเวสตันเค้นคอร้องออกมา “โอ…สวรรค์ที่แสนดี   กลับบ้านเราเถอะจอร์จ ฉันทนต่อไปไม่ไหวแล้ว”

* * * *

ในตอนเย็นวันนั้น จอร์จ เวสตันออกไปหลายชั่วโมง และในเช้าวันต่อมา เขาไปพบภรรยาด้วยท่าทีที่น่าสงสัยอย่างพึงพอใจอะไรบางอย่าง

“ผมมีความคิดบางอย่าง เกรซ”

“เรื่องอะไรค่ะ” นางเวสตันถามอย่างไม่ใส่ใจ

“ก็กลอเรียไงล่ะ”

“คุณไม่ใช่กำลีงแนะนำให้ซื้อเจ้าหุ่นยนต์ตัวนั้นกลับมานะ”

“ไม่ใช่แน่นอน”

“งั้นว่าต่อไป ฉันอาจจะฟัง ไม่มีสิ่งใดที่ฉันทำไปแล้วได้ผลดี”

“แหมพูดถูก เอาละนี่คือสิ่งที่ผมอยากจะพูด   เรื่องยุ่งยากทั้งหมดของกลอเรียคือเธอคิดว่าร็อบบี้เป็นคนจริงๆ ไม่ใช่เครื่องจักร จึงเป็นธรรมดานั่นเองที่เธอลืมเขาไม่ได้   ทีนี้ถ้าเราทำให้เธอเชื่อว่าร็อบบี้ไม่ใช่อะไรอื่น นอกจากเศษเหล็กทองแดงที่รวมสุมกันเป็นแผ่นเป็นขด   มีไฟฟ้าเป็นสิ่งหล่อเลี้ยงชีวิตแล้วละก็ เธอก็จะลืมร็อบบี้ไปเอง   มันเป็นเหตุผลทางจิตวิทยา คุณพอจะเข้าใจที่ผมพูดมั๊ย”

“คุณวางแผนไว้อย่างไรล่ะ”

“ง่ายมาก คุณรู้ไหมเมื่อคืนผมไปไหนมา   ผมไปหาโรเบิร์ตสันที่ทำงานกับบรรษัทหุ่นยนต์และวิศวกรรมแห่งสหรัฐฯ ขอให้เขาพาเราชมที่ทำงานของเขาในวันพรุ่งนี้ และกลอเรียก็จะได้เห็นว่าหุ่นยนต์เป็นสิ่งที่ไม่มีชีวิต”

ดวงตาของนางเวสตันเบิกกว้าง มีบางสิ่งแวววาวเอ่ออยู่ภายใน  นั่นคือความตื้นตัน “เยี่ยมไปเลยค่ะ จอร์จ ช่างเป็นความคิดที่วิเศษจริงๆ”

มันทำให้เสื้อกั๊กที่จอร์จ เวสตันสวมอยู่คับขึ้นมาทันที “นั่นเป็นสิ่งเดียวที่ผมมี” เขาโอ่

* * * *

นายสทรูเชอร์ เป็นผู้จัดการทั่วไปที่มีความกระตือรือร้น และเป็นธรรมดาอยู่เองที่เขาจะเป็นคนช่างพูดด้วย   เมื่อรวมกันเข้าทำให้การมาเยี่ยมชมครั้งนี้เต็มไปด้วยบรรยากาศที่มีสีสัน บางครั้งก็ค่อนข้างจะมากเกินไป   อย่างไรก็ตาม นางเวสตันก็ไม่เคยนึกเบื่อ    ว่ากันจริงๆ แล้ว เธอขอให้เขาหยุดหลายครั้งเพื่อให้คำอธิบายบางจุดซ้ำ ด้วยคำพูดง่ายๆ เพื่อให้กลอเรียได้เข้าใจ   นายสทรูเชอร์เองก็รู้สึกชื่นบานอยู่มาก และพยายามฝอยฟุ้งขึ้นอีกเท่าที่โอกาสจะอำนวย

จอร์จ เวสตัน เริ่มกระวนกระวาย

“ขอโทษนะครับ คุณสทรูเชอร์” เวสตันพูดแทรกระหว่างการบรรยายเรื่องแสง-ไฟฟ้า “คุณมีหน่วยงานในโรงงานนี้ที่มีหุ่นยนต์กรรมกรล้วนๆ ทำงานกันใช่ไหมครับ”

“เอ – โอใช่ – ใช่จริงๆ ครับ” เขายิ้มให้กับนางเวสตัน

“ว่าไปแล้วก็เป็นสิ่งที่ผิดกฎนะครับ   เราให้หุ่นยนต์สร้างหุ่นยนต์ขึ้นมา เราทำกันไม่บ่อยนักเพราะว่าสหภาพแรงงานไม่ยอมให้เราทำอย่างนั้น    แต่เราได้รับอนุญาตเป็นพิเศษที่ให้สร้างหุ่นยนต์ได้เพียงไม่กี่ตัว   มันเป็นการทดลองทางวิทยาศาสตร์” เขาเคาะแว่นกับอุ้มมือเบาๆ “อีกอย่างหนึ่งที่สหภาพฯไม่ได้สำนึกก็คือ…นี่ผมพูดในฐานะที่เป็นคนๆ หนึ่งที่เห็นด้วยกับการเคลื่อนไหวของกรรมกรส่วนใหญ่นะครับ   คือว่าการมีหุ่นยนต์ทำให้กรรมกรพากันตกงาน   ดังนั้นจึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่…”

“ถูกต้องครับ คุณสทรูเชอร์” เวสตันขัดขึ้น “แต่ไหนล่ะ หน่วยงานที่ว่า   เราสามารถไปขมได้ไหม ผมแน่ใจว่ามันน่าสนใจทีเดียว”

“เถอะน่า ผมต้องพาคุณไปแน่” นายสทรูเชอร์ หยิบแว่นขึ้นมาสม ถอนหายใจอย่างไม่ค่อยสมอยาก “กรุณาตามผมมาครับ”

ระหว่างทางเขาค่อนข้างจะเงียบขรึมไม่ยอมพูดจา   ทั้งหมดเดินไปตามทางเดินและขึ้นลงบันไดหลายแห่ง   ในที่สุดก็มาถึงห้องกว้างใหญ่แห่งหนึ่ง   มีเสียงโลหะกระทบกันเบาๆ เป็นโอกาสของนายสทรูเชอร์อีกครั้ง

“พวกคุณได้มาถึงที่นี่” เขาเอ่ยอย่างภาคภูมิ “ที่มีเพียงหุ่นยนต์เท่านั้น    ผู้ดูแลทั่วไปซึ่งเป็นมนุษย์จะไม่อยู่ในห้องนี้   ภายในห้าปีที่เราเริ่มโครงการนี้มา   ผมขอบอกให้พวกคุณทราบว่าไม่มีอุบัติเหตุเกิดขึ้นเลย หุ่นยนต์ที่ถูกประกอบขึ้นแบบง่ายๆ แต่ว่า…”

แต่คำพูดเหล่านี้กลอเรียแทบไม่ได้สนใจฟัง คำพูดของเขาจึงกลายเป็นเสียงพึมพำในหูของเธอ   การมาเที่ยวครั้งนี้สำหรับเธอแล้ว รู้สึกทึมทื่อไม่มีความหมาย ถึงแม้เธอจะเห็นหุ่นยนต์อยู่หลายตัวก็ตามที แต่ไม่มีหุ่นยนต์ตัวไหนคล้ายร็อบบี้เลย   เธอสอดส่ายสายตาอย่างพยายาม

เธอสังเกตเห็นว่าในห้องนี้ไม่มีคนอยู่เลย  มีหุ่นยนต์หกหรือเจ็ดตัวยืนทำงานล้อมรอบโต๊ะกลมตัวหนึ่งกลางห้อง   ทันใดนั้นนัยน์ตาของเธอเบิกกว้างด้วยความประหลาดใจอย่างไม่เคยนึกมาก่อนเลย   มีหุ่นยนต์หัวหนึ่งคล้ายกับ—คล้าย—ใช่แล้ว

“ร็อบบี้” เสียงหวีดร้องดังก้องไปทั่วห้อง   หุ่นยนต์ตัวหนึ่งที่โต๊ะสะดุ้ง ปล่อยเครื่องมือในมือหล่นลง   กลอเรียแทบคลั่งด้วยความปิติ   เธอถลาวิ่งเข้าไปผ่านทางเดินรกๆ ก่อนที่บิดามารดาจะห้ามได้ทัน   เธอกระโดดลงไปที่พื้นซึ่งอยู่ต่ำลงไปเพียงไม่กี่ฟุตแล้ววิ่งตรงไปหาร็อบบี้ของเธอ   มือน้อยๆ โบกไหว เส้นผมปลิวสลวย

ผู้ใหญ่สามคนยืนตะลึงจังงังอยู่กับที่ เมื่อมองเห็นสิ่งที่เด็กหญิงน้อยๆ ไม่ได้มอง    รถแทรกเตอร์คันมหึมาเคลื่อนมาตามทางเดินรถ

เวลาผ่านไปเพียงเสี้ยววินาทีก่อนที่เวสตันจะรู้ว่าอะไรเป็นอะไร  และเสี้ยววินาทีนั้นหมายถึงทุกสิ่งทุกอย่างที่จะช่วยกลอเรียไม่ให้ถูกชน   ถึงแม้ว่าเวสตันจะวิ่งไปที่ทางเดินรถอย่างสุดความสามารถแล้ว แต่ก็เห็นได้ชัดว่าไม่มีทาง    นายสทรูเชอร์ส่งสัญญาณฉุกเฉินไปที่ผู้ดูแลทั่วไปเพื่อให้หยุดรถแทรกเตอร์   แต่ผู้ดูแลทั่วไปเป็นเพียงมนุษย์ ต้องใช้เวลาสำหรับปฏิกิริยาสนองตอบ

มีเพียงร็อบบี้เท่านั้นที่ลงมือในทันทีและอย่างแม่นยำ

เขาพุ่งเข้าใส่จากด้านตรงข้าม   ทุกสิ่งเกิดขึ้นในชั่วพริบตา   มือข้างหนึ่งรวบคุณหนูของเขาขึ้นมาโดยไม่ยอมให้ความเร็วของเขาช้าลงไปเพียงเสี้ยววินาที และทำให้เธอแทบจะหยุดหายใจ   เวสตันดูเหมือนกับไม่รู้ว่าอะไรเกิดขึ้นตรงหน้าเขา เป็นเพียงความรู้สึกมากกว่าการมองเห็น   ร็อบบี้พุ่งผ่านเขาไป ทำให้เขาชะงักด้วยความงงงวย รถแทรกเตอร์เคลื่อนผ่านที่กลอเรียอยู่ หลังจากที่ร็อบบี้วิ่งผ่านไปเพียงครึ่งวินาที และค่อยๆ หยุดลง

เมื่อกลอเรียหายตกตลึง  เธอก็โผเข้าหาบิดามารดา กอดไว้แน่นแล้วหันหน้ามายังร็อบบี้   เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเท่าที่เธอรู้  ไม่มีอะไรเกิดขึ้นนอกจากที่เธอได้พบเพื่อน

แต่อากัปกิริยาของนางเวสตันได้เปลี่ยนจากความโล่งใจไปเป็นความสงสัย   เธอหันไปทางสามี ถึงแม้ว่าท่าทางของเธอดูจะยุ่งเหยิงและไม่เป็นสง่า  เธอก็ยังดูน่าเกรงขาม “คุณทำมันขึ้นมาใช่มั๊ย จอร์จ”

จอร์จ เวสตันใช้ผ้าเช็ดหน้าซับเหงื่อที่หน้าผาก   มืออ่อนปวกเปียก เขาได้แต่ยิ้มแห้งๆ

นางเวสตันรุกต่อ “ร็อบบี้ไม่ได้ถูกออกแบบให้มาทำงานวิศวกรรมหรืองานก่อสร้าง   เขาทำงานพวกนี้ไม่ได้   คุณให้เขามาอยู่ที่นี่เพื่อให้กลอเรียพบเขา   ฉันรู้ดีว่าคุณทำ”

“ใช่   ผมทำ” นายเวสตันสารภาพ “แต่เกรซ   ใครจะไปรู้ว่าการพบกันจะเกิดเรื่องร้ายแรงขึ้น   เออ…คุณคงเห็นแล้วใช่มั๊ยว่าร็อบบี้ช่วยชีวิตเธอ คุณต้องยอมรับ คุณไม่อาจส่งร็อบบี้ไปไหนได้อีก”

เกรซ เวสตันนิ่งคิด เธอหันไปมองกลอเรียและร็อบบี้อย่างเดาไม่ถูก   กลอเรียโอบคอร็อบบี้พูดเรื่อยเปื่อยราวกับเสียสติ   มือเหล็กโครเมียมทั้งสองของร็อบบี้ (ทำจากแท่งเหล็กเส้นผ่าศูนย์กลางสองนิ้ว นำมารีดเป็นแผ่น) โอบเด็กหญิงน้อยอย่างแผ่วเบาและรักใคร่   นัยน์ตาเขาเรืองแดง…แดงก่ำ

“เอาล่ะ” ในที่สุดนางเวสตันก็พูดขึ้นมา “ฉันคิดว่าเขามีสิทธิอยู่กับเธอได้   จนกว่าจะเป็นสนิม” Ω


จากเรื่อง “Robbie”
แต่งโดย ไอแซค อาซิมอฟ
ผู้แปล ธีรวินท์ ฉบับแปล ตีพิมพ์ครั้งแรกใน ข้าคือหุ่นยนต์#1

 

 

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s