ส่งข่าวจากหลุมดำ

ส่งข่าว

เบน เอสเตส คิดว่าเขาคงใกล้จะตายแล้ว และมันไม่ได้ทำให้เขารู้สึกดีขึ้นเลย เมื่อคิดถึงว่าเขาไม่ได้อยู่แบบนี้มาหลายปีแล้ว ชีวิตของนักขุดแร่ในอวกาศซึ่งล่องลอยไปตามที่ว่างอันกว้างใหญ่ของแถบดาวเคราะห์น้อยซึ่งยังไม่ได้มีการทำแผนที่ไว้เป็นชีวิตที่ไม่โสภานัก และก็อาจจะไม่ยืนยาวนักด้วย

แน่ละ มีโอกาสที่เขาจะต้นพบสิ่งมหัศจรรย์ที่ทำให้เขาร่ำรวยไปตลอดชีวิต และนี่ก็เป็นการค้นพบที่มหัศจรรย์จริงๆ มหัศจรรย์ที่สุดในโลก แต่มันไม่ได้ทำให้เอสเตสรวยหรอก มันกลับทำให้เขาต้องตายเสียด้วยซ้ำ   ฮาร์เวย์ ฟันนาเรลลี่ ร้องครวญคราวเบาๆ จากเตียงของเขา ทำให้เอสเตสหันไป แต่แล้วก็ต้องชะงักเพราะความเจ็บปวด พวกเขาโดนเข้าหนักจริงๆ เขาไม่ได้ถูกกระแทกรุนแรงเท่ากับที่ฟันนาเรลลี่โดนเพราะฟันนาเรลลี่เป็นคนร่างใหญ่ และอยู่ใกล้กับจุดที่ถูกกระแทกมากกว่า

เอสเตสมองดูเพื่อนร่วมงานของเขาอย่างเศร้าสลดแล้วว่า “คุณรู้สึกอย่างไรบ้าง ฮาร์ฟ”

ฟันนาเรลลี่ร้องครวญครางอีกครั้งหนึ่ง “ผมรู้สึกว่าข้อต่อมันหักไปหมด นรกเถอะ นี่มันเกิดอะไรขึ้น เราไปชนเอาอะไรเข้า”

อาการของเอสเตสค่อยดีขึ้น เขาเดินขากระเผลกเล็กน้อย และว่า “อย่าพยายามยืนขึ้นนะ”

“ผมทำได้ถ้าหากคุณจะยื่นมือมาช่วย โอ๊ย! ผมว่าซี่โครงผมหักแน่เลย   จริงๆ ด้วยสิ เกิดอะไรขึ้นรึ เบน”

เอสเตสชี้ไปยังจอภาพหลัก มันไม่ใหญ่โตนัก แต่ก็เป็นขนาดที่ดีที่สุดแล้วที่ยานหาแร่ในอวกาศขนาดสองคนหวังว่าจะมีได้ ฟันนาเรลลี่ขยับเข้าไปหาจอภาพอย่างช้าๆ โดยพิงกับไหล่ของเอสเตส เขามองออกไป

มีดวงดาว ย่อมแน่นอน แต่ผู้เดินทางในอวกาศที่มีประสบการณ์ไม่สนใจมันหรอก มันมีดวงดาวอยู่เสมอแหละ ใกล้เข้ามามีสะเก็ดดาวอยู่มากมายหลายขนาดและกำลังเคลื่อนที่อย่างช้าๆ สัมพัทธ์กับสิ่งที่อยู่เคียงข้างเหมือนกับฝูงผึ้งที่เกียจคร้าน

ฟันนาเรลลี่ว่า “ผมไม่เคยเห็นอะไรแบบนั้นมาก่อนเลย ทำไมถึงมีหินพวกนั้นอยู่เต็มไปหมด”

“หินพวกนั้นเป็นสิ่งที่แตกออกมาจากดาวเคราะห์น้อย ผมสงสัยว่ามันเป็นอย่างนั้นนะ และพวกมันยงคงหมุนรอบสิ่งที่ทำให้มันแตก และก็ทำให้ยานเราพังด้วย”

“อะไรรึ” ฟันนาเรลลี่ชะเง้อมองเข้าไปในความมืด

เอสเตสชี้ “นั่น” มีประกายเล็กๆ อยู่ใรทิศทางที่เขาชี้ไป

“ผมไม่เห็นอะไรเลย”

“คุณคงคาดไม่ถึง มันเป็นหลุมดำ”

ผมที่ตัดสั้นติดหัวของฟันนาเรลลี่ลุกชันขึ้น และตาดำเป็นประกายของเขามีแววหวาดกลัว “คุณจะบ้ารึ”

“ไม่หรอก พวกนักดาราศาสตร์บอกว่าหลุมดำมีได้หลายขนาด อย่างอันนี้คงมีมวลพอๆ กับมวลของดาวเคราะห์น้อยขนาดใหญ่ๆ ผมคิดอย่างนั้นนะ และเรากำลังเคลื่อนที่รอบๆ มัน ผมคิดไม่ออกเลยว่ามันยังจะมีอะไรอื่นอีกที่สามารถจับเราไว้ในวงโคจรได้”

ไม่มีรายงานอะไรใน…”

“ผมรู้ มันจะมีได้ยังไง มวลของมัน…อ๊ะ ดวงอาทิตย์โผล่แล้ว” ยานกำลังหมุนช้าๆ ทำให้มีภาพดวงอาทิตย์ขึ้นที่จอภาพให้เห็น และจอภาพก็ทำการโพลาไรซ์ให้ทึบแสงขึ้นมาโดยอัตโนมัติ “ยังไงก็เถอะ” เอสเตสว่า “เราเป็นคนแรกที่ค้นพบหลุมดำในระบบสุริยะ เพียงแต่ว่าเราไม่สามารถมีชีวิตอยู่ดูตัวเองได้รับเกียรติยศอันนี้เท่านั้น”

“มีอะไรเกิดขึ้นรึ”

“เราเข้าใกล้พอที่ไทดัล เอฟเฟคจะทำให้เราแหลกละเอียดได้”

“อะไรคือ ไทดัล เอฟเฟค”

“ผมไม่ใช่นักดาราศาสตร์ แต่เท่าที่ผมเข้าใจมันนะ เมื่อแรงดึงดูดของหลุมดำมีไม่มากนัก คุณก็จะเข้าไปใกล้มันได้จนกระทั่งแรงดึงเพิ่มมากขึ้น ความเข้มของแรงดึงนั้นจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเมื่อระยะทางลดลง ดังนั้นฟากที่ใกล้กว่าของวัตถุจะถูกดึงแรงกว่าด้านที่ไกล วัตถุจึงยืดออก วัตถุยิ่งมีขนาดใหญ่ และยิ่งอยู่ใกล้เท่าไร ผลของมันก็จะยิ่งเลวร้ายเท่านั้น กล้ามเนื้อของคุณจะถูกฉีกออก คุณยังโชคดีที่กระดูกไม่หัก”

ฟันนาเรลลี่หน้าตาบูดเบี้ยว “ผมไม่แน่ใจว่ามันไม่หัก…อะไรเกิดขึ้นอีก”

“ถังน้ำมันถูกทำลาย เราถูกชนในวงโคจร…ยังโชคดีที่เราอยู่ในด้านที่ไกลพอและกลมพอที่จะทำให้ ไทดัล เอฟเฟค ลดลง ถ้าเราใกล้เข้าไปกว่านี้ หรือถ้าเราถูกดึงเข้าไปในด้านที่ใกล้กว่าของวงโคจรละก็…”

“เราสามารถส่งข่าวได้ไหม”

“ไม่ได้เลย การสื่อสารถูกตัดขาดหมด”

“คุณสามารถซ่อมมันได้นี่”

“ผมไม่ใช่ผู้ชำนาญการสื่อสารนี่ แต่ถึงจะใช่ก็เถอะ มันพังจนซ่อมไม่ได้แล้ว”

“ไม่มีทางที่จะทำให้มันใช้ได้ชั่วคราวก่อนเลยหรือ”

เอสเตสส่ายหน้า “เราได้แต่คอย แล้วก็ตายไป มันก็ไม่ลำบากเท่าไรนักหรอก”

“มันลำบากสำหรับผม” ฟันนาเรลลี่พูดแล้วก็นั่งลงบนเตียงของเขาและซุกหน้าลงกับฝ่ามือ

“เราเอายาเม็ดมาด้วย” เอสเตสว่า “มันจะเป็นการตายง่าย ๆ ที่แย่จริงๆ คือเราไม่สามารถส่งข่าวกลับไปเกี่ยวกับ เอ้อ เจ้าสิ่งนั้น” เขาชี้ไปที่จอภาพซึ่งชัดขึ้นมาอีกครั้งเมื่อดวงอาทิตย์ออกไปนอกขอบ

“เกี่ยวกับหลุมดำหรือ”

“ใช่ มันอันตรายมาก มันดูเหมือนกับว่าอยู่ในวงโคจรรอบดวงอาทิตย์ แต่ใครจะรู้เล่าว่าวงโคจรนั้นเสถียรหรือไม่ และแม้ว่ามันเสถียร ขอบเขตของมันก็ยังกว้างมาก”

“ผมเดาว่ามันคงกลืนสิ่งต่างๆ เข้าไปเรื่อยๆ”

“แน่นอน ทุกอย่างที่มันเผชิญหน้าเลยละ มีฝุ่นคอสมิคหมุนควงเข้าไปในนั้นตลอดเวลา และปล่อยพลังงานออกมาเมื่อมันหมุนควงตกเข้าไปข้างในทำให้เกิดประกายแสงมัวๆ ทุกขณะที่หลุมดำจะกลืนชิ้นใหญ่ๆ ที่เข้าในเส้นทางของมันละก็ จะมีแสงวาบของรังสี สูงถึงขั้นรังสีเอ็กซ์แนะ ยิ่งมันกลืนมวลเข้าไปมากครั้งเท่าไร มันยิ่งมีแรงดึงดูดมากขึ้นและสามารถที่จะลากวัตถุที่ไกลขึ้นเรื่อยๆ”

ทั้งคู่จ้องมองดูจอภาพชั่วขณะ และเอสเตสกล่าวต่อ “ตอนนี้มันอาจจะถูกจัดการได้ถ้านาซาสามารถโยกย้ายดาวเคราะห์น้อยที่ใหญ่พอที่นี่ และส่งมันผ่านหลุมดำในทิศทางที่ถูกต้อง หลุมดำจะถูกดึงออกไปนอกวงโคจรของมันโดยแรงดึงดูดซึ่งกันและกันระหว่างตัวมันกับดาวเคราะห์น้อย หลุมดำจะโคจรไปในทางที่สามารถนำมันออกไปนอกระบบสุริยะ เพราะความเร่งและแรงดึงดูดที่ไกลออกไป”

“คุณคาดว่ามันเริ่มต้นจากขนาดที่เล็กมากๆ หรือ”

“มันอาจจะมีรูปร่างเป็นหลุมขนาดเล็กๆ ในตอนที่เกิดบิ๊กแบง* เมื่อจักรวาลถูกสร้างขึ้น มันอาจจะเติบโตมาเป็นล้านๆ ปี และถ้ามันยังคงโตต่อไปเรื่องๆ มันอาจจะกลายเป็นสิ่งที่ไม่สามารถจัดการได้ มันอาจจะกลายเป็นสุสานของระบบสุริยะ”

“ทำไม่ถึงยังไม่มีใครพบมันล่ะ”

“ไม่มีใครเฝ้าดูมัน ใครจะคาดเดาว่าหลุมดำอยู่ในแถบดาวเคราะห์น้อยและมันไม่ได้ผลิตรังสีหรือมีมวลมากพอที่จะสังเกตได้ง่ายๆ คุณต้องวิ่งเข้าไปใกล้จนแทบจะชนมันเหมือนอย่างที่เราทำนี่แหละ”

“คุณไม่แน่ใจว่าเราไม่สามารถติดต่อได้เลยหรือ เบน   เวสตาอยู่ไกลแค่ไหนเชียว พวกเขาที่เวสตาสามารถมาถึงเราได้โดยไม่เสียเวลามากนัก มันเป็นฐานที่ใหญ่ที่สุดในแถบดาวเคราะห์น้อยนะ”

เอสเตสส่ายหน้า “ผมไม่รู้ว่าตอนนี้เวสตาอยู่ที่ไหน เครื่องคอมพิวเตอร์พังไปด้วย”

“พระเจ้า! มีอะไรที่ยังไม่พังบ้าง”

“ระบบอากาศยังทำงานอยู่ เครื่องทำน้ำให้สะอาดก็ยังใช้ได้ เรายังมีพลังงานและอาหารมากพอที่จะอยู่ได้ถึงสองสัปดาห์หรือมากกว่านั้น”

ความเงียบเข้าครอบคลุมคนทั้งสองครู่หนึ่ง ฟันนาเรลลี่พูดขึ้นในที่สุด “ถึงแม้ว่าเราจะไม่รู้ว่าเวสตาอยู่ที่ไหนแน่ แต่เรารู้ว่ามันอยู่ห่างออกไปไม่กี่ล้านกิโลเมตร ถ้าเราสามารถส่งสัญญาณถึงพวกเขาสักเล็กน้อย พวกเขาสามารถส่งยานอัตโนมัติมาถึงที่นี่ได้ภายในหนึ่งสัปดาห์”

“ยานอัตโนมัติ ใช่แล้ว” เอสเตสพูด มันเป็นการง่ายที่ยานที่ไม่ใช้คนบังคับจะสามารถเร่งความเร็วถึงระดับที่ร่างกายมนุษย์ทนไม่ได้ มันสามารถเดินทางได้เร็วเป็นสามเท่าของยานที่ใช้คนบังคับทำได้”

ฟันนาเรลลี่หลับตาราวกับกำลังต่อสู้กับความเจ็บปวดแล้วว่า “อย่ายิ้มเยาะยานอัตโนมัติสิ มันสามารถนำสัมภาระฉุกเฉินมาให้เราได้ และมันอาจจะมีของบนยานที่เราสามารถใช้ในการติดตั้งระบบสื่อสารขึ้นมา และอาจทำให้เราอยู่ได้จนกระทั่งหน่วยกู้ภัยที่แท้จริงมาถึง”

เอสเตสนั่งลงบนอีกเตียงหนึ่ง “ผมไม่ได้ยิ้มเยาะยานอัตโนมัติหรอก ผมเพียงแต่คิดว่าไม่มีหนทางที่จะส่งสัญญาณได้เลย ไม่มีทาง เราไม่อาจจะตะโกนโห่ร้องด้วย สูญญากาศของอวกาศไม่นำเสียงหรอกน่ะ”

ฟันนาเรลลี่พูดอย่างดื้อดึง “ผมไม่เชื่อว่าคุณคิดอะไรไม่ได้เลย ชีวิตของเราขึ้นอยู่กับมันนะ”

“บางทีชีวิตของมนุษยชาติทั้งหมดอาจจะขึ้นอยู่กับมันก็ได้ แต่ผมก็ยังติดอะไรไม่ออก ทำไมคุณไม่คิดอะไรบ้างล่ะ”

ฟันนาเรลลี่คำรามเมื่อเขาขยับตะโพก เขายื่นมือไปเกาะผนังข้างเตียงและดึงตัวเอวลุกขึ้นยืน “ผมคิดได้อย่างหนึ่ง ทำไมเราไม่ปิดมอเตอร์แรงดึงดูดเพื่อประหยัดพลังงาน และทำให้กล้ามเนื้อคลาความเครียดลงล่ะ”

เอสเตสพูดพึมพำ “ความคิดที่ดีนี่” เขาลุกขึ้นและเคลื่อนไปยังแผงควบคุมเพื่อจะปิดแรงดึงดูด

ฟันนาเรลลี่ลอยขึ้นพร้อมกับถอนหายใจแล้วว่า “ทำไมพวกโง่ทั้งหลายถึงไม่พบหลุมดำนะ”

“คุณหมายถึงว่าเหมือนกับที่เราทำนะรึ ไม่มีทางหรอก เขายังไม่ได้ค้นกามันมากพอ”

“ผมยังเจ็บอยู่เลย ถึงไม่ต้องสู้กับแรงดึงดูดก็เถอะ ดีละถ้ายังเจ็บอยู่อย่างนี้ต่อไป มันคงไม่มีปัญหาอะไรมากนักเมื่อถึงเวลากินยา…มีทางที่จะทำให้หลุมดำกินมวลสารเข้าไปมากกว่าที่มันทำอยู่ตอนนี้บ้างไหมนะ”

เอสเตสพูดอย่างเอาจริงเอาจัง “ถ้าไอ้เจ้ากรวดยักษ์พวกนี้สักชิ้น ถูกบังคับให้หล่นลงไปในหลุมดำ ก็จะเกิดรังสีเอ็กซ์ออกมา”

“รังสีพวกนั้นจะถูกตรวจพบได้ที่เวสตาไหม”

เอสเตสส่ายหน้า “ผมสงสัยอยู่ พวกเขาไม่ได้ตั้งใจจะค้นหาอะไรประเภทนั้นอยู่สักหน่อย แต่แน่นอนว่ามันจะต้องถูกตรวจจับได้บนโลก ถึงงั้นก็เถอะ สถานีอวกาศบางแห่งมีระบบตรวจจับการเปลี่ยนแปลงรังสีในท้องฟ้า พวกเขาอาจจะเก็บบันทึกมันไว้ด้วยความประหลาดใจก็ได้”

“ใช่แล้ว เบน ถึงโลกได้ก็ยังดี พวกเขาคงส่งข่าวไปยังเวสตาให้ตรวจดู รังสีเอ็กซ์อาจจะใช้เวลาประมาณ 15 นาทีไปถึงโลก แล้วคลื่นวิทยุก็ใช้เวลาอีก 15 นาทีที่จะไปถึงเวสตา”

“แล้วช่วงเวลาระหว่างนั้นล่ะจะเป็นยังไง เครื่องรับอาจจะบันทึกการกระจายรังสีเอ็กซ์อย่างอัตโนมัติจากทิศทางต่างๆ แต่ใครจะบอกได้ว่ามันมาจากไหน   มันอาจจะมาจากกาแลคซีไกลๆ ซึ่งอยู่ในแนวเดียวกันก็ได้   ช่างเทคนิคบางคนอาจสังเกตการเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลันในการบันทึก และจะเฝ้าดูการเกิดขึ้นครั้งต่อๆ ไปในสถานที่เดียวกัน แต่มันก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้นอีก   ดังนั้นเขาก็จะกาลงไปว่ามันไม่สำคัญ นอกจากนี้แล้วมันอาจไม่เกิดรังสีก็ได้   ฮาร์ฟ อาจจะมีรังสีเอ็กซ์มากมายเมื่อหลุมดำทำลายดาวเคราะห์น้อยนี้ด้วยไทดัล เอฟเฟคของมัน แต่นั่นมันเกิดขึ้นเมื่อเป็นพันๆ ปีมาแล้ว ตอนที่ไม่มีใครเฝ้าดูมัน ตอนนี้พวกเศษที่เหลืออยู่ก็โคจรอยู่รอบๆ หลุมดำโดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงอีก”

“ถ้าเรามีจรวดของเรา…”

“ให้ผมเดานะ เราสามารถขับดันยานของเราเข้าไปในหลุมดำและใช้ความตายของเราเพื่อส่งข่าว มันก็ไม่ได้ทำให้เกิดอะไรดีขึ้นหรอก มันยังคงเป็นสัญญาณพัลซ์สั้นๆ ครั้งเดียวจากที่ไหนก็ได้”

ฟันนาเรลลี่กล่าวอย่างขุ่นเคือง “ผมไม่ได้คิดอย่างนั้น ผมไม่ได้เป็นพวกเดนตายนี่ ผมหมายถึงว่าเรามีเครื่องยนต์สามเครื่อง ถ้าเราสามารถยึดมันติดบนก้อนหินที่ค่อนข้างใหญ่ สามก้อน และส่งแต่ละก้อนเข้าไปในหลุม ก็จะเกิดรังสีเอ็กซ์แผ่ออกมาสามครั้ง และถ้าเราทำมันทุกวันก็อาจจะทำให้สามารถตรวจหาแหล่งที่เกิดรังสีได้ โดยมันจะเคลื่อนที่ เมื่อเทียบกับดาวดวงอื่นๆ มันน่าสนใจไม่น้อย ช่างเทคนิคจะสนใจมันทันทีใช่ไหม”

“อาจะใช่และอาจจะไม่ใช่ นอกจากนี้เราไม่มีจรวดให้ทดลองใช้เหลืออยู่อีก และไม่สามารถติดมันกับหินได้ถ้า…” เอสเตสเงียบไป แล้วเขาก็พูดด้วยสำเนียงที่เปลี่ยนไป “ผมสงสัยว่า ชุดอวกาศของเรายังคงดีอยู่นะ”

“วิทยุประจำชุดของเรา” ฟันนาเรลลี่พูดอย่างตื่นเต้น

“นรกเถอะ มันส่งได้ไม่กี่กิโลเมตรหรอก ผมคิดถึงอย่างอื่นน่ะ ผมคิดถึงการออกไปข้างนอกนั่น” เขาเปิดตู้เก็บชุด “พวกมันยังดูดีอยู่”

“คุณต้องการออกไปข้างนอกทำไม”

“เราอาจไม่มีจรวดขับดันเลย แต่เรายังคงมีพลังกล้ามเนื้ออยู่ อย่างน้อยที่สุดผมก็มีล่ะ คุณล่ะ คุณคิดว่าจะขว้างก้อนหินได้บ้างไหม”

ฟันนาเรลลี่ลองทำท่าขว้าง หรือไม่ก็เริ่มที่จะทำแววเจ็บปวดปรากฏขึ้นที่ใบหน้า “คิดว่าผมกระโดดไปถึงดวงอาทิตย์ได้ไหมล่ะ” เขาว่า

“ผมจะออกไป แล้วลองขว้างดู…ชุดดูเรียบร้อยดี ผมคงขว้างลงไปในหลุมดำได้บ้างหรอก… ผมหวังว่าห้องกักอวกาศยังทำงานได้นะ”

“เราพอจะประหยัดอากาศได้ไหม” ฟันนาเรลลี่พูดอย่างกังวล

“มันจะช่วยยืดเวลา 2 สัปดาห์ได้หรือ” เอสเตสพูดอย่างเหนื่อยหน่าย

นักขุดแร่อวกาศทุกคน ต้องออกไปนอกยานบ่อยๆ เพื่อทำการซ่อมแซม เพื่อเก็บตัวอย่างวัตถุในที่ที่ใกล้เคียงตามปกติมันก็ตื่นเต้นดีอยู่หรอก แล้วมันก็ยังเป็นการเปลี่ยนบรรยากาศด้วย

เอสเตสรู้สึกตื่นเต้นเล็กน้อย แต่กังวลมากกว่า ความคิดของเขาดูไม่ได้เรื่องสิ้นดี เขารู้สึกเหมือนไอ้โง่คนหนึ่ง ที่จริงมันก็แย่พออยู่แล้วที่จะต้องตาย แล้วยังต้องตายอย่างโง่ๆ อีกอย่างนั้นหรือ

เขาออกมาอยู่ท่ามกลางความมืดของอวกาศที่มีประกายดาว ที่เขาเคยมาเห็นเป็นร้อยๆ ครั้งแล้ว ตอนที่ถึงแม้ว่าจะอยู่ห่างไกลจากดวงอาทิตย์ ก็ยังมีแสงสลัวๆ ของชิ้นหินเป็นร้อยๆ ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นส่วนของดาวเคราะห์น้อย และตอนนี้กลายเป็นวงแหวนแบบเดียวกับดาวเสาร์อยู่รอบๆ หลุมดำ ก้อนหินนั่นดูเหมือนกับว่า ไม่มีการเคลื่อนที่เลย เมื่อมันลอยละล่องไปตามกันกับยานอวกาศ

เอสเตสพิจารณาทิศทางการเคลื่อนที่ของดวงดาวและพบว่ายานและก้อนหินกำลังเคลื่อนที่อย่างช้าๆ ไปในอีกทิศทางการเคลื่อนที่ของดวงดาวได้ เขาจะทำให้ความเร็วของมันที่สัมพัทธ์กับหลุมดำลดลงจนเป็นศูนย์ได้ ถ้าเขาใช้ความเร็วที่ไม่มากพอหรือมากเกินไป ก้อนหินก็จะเคลื่อนที่เข้าหาหลุมดำเฉียดผ่านมันไปด้วยความเร็วที่มากขึ้น และวนกลับมายังจุดที่มันอยู่เดิม  แต่ถ้าเขาใช้แรงพอดีๆ มันจะเข้ามาใกล้พอที่จะถูกบดเป็นผงโดยไทดัล เอฟเฟค เมื่อเป็นเช่นนั้นแต่ละชิ้นก็จะลดความเร็วลงไปอีกและในที่สุดก็หมุนควงเข้าไปในหลุมดำแล้วปล่อยรังสีเอ็กซ์ออกมา

เอสเตสใช้ตาข่ายขุดแร่ของเขาที่เป็นเหล็กกล้าแทนทาลั่มในการรวบรวมก้อนหิน โดยเลือกขนาดเท่ากำปั้นเขารู้สึกขอบคุณชุดอวกาศสมัยใหม่ที่ทำให้เขาอิสระที่จะทำอะไรได้อย่างสมบูรณ์ และไม่มีสภาพเหมือนกับโลงศพอย่างที่เคยเมื่อตอนที่นักอวกาศชุดแรกใส่ไปดวงจันทร์เมื่อกว่าศตวรรษมาแล้ว

เมื่อเขามีก้อนหินมากพอ เขาก็เริ่มขว้างก้อนแรก แล้วก็ได้เห็นแสงระยิบของมันซึ่งจางลงในแสงอาทิตย์ เมื่อมันหล่นลงไปในหลุมดำ เขาเฝ้าคอยแต่ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น เขาไม่รู้ว่ามันใช้เวลานานเท่าไรกันแน่ในการที่จะหล่นลงไปในหลุมดำเรียบร้อย ต่เขาก็นับไปจนถึง 600 แล้วขว้างออกไปอีกครั้งหนึ่ง

ครั้งแล้วครั้งเล่าที่เขาทำอย่างนั้นด้วยความอดทนอย่างยิ่งยวดที่เกิดขึ้นจากการหาหนทางหลีกเลี่ยงจากความตาย และในที่สุดก็มีแสงสว่างวาบขึ้นทันทีในทิศทางของหลุมดำ แสงที่มองเห็นได้ เขารู้ว่ามีการแผ่รังสีที่มีพลังงานสูงขึ้นใกล้ถึงระดับรังสีเอ็กซ์แล้ว

เขาต้องหยุดเพื่อรวบรวมก้อนหินให้มากขึ้น แล้วเมื่อเขามีมากพอตามที่ต้องการ เขาก็เริ่มขว้างมันอีกตลอดเวลา เขาเปลี่ยนตำแหน่งของตนเองไปจนกระทั่งจุดเรืองแสงอ่อนๆ ของหลุมดำจะสามารถเห็นได้เหนือกึ่งกลางของยานซึ่งเป็นตำแหน่งที่จะไม่เปลี่ยนแปลงเมื่อยานยังโคจรไปรอบแกนหมุนอันเดิมคือหลุมดำ หรือเปลี่ยนแปลงก็น้อยที่สุด

ดูเหมือนว่าการอขว้างของเขาจะได้ผลดีขึ้น แม้ว่าจะเพิ่มความระมัดระวังมากขึ้นด้วย หลุมดำดูเหมือนว่าจะใหญ่โตกว่าที่เขาเคยรู้ แล้วมันอาจจะกลืนเหยื่อของมันจากที่ไกลๆ มาแล้วก่อนหน้านี้ก็ได้ ซึ่งทำให้มันมีอันตรายมากขึ้น แต่ก็ทำให้พวกเขามีโอกาสได้รับการช่วยเหลือเพิ่มขึ้นเหมือนกัน

เขากลับไปยังห้องกักอวกาศ แล้วกลับเข้าไปในยาน อาการปวดเมื่อยกระดูก และไหล่ขวากำลังเล่นงานเขาอย่างน่าดูทีเดียว

ฟันนาเรลลี่ช่วยเขาถอดชุดออก “มันอันตรายไม่น้อยเลยนะในการที่คุณขว้างหินเข้าไปในหลุมดำน่ะ”

เอสเตสพยักหน้า “ใช่ และผมหวังด้วยว่าชุดของผมป้องกันรังสีเอ็กซ์ได้ ผมหวังว่าผมคงยังไม่ตายจากการถูกรังสีนะ”

“พวกเขาบนโลกจะสังเกตเห็นมันใช่ไหม”

“ผมแน่ใจว่าต้องเป็นเช่นนั้น แต่พวกเขาจะสนใจมันหรือเปล่าล่ะ พวกเขาอาจจะบันทึกมันไว้อย่างครบถ้วน แล้วก็เพียงแค่ประหลาดใจ แต่อะไรจะทำให้เขาออกมาที่นี่เพื่อดูใกล้ๆ ล่ะ ผมต้องทำอะไรสักอย่างเพื่อให้เขาสนใจเรา หลังจากที่ผมได้พักสักหน่อยก่อน”

หนึ่งชั่วโมงผ่านไป เขาออกไปด้วยชุดอวกาศอีกชุดหนึ่ง เพราะไม่มีเวลาที่จะรอการชาร์จแบตเตอรี่พลังแสงอาทิตย์ของชุดแรก เขาว่า “ผมหวังว่าผมคงจะหาก้อนหินได้พอนะ”

เขาออกไปอีกครั้ง แล้วก็ตระหนักว่า ถึงแม้ความเร็วและทิศทางของหินที่ขว้างไปจะผิดพลาดไปบ้าง หลุมดำก็ยังสามารถดึงดูดหินที่เคลื่อนที่ผ่านให้ช้าลงและเคลื่อนเข้าไปหามันจนได้

เอสเตสรวบรวมหินให้มากที่สุดเท่าที่เขาจะทำได้ และวางมันลงบนเปลือกยานส่วนหนึ่ง มันไม่หยุดนิ่งอยู่กับที่ก็จริง แต่ก็เคลื่อนที่ไปน้อยมาก   และหลังจากที่เอสเตส รวบรวมหินทั้งหมดเท่าที่จะหาได้แล้ว ตำแหน่งของหินที่วางไว้แต่แรกก็เปลี่ยนไปจากเดิมเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

แล้วเขาก็ขว้างหินออกไป ตอนแรกนั้นใจของเขาเต็มไปด้วยความตึงเครียด แต่แล้วก็เพิ่มความเชื่อมั่นขึ้นทีละน้อย แล้วหลุมดำก็ส่งแสงวาบแล้ววาบเล่าต่อกันไป

ดูเหมือนว่าเป้าหมายจะอยู่นิ่งจนง่ายแก่การปาให้ถูก และหลุมดำก็ดูเหมือนจะปั่นป่วนไปด้วยการกระแทกกระทั้นครั้งแล้วครั้งเล่า ราวกับว่าในไม่ช้ามันก็จะขยายตัวมาถึงแล้วดูดกลืนเขาและยานเข้าไปในกระเพาะที่ไม่เคยอิ่มของมัน

แต่มันก็เป็นเพียงจินตนาการของเขาเท่านั้น และในที่สุดก้อนหินก็หมดลง เขารู้สึกเหนื่อยจนไม่อาจจะขว้างอะไรได้อีก คงเป็นเวลาหลายชั่วโมงทีเดียวที่เขาออกไปเอยู่ข้างนอกยาน

เมื่อเขาเข้าไปในยานอีกครั้งหนึ่ง ทันทีที่ฟันนาเรลลี่ช่วยเขาถอดหมวกออกมาเสร็จ เขาก็ว่า “ก็คงจะได้แค่นี้แหละ ผมไม่สามารถทำอะไรได้มากไปกว่านี้อีก”

“คุณทำให้เกิดแสงสว่างวาบมากมายที่นั่น แค่นั้นก็น่าจะพอแล้วนะ” ฟันนาเรลลี่ว่า

“มากมายจริงๆ และพวกเขาจะต้องบันทึกไว้ได้แน่นอน ตอนนี้เราได้แต่คอย พวกเขาคงจะต้องมาแน่”

“ฟันนาเรลลี่ช่วยเขาถอดชุดส่วนที่เหลือเท่าที่ร่างกายอันบอบช้ำของเขาจะทำได้ เขายืนขึ้นแต่ก็ต้องร้องครวญครางและหอบออกมา ในที่สุดก็ถามขึ้นใหม่ว่า “คุณคิดว่าเขาจะมากันจริงๆ หรือ เบน”

“ผมคิดว่าเขาต้องมา” เอสเตส ตอบ เกือบจะเหมือนว่าเขาพยายามบังคับให้เหตุการณ์เป็นไปในทิศทางดีขึ้นด้วยพลังแห่งความปรารถนา “ผมคิดว่าพวกเขาต้องมา”

“ทำไมคุณคิดว่าเขาต้องมา” ฟันนาเรลลี่กล่าวด้วยเสียงเหมือนกับคนที่ต้องการจะยึดเอาที่พึ่งสุดท้ายไว้แต่ก็ไม่กล้าพอ

“เพราะผมได้ติดต่อไปน่ะสิ” เอสเตสว่า “เราไม่เพียงเป็นคนแรกที่พบหลุมดำเท่านั้น เรายังเป็นคนแรกที่ใช้มันในการติดต่อสื่อสารอีกด้วย เราเป็นคนแรกที่ใช้ระบบการติดต่อสื่อสารที่เยี่ยมที่สุดของอนาคตทีเดียว ระบบที่สามารถส่งข่าวจากดวงดาวไปสู่ดวงดาวและกาแลคซีสู่กาแลคซี และอาจเป็นแหล่งพลังงานมหาศาลด้วย” เขาหอบและพูดด้วยน้ำเสียงพลุ่งพล่าน

“คุณกำลังพูดถึงอะไรกันล่ะนี่”

“ผมขว้างก้อนหินพวกนั้นเป็นจังหวะนะ ฮาร์ฟ   และจะทำให้รังสีเอ๊กซ์แผ่ออกมาเป็นจังหวะด้วย มันเป็นลักษณะแบบนี้ วาบ – วาบ – วาบ – วาบ – วาบ – วาบ – วาบ – วาบ – วาบ ไปเรื่อยๆ”

“งั้นหรือ”

“มันเป็นวิธีที่โบราณมากๆ เลย โบราณ จริงๆ แต่มันเป็นสิ่งเดียวที่ทุกๆ คนจำได้แต่สมัยที่ทุกคนติดต่อกันด้วยกระแสไฟฟ้าที่วิ่งตามสายนั่นแหละ”

“คุณหมายถึง โทรทัศน์ เอ๊ย โทรศัพท์ เอ๊ะไม่ใช่โทร…”

“โทรเลขไงล่ะ  ฮาร์ฟ แสงวาบที่ผมทำขึ้นจะถูกบันทึกไว้ และทันที่ที่ใครสักคนเห็นสัญญาณเหล่านั้นทุกอย่างก็จะกระจ่างชัดออกมา มันไม่เป็นเพียงการพบแหล่งกำเนิดรังสีเอ็กซ์ และมันไม่เป็นเพียงแหล่งกำเนิดรังสีเอ็กซ์ที่เคลื่อนที่ช้าๆ เมื่อเทียบกับหมู่ดาวต่างๆ ซึ่งบ่งว่ามันอยู่ในระบบสุริยะเท่านั้น พวกเขาจะต้องพบว่าแหล่งกำเนิดรังสีเอ็กซ์มีการกระพริบจนเกิดเป็นสัญญาณ SOS-SOS-SOS และเมื่อมีแหล่งกำเนิดรังสีเอ็กซ์กำลังตะโกนขอความช่วยเหลืออยู่ล่ะก็ คุณเชื่อได้เลยว่าพวกเขาจะต้องมา เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ อย่างน้อยก็เพื่อจะดูว่าเกิดอะไรขึ้นที่นี่ ที่…”

แล้วเขาก็หลับไป

และ 5 วันให้หลัง ยานอัตโนมัติก็เดินทางมาถึง ●

 

 

 

ไอแซค อาซิมอฟ
จากเรื่อง “Old-Fashioned”

คัดจากหนังสือรวมเรื่องสั้น “กาแลคซี 8”
แปลโดย อนิรุทธิ์ รัชตะวราห์

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

เบน เอสเตส คิดว่าเขาคงใกล้จะตายแล้ว และมันไม่ได้ทำให้เขารู้สึกดีขึ้นเลย เมื่อคิดถึงว่าเขาไม่ได้อยู่แบบนี้มาหลายปีแล้ว ชีวิตของนักขุดแร่ในอวกาศซึ่งล่องลอยไปตามที่ว่างอันกว้างใหญ่ของแถบดาวเคราะห์น้อยซึ่งยังไม่ได้มีการทำแผนที่ไว้เป็นชีวิตที่ไม่โสภานัก และก็อาจจะไม่ยืนยาวนักด้วย

แน่ละ มีโอกาสที่เขาจะต้นพบสิ่งมหัศจรรย์ที่ทำให้เขาร่ำรวยไปตลอดชีวิต และนี่ก็เป็นการค้นพบที่มหัศจรรย์จริงๆ มหัศจรรย์ที่สุดในโลก แต่มันไม่ได้ทำให้เอสเตสรวยหรอก มันกลับทำให้เขาต้องตายเสียด้วยซ้ำ   ฮาร์เวย์ ฟันนาเรลลี่ ร้องครวญคราวเบาๆ จากเตียงของเขา ทำให้เอสเตสหันไป แต่แล้วก็ต้องชะงักเพราะความเจ็บปวด พวกเขาโดนเข้าหนักจริงๆ เขาไม่ได้ถูกกระแทกรุนแรงเท่ากับที่ฟันนาเรลลี่โดนเพราะฟันนาเรลลี่เป็นคนร่างใหญ่ และอยู่ใกล้กับจุดที่ถูกกระแทกมากกว่า

เอสเตสมองดูเพื่อนร่วมงานของเขาอย่างเศร้าสลดแล้วว่า “คุณรู้สึกอย่างไรบ้าง ฮาร์ฟ”

ฟันนาเรลลี่ร้องครวญครางอีกครั้งหนึ่ง “ผมรู้สึกว่าข้อต่อมันหักไปหมด นรกเถอะ นี่มันเกิดอะไรขึ้น เราไปชนเอาอะไรเข้า”

อาการของเอสเตสค่อยดีขึ้น เขาเดินขากระเผลกเล็กน้อย และว่า “อย่าพยายามยืนขึ้นนะ”

“ผมทำได้ถ้าหากคุณจะยื่นมือมาช่วย โอ๊ย! ผมว่าซี่โครงผมหักแน่เลย   จริงๆ ด้วยสิ เกิดอะไรขึ้นรึ เบน”

เอสเตสชี้ไปยังจอภาพหลัก มันไม่ใหญ่โตนัก แต่ก็เป็นขนาดที่ดีที่สุดแล้วที่ยานหาแร่ในอวกาศขนาดสองคนหวังว่าจะมีได้ ฟันนาเรลลี่ขยับเข้าไปหาจอภาพอย่างช้าๆ โดยพิงกับไหล่ของเอสเตส เขามองออกไป

มีดวงดาว ย่อมแน่นอน แต่ผู้เดินทางในอวกาศที่มีประสบการณ์ไม่สนใจมันหรอก มันมีดวงดาวอยู่เสมอแหละ ใกล้เข้ามามีสะเก็ดดาวอยู่มากมายหลายขนาดและกำลังเคลื่อนที่อย่างช้าๆ สัมพัทธ์กับสิ่งที่อยู่เคียงข้างเหมือนกับฝูงผึ้งที่เกียจคร้าน

ฟันนาเรลลี่ว่า “ผมไม่เคยเห็นอะไรแบบนั้นมาก่อนเลย ทำไมถึงมีหินพวกนั้นอยู่เต็มไปหมด”

“หินพวกนั้นเป็นสิ่งที่แตกออกมาจากดาวเคราะห์น้อย ผมสงสัยว่ามันเป็นอย่างนั้นนะ และพวกมันยงคงหมุนรอบสิ่งที่ทำให้มันแตก และก็ทำให้ยานเราพังด้วย”

“อะไรรึ” ฟันนาเรลลี่ชะเง้อมองเข้าไปในความมืด

เอสเตสชี้ “นั่น” มีประกายเล็กๆ อยู่ใรทิศทางที่เขาชี้ไป

“ผมไม่เห็นอะไรเลย”

“คุณคงคาดไม่ถึง มันเป็นหลุมดำ”

ผมที่ตัดสั้นติดหัวของฟันนาเรลลี่ลุกชันขึ้น และตาดำเป็นประกายของเขามีแววหวาดกลัว “คุณจะบ้ารึ”

“ไม่หรอก พวกนักดาราศาสตร์บอกว่าหลุมดำมีได้หลายขนาด อย่างอันนี้คงมีมวลพอๆ กับมวลของดาวเคราะห์น้อยขนาดใหญ่ๆ ผมคิดอย่างนั้นนะ และเรากำลังเคลื่อนที่รอบๆ มัน ผมคิดไม่ออกเลยว่ามันยังจะมีอะไรอื่นอีกที่สามารถจับเราไว้ในวงโคจรได้”

ไม่มีรายงานอะไรใน…”

“ผมรู้ มันจะมีได้ยังไง มวลของมัน…อ๊ะ ดวงอาทิตย์โผล่แล้ว” ยานกำลังหมุนช้าๆ ทำให้มีภาพดวงอาทิตย์ขึ้นที่จอภาพให้เห็น และจอภาพก็ทำการโพลาไรซ์ให้ทึบแสงขึ้นมาโดยอัตโนมัติ “ยังไงก็เถอะ” เอสเตสว่า “เราเป็นคนแรกที่ค้นพบหลุมดำในระบบสุริยะ เพียงแต่ว่าเราไม่สามารถมีชีวิตอยู่ดูตัวเองได้รับเกียรติยศอันนี้เท่านั้น”

“มีอะไรเกิดขึ้นรึ”

“เราเข้าใกล้พอที่ไทดัล เอฟเฟคจะทำให้เราแหลกละเอียดได้”

“อะไรคือ ไทดัล เอฟเฟค”

“ผมไม่ใช่นักดาราศาสตร์ แต่เท่าที่ผมเข้าใจมันนะ เมื่อแรงดึงดูดของหลุมดำมีไม่มากนัก คุณก็จะเข้าไปใกล้มันได้จนกระทั่งแรงดึงเพิ่มมากขึ้น ความเข้มของแรงดึงนั้นจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเมื่อระยะทางลดลง ดังนั้นฟากที่ใกล้กว่าของวัตถุจะถูกดึงแรงกว่าด้านที่ไกล วัตถุจึงยืดออก วัตถุยิ่งมีขนาดใหญ่ และยิ่งอยู่ใกล้เท่าไร ผลของมันก็จะยิ่งเลวร้ายเท่านั้น กล้ามเนื้อของคุณจะถูกฉีกออก คุณยังโชคดีที่กระดูกไม่หัก”

ฟันนาเรลลี่หน้าตาบูดเบี้ยว “ผมไม่แน่ใจว่ามันไม่หัก…อะไรเกิดขึ้นอีก”

“ถังน้ำมันถูกทำลาย เราถูกชนในวงโคจร…ยังโชคดีที่เราอยู่ในด้านที่ไกลพอและกลมพอที่จะทำให้ ไทดัล เอฟเฟค ลดลง ถ้าเราใกล้เข้าไปกว่านี้ หรือถ้าเราถูกดึงเข้าไปในด้านที่ใกล้กว่าของวงโคจรละก็…”

“เราสามารถส่งข่าวได้ไหม”

“ไม่ได้เลย การสื่อสารถูกตัดขาดหมด”

“คุณสามารถซ่อมมันได้นี่”

“ผมไม่ใช่ผู้ชำนาญการสื่อสารนี่ แต่ถึงจะใช่ก็เถอะ มันพังจนซ่อมไม่ได้แล้ว”

“ไม่มีทางที่จะทำให้มันใช้ได้ชั่วคราวก่อนเลยหรือ”

เอสเตสส่ายหน้า “เราได้แต่คอย แล้วก็ตายไป มันก็ไม่ลำบากเท่าไรนักหรอก”

“มันลำบากสำหรับผม” ฟันนาเรลลี่พูดแล้วก็นั่งลงบนเตียงของเขาและซุกหน้าลงกับฝ่ามือ

“เราเอายาเม็ดมาด้วย” เอสเตสว่า “มันจะเป็นการตายง่าย ๆ ที่แย่จริงๆ คือเราไม่สามารถส่งข่าวกลับไปเกี่ยวกับ เอ้อ เจ้าสิ่งนั้น” เขาชี้ไปที่จอภาพซึ่งชัดขึ้นมาอีกครั้งเมื่อดวงอาทิตย์ออกไปนอกขอบ

“เกี่ยวกับหลุมดำหรือ”

“ใช่ มันอันตรายมาก มันดูเหมือนกับว่าอยู่ในวงโคจรรอบดวงอาทิตย์ แต่ใครจะรู้เล่าว่าวงโคจรนั้นเสถียรหรือไม่ และแม้ว่ามันเสถียร ขอบเขตของมันก็ยังกว้างมาก”

“ผมเดาว่ามันคงกลืนสิ่งต่างๆ เข้าไปเรื่อยๆ”

“แน่นอน ทุกอย่างที่มันเผชิญหน้าเลยละ มีฝุ่นคอสมิคหมุนควงเข้าไปในนั้นตลอดเวลา และปล่อยพลังงานออกมาเมื่อมันหมุนควงตกเข้าไปข้างในทำให้เกิดประกายแสงมัวๆ ทุกขณะที่หลุมดำจะกลืนชิ้นใหญ่ๆ ที่เข้าในเส้นทางของมันละก็ จะมีแสงวาบของรังสี สูงถึงขั้นรังสีเอ็กซ์แนะ ยิ่งมันกลืนมวลเข้าไปมากครั้งเท่าไร มันยิ่งมีแรงดึงดูดมากขึ้นและสามารถที่จะลากวัตถุที่ไกลขึ้นเรื่อยๆ”

ทั้งคู่จ้องมองดูจอภาพชั่วขณะ และเอสเตสกล่าวต่อ “ตอนนี้มันอาจจะถูกจัดการได้ถ้านาซาสามารถโยกย้ายดาวเคราะห์น้อยที่ใหญ่พอที่นี่ และส่งมันผ่านหลุมดำในทิศทางที่ถูกต้อง หลุมดำจะถูกดึงออกไปนอกวงโคจรของมันโดยแรงดึงดูดซึ่งกันและกันระหว่างตัวมันกับดาวเคราะห์น้อย หลุมดำจะโคจรไปในทางที่สามารถนำมันออกไปนอกระบบสุริยะ เพราะความเร่งและแรงดึงดูดที่ไกลออกไป”

“คุณคาดว่ามันเริ่มต้นจากขนาดที่เล็กมากๆ หรือ”

“มันอาจจะมีรูปร่างเป็นหลุมขนาดเล็กๆ ในตอนที่เกิดบิ๊กแบง* เมื่อจักรวาลถูกสร้างขึ้น มันอาจจะเติบโตมาเป็นล้านๆ ปี และถ้ามันยังคงโตต่อไปเรื่องๆ มันอาจจะกลายเป็นสิ่งที่ไม่สามารถจัดการได้ มันอาจจะกลายเป็นสุสานของระบบสุริยะ”

“ทำไม่ถึงยังไม่มีใครพบมันล่ะ”

“ไม่มีใครเฝ้าดูมัน ใครจะคาดเดาว่าหลุมดำอยู่ในแถบดาวเคราะห์น้อยและมันไม่ได้ผลิตรังสีหรือมีมวลมากพอที่จะสังเกตได้ง่ายๆ คุณต้องวิ่งเข้าไปใกล้จนแทบจะชนมันเหมือนอย่างที่เราทำนี่แหละ”

“คุณไม่แน่ใจว่าเราไม่สามารถติดต่อได้เลยหรือ เบน   เวสตาอยู่ไกลแค่ไหนเชียว พวกเขาที่เวสตาสามารถมาถึงเราได้โดยไม่เสียเวลามากนัก มันเป็นฐานที่ใหญ่ที่สุดในแถบดาวเคราะห์น้อยนะ”

เอสเตสส่ายหน้า “ผมไม่รู้ว่าตอนนี้เวสตาอยู่ที่ไหน เครื่องคอมพิวเตอร์พังไปด้วย”

“พระเจ้า! มีอะไรที่ยังไม่พังบ้าง”

“ระบบอากาศยังทำงานอยู่ เครื่องทำน้ำให้สะอาดก็ยังใช้ได้ เรายังมีพลังงานและอาหารมากพอที่จะอยู่ได้ถึงสองสัปดาห์หรือมากกว่านั้น”

ความเงียบเข้าครอบคลุมคนทั้งสองครู่หนึ่ง ฟันนาเรลลี่พูดขึ้นในที่สุด “ถึงแม้ว่าเราจะไม่รู้ว่าเวสตาอยู่ที่ไหนแน่ แต่เรารู้ว่ามันอยู่ห่างออกไปไม่กี่ล้านกิโลเมตร ถ้าเราสามารถส่งสัญญาณถึงพวกเขาสักเล็กน้อย พวกเขาสามารถส่งยานอัตโนมัติมาถึงที่นี่ได้ภายในหนึ่งสัปดาห์”

“ยานอัตโนมัติ ใช่แล้ว” เอสเตสพูด มันเป็นการง่ายที่ยานที่ไม่ใช้คนบังคับจะสามารถเร่งความเร็วถึงระดับที่ร่างกายมนุษย์ทนไม่ได้ มันสามารถเดินทางได้เร็วเป็นสามเท่าของยานที่ใช้คนบังคับทำได้”

ฟันนาเรลลี่หลับตาราวกับกำลังต่อสู้กับความเจ็บปวดแล้วว่า “อย่ายิ้มเยาะยานอัตโนมัติสิ มันสามารถนำสัมภาระฉุกเฉินมาให้เราได้ และมันอาจจะมีของบนยานที่เราสามารถใช้ในการติดตั้งระบบสื่อสารขึ้นมา และอาจทำให้เราอยู่ได้จนกระทั่งหน่วยกู้ภัยที่แท้จริงมาถึง”

เอสเตสนั่งลงบนอีกเตียงหนึ่ง “ผมไม่ได้ยิ้มเยาะยานอัตโนมัติหรอก ผมเพียงแต่คิดว่าไม่มีหนทางที่จะส่งสัญญาณได้เลย ไม่มีทาง เราไม่อาจจะตะโกนโห่ร้องด้วย สูญญากาศของอวกาศไม่นำเสียงหรอกน่ะ”

ฟันนาเรลลี่พูดอย่างดื้อดึง “ผมไม่เชื่อว่าคุณคิดอะไรไม่ได้เลย ชีวิตของเราขึ้นอยู่กับมันนะ”

“บางทีชีวิตของมนุษยชาติทั้งหมดอาจจะขึ้นอยู่กับมันก็ได้ แต่ผมก็ยังติดอะไรไม่ออก ทำไมคุณไม่คิดอะไรบ้างล่ะ”

ฟันนาเรลลี่คำรามเมื่อเขาขยับตะโพก เขายื่นมือไปเกาะผนังข้างเตียงและดึงตัวเอวลุกขึ้นยืน “ผมคิดได้อย่างหนึ่ง ทำไมเราไม่ปิดมอเตอร์แรงดึงดูดเพื่อประหยัดพลังงาน และทำให้กล้ามเนื้อคลาความเครียดลงล่ะ”

เอสเตสพูดพึมพำ “ความคิดที่ดีนี่” เขาลุกขึ้นและเคลื่อนไปยังแผงควบคุมเพื่อจะปิดแรงดึงดูด

ฟันนาเรลลี่ลอยขึ้นพร้อมกับถอนหายใจแล้วว่า “ทำไมพวกโง่ทั้งหลายถึงไม่พบหลุมดำนะ”

“คุณหมายถึงว่าเหมือนกับที่เราทำนะรึ ไม่มีทางหรอก เขายังไม่ได้ค้นกามันมากพอ”

“ผมยังเจ็บอยู่เลย ถึงไม่ต้องสู้กับแรงดึงดูดก็เถอะ ดีละถ้ายังเจ็บอยู่อย่างนี้ต่อไป มันคงไม่มีปัญหาอะไรมากนักเมื่อถึงเวลากินยา…มีทางที่จะทำให้หลุมดำกินมวลสารเข้าไปมากกว่าที่มันทำอยู่ตอนนี้บ้างไหมนะ”

เอสเตสพูดอย่างเอาจริงเอาจัง “ถ้าไอ้เจ้ากรวดยักษ์พวกนี้สักชิ้น ถูกบังคับให้หล่นลงไปในหลุมดำ ก็จะเกิดรังสีเอ็กซ์ออกมา”

“รังสีพวกนั้นจะถูกตรวจพบได้ที่เวสตาไหม”

เอสเตสส่ายหน้า “ผมสงสัยอยู่ พวกเขาไม่ได้ตั้งใจจะค้นหาอะไรประเภทนั้นอยู่สักหน่อย แต่แน่นอนว่ามันจะต้องถูกตรวจจับได้บนโลก ถึงงั้นก็เถอะ สถานีอวกาศบางแห่งมีระบบตรวจจับการเปลี่ยนแปลงรังสีในท้องฟ้า พวกเขาอาจจะเก็บบันทึกมันไว้ด้วยความประหลาดใจก็ได้”

“ใช่แล้ว เบน ถึงโลกได้ก็ยังดี พวกเขาคงส่งข่าวไปยังเวสตาให้ตรวจดู รังสีเอ็กซ์อาจจะใช้เวลาประมาณ 15 นาทีไปถึงโลก แล้วคลื่นวิทยุก็ใช้เวลาอีก 15 นาทีที่จะไปถึงเวสตา”

“แล้วช่วงเวลาระหว่างนั้นล่ะจะเป็นยังไง เครื่องรับอาจจะบันทึกการกระจายรังสีเอ็กซ์อย่างอัตโนมัติจากทิศทางต่างๆ แต่ใครจะบอกได้ว่ามันมาจากไหน   มันอาจจะมาจากกาแลคซีไกลๆ ซึ่งอยู่ในแนวเดียวกันก็ได้   ช่างเทคนิคบางคนอาจสังเกตการเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลันในการบันทึก และจะเฝ้าดูการเกิดขึ้นครั้งต่อๆ ไปในสถานที่เดียวกัน แต่มันก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้นอีก   ดังนั้นเขาก็จะกาลงไปว่ามันไม่สำคัญ นอกจากนี้แล้วมันอาจไม่เกิดรังสีก็ได้   ฮาร์ฟ อาจจะมีรังสีเอ็กซ์มากมายเมื่อหลุมดำทำลายดาวเคราะห์น้อยนี้ด้วยไทดัล เอฟเฟคของมัน แต่นั่นมันเกิดขึ้นเมื่อเป็นพันๆ ปีมาแล้ว ตอนที่ไม่มีใครเฝ้าดูมัน ตอนนี้พวกเศษที่เหลืออยู่ก็โคจรอยู่รอบๆ หลุมดำโดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงอีก”

“ถ้าเรามีจรวดของเรา…”

“ให้ผมเดานะ เราสามารถขับดันยานของเราเข้าไปในหลุมดำและใช้ความตายของเราเพื่อส่งข่าว มันก็ไม่ได้ทำให้เกิดอะไรดีขึ้นหรอก มันยังคงเป็นสัญญาณพัลซ์สั้นๆ ครั้งเดียวจากที่ไหนก็ได้”

ฟันนาเรลลี่กล่าวอย่างขุ่นเคือง “ผมไม่ได้คิดอย่างนั้น ผมไม่ได้เป็นพวกเดนตายนี่ ผมหมายถึงว่าเรามีเครื่องยนต์สามเครื่อง ถ้าเราสามารถยึดมันติดบนก้อนหินที่ค่อนข้างใหญ่ สามก้อน และส่งแต่ละก้อนเข้าไปในหลุม ก็จะเกิดรังสีเอ็กซ์แผ่ออกมาสามครั้ง และถ้าเราทำมันทุกวันก็อาจจะทำให้สามารถตรวจหาแหล่งที่เกิดรังสีได้ โดยมันจะเคลื่อนที่ เมื่อเทียบกับดาวดวงอื่นๆ มันน่าสนใจไม่น้อย ช่างเทคนิคจะสนใจมันทันทีใช่ไหม”

“อาจะใช่และอาจจะไม่ใช่ นอกจากนี้เราไม่มีจรวดให้ทดลองใช้เหลืออยู่อีก และไม่สามารถติดมันกับหินได้ถ้า…” เอสเตสเงียบไป แล้วเขาก็พูดด้วยสำเนียงที่เปลี่ยนไป “ผมสงสัยว่า ชุดอวกาศของเรายังคงดีอยู่นะ”

“วิทยุประจำชุดของเรา” ฟันนาเรลลี่พูดอย่างตื่นเต้น

“นรกเถอะ มันส่งได้ไม่กี่กิโลเมตรหรอก ผมคิดถึงอย่างอื่นน่ะ ผมคิดถึงการออกไปข้างนอกนั่น” เขาเปิดตู้เก็บชุด “พวกมันยังดูดีอยู่”

“คุณต้องการออกไปข้างนอกทำไม”

“เราอาจไม่มีจรวดขับดันเลย แต่เรายังคงมีพลังกล้ามเนื้ออยู่ อย่างน้อยที่สุดผมก็มีล่ะ คุณล่ะ คุณคิดว่าจะขว้างก้อนหินได้บ้างไหม”

ฟันนาเรลลี่ลองทำท่าขว้าง หรือไม่ก็เริ่มที่จะทำแววเจ็บปวดปรากฏขึ้นที่ใบหน้า “คิดว่าผมกระโดดไปถึงดวงอาทิตย์ได้ไหมล่ะ” เขาว่า

“ผมจะออกไป แล้วลองขว้างดู…ชุดดูเรียบร้อยดี ผมคงขว้างลงไปในหลุมดำได้บ้างหรอก… ผมหวังว่าห้องกักอวกาศยังทำงานได้นะ”

“เราพอจะประหยัดอากาศได้ไหม” ฟันนาเรลลี่พูดอย่างกังวล

“มันจะช่วยยืดเวลา 2 สัปดาห์ได้หรือ” เอสเตสพูดอย่างเหนื่อยหน่าย

นักขุดแร่อวกาศทุกคน ต้องออกไปนอกยานบ่อยๆ เพื่อทำการซ่อมแซม เพื่อเก็บตัวอย่างวัตถุในที่ที่ใกล้เคียงตามปกติมันก็ตื่นเต้นดีอยู่หรอก แล้วมันก็ยังเป็นการเปลี่ยนบรรยากาศด้วย

เอสเตสรู้สึกตื่นเต้นเล็กน้อย แต่กังวลมากกว่า ความคิดของเขาดูไม่ได้เรื่องสิ้นดี เขารู้สึกเหมือนไอ้โง่คนหนึ่ง ที่จริงมันก็แย่พออยู่แล้วที่จะต้องตาย แล้วยังต้องตายอย่างโง่ๆ อีกอย่างนั้นหรือ

เขาออกมาอยู่ท่ามกลางความมืดของอวกาศที่มีประกายดาว ที่เขาเคยมาเห็นเป็นร้อยๆ ครั้งแล้ว ตอนที่ถึงแม้ว่าจะอยู่ห่างไกลจากดวงอาทิตย์ ก็ยังมีแสงสลัวๆ ของชิ้นหินเป็นร้อยๆ ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นส่วนของดาวเคราะห์น้อย และตอนนี้กลายเป็นวงแหวนแบบเดียวกับดาวเสาร์อยู่รอบๆ หลุมดำ ก้อนหินนั่นดูเหมือนกับว่า ไม่มีการเคลื่อนที่เลย เมื่อมันลอยละล่องไปตามกันกับยานอวกาศ

เอสเตสพิจารณาทิศทางการเคลื่อนที่ของดวงดาวและพบว่ายานและก้อนหินกำลังเคลื่อนที่อย่างช้าๆ ไปในอีกทิศทางการเคลื่อนที่ของดวงดาวได้ เขาจะทำให้ความเร็วของมันที่สัมพัทธ์กับหลุมดำลดลงจนเป็นศูนย์ได้ ถ้าเขาใช้ความเร็วที่ไม่มากพอหรือมากเกินไป ก้อนหินก็จะเคลื่อนที่เข้าหาหลุมดำเฉียดผ่านมันไปด้วยความเร็วที่มากขึ้น และวนกลับมายังจุดที่มันอยู่เดิม  แต่ถ้าเขาใช้แรงพอดีๆ มันจะเข้ามาใกล้พอที่จะถูกบดเป็นผงโดยไทดัล เอฟเฟค เมื่อเป็นเช่นนั้นแต่ละชิ้นก็จะลดความเร็วลงไปอีกและในที่สุดก็หมุนควงเข้าไปในหลุมดำแล้วปล่อยรังสีเอ็กซ์ออกมา

เอสเตสใช้ตาข่ายขุดแร่ของเขาที่เป็นเหล็กกล้าแทนทาลั่มในการรวบรวมก้อนหิน โดยเลือกขนาดเท่ากำปั้นเขารู้สึกขอบคุณชุดอวกาศสมัยใหม่ที่ทำให้เขาอิสระที่จะทำอะไรได้อย่างสมบูรณ์ และไม่มีสภาพเหมือนกับโลงศพอย่างที่เคยเมื่อตอนที่นักอวกาศชุดแรกใส่ไปดวงจันทร์เมื่อกว่าศตวรรษมาแล้ว

เมื่อเขามีก้อนหินมากพอ เขาก็เริ่มขว้างก้อนแรก แล้วก็ได้เห็นแสงระยิบของมันซึ่งจางลงในแสงอาทิตย์ เมื่อมันหล่นลงไปในหลุมดำ เขาเฝ้าคอยแต่ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น เขาไม่รู้ว่ามันใช้เวลานานเท่าไรกันแน่ในการที่จะหล่นลงไปในหลุมดำเรียบร้อย ต่เขาก็นับไปจนถึง 600 แล้วขว้างออกไปอีกครั้งหนึ่ง

ครั้งแล้วครั้งเล่าที่เขาทำอย่างนั้นด้วยความอดทนอย่างยิ่งยวดที่เกิดขึ้นจากการหาหนทางหลีกเลี่ยงจากความตาย และในที่สุดก็มีแสงสว่างวาบขึ้นทันทีในทิศทางของหลุมดำ แสงที่มองเห็นได้ เขารู้ว่ามีการแผ่รังสีที่มีพลังงานสูงขึ้นใกล้ถึงระดับรังสีเอ็กซ์แล้ว

เขาต้องหยุดเพื่อรวบรวมก้อนหินให้มากขึ้น แล้วเมื่อเขามีมากพอตามที่ต้องการ เขาก็เริ่มขว้างมันอีกตลอดเวลา เขาเปลี่ยนตำแหน่งของตนเองไปจนกระทั่งจุดเรืองแสงอ่อนๆ ของหลุมดำจะสามารถเห็นได้เหนือกึ่งกลางของยานซึ่งเป็นตำแหน่งที่จะไม่เปลี่ยนแปลงเมื่อยานยังโคจรไปรอบแกนหมุนอันเดิมคือหลุมดำ หรือเปลี่ยนแปลงก็น้อยที่สุด

ดูเหมือนว่าการอขว้างของเขาจะได้ผลดีขึ้น แม้ว่าจะเพิ่มความระมัดระวังมากขึ้นด้วย หลุมดำดูเหมือนว่าจะใหญ่โตกว่าที่เขาเคยรู้ แล้วมันอาจจะกลืนเหยื่อของมันจากที่ไกลๆ มาแล้วก่อนหน้านี้ก็ได้ ซึ่งทำให้มันมีอันตรายมากขึ้น แต่ก็ทำให้พวกเขามีโอกาสได้รับการช่วยเหลือเพิ่มขึ้นเหมือนกัน

เขากลับไปยังห้องกักอวกาศ แล้วกลับเข้าไปในยาน อาการปวดเมื่อยกระดูก และไหล่ขวากำลังเล่นงานเขาอย่างน่าดูทีเดียว

ฟันนาเรลลี่ช่วยเขาถอดชุดออก “มันอันตรายไม่น้อยเลยนะในการที่คุณขว้างหินเข้าไปในหลุมดำน่ะ”

เอสเตสพยักหน้า “ใช่ และผมหวังด้วยว่าชุดของผมป้องกันรังสีเอ็กซ์ได้ ผมหวังว่าผมคงยังไม่ตายจากการถูกรังสีนะ”

“พวกเขาบนโลกจะสังเกตเห็นมันใช่ไหม”

“ผมแน่ใจว่าต้องเป็นเช่นนั้น แต่พวกเขาจะสนใจมันหรือเปล่าล่ะ พวกเขาอาจจะบันทึกมันไว้อย่างครบถ้วน แล้วก็เพียงแค่ประหลาดใจ แต่อะไรจะทำให้เขาออกมาที่นี่เพื่อดูใกล้ๆ ล่ะ ผมต้องทำอะไรสักอย่างเพื่อให้เขาสนใจเรา หลังจากที่ผมได้พักสักหน่อยก่อน”

หนึ่งชั่วโมงผ่านไป เขาออกไปด้วยชุดอวกาศอีกชุดหนึ่ง เพราะไม่มีเวลาที่จะรอการชาร์จแบตเตอรี่พลังแสงอาทิตย์ของชุดแรก เขาว่า “ผมหวังว่าผมคงจะหาก้อนหินได้พอนะ”

เขาออกไปอีกครั้ง แล้วก็ตระหนักว่า ถึงแม้ความเร็วและทิศทางของหินที่ขว้างไปจะผิดพลาดไปบ้าง หลุมดำก็ยังสามารถดึงดูดหินที่เคลื่อนที่ผ่านให้ช้าลงและเคลื่อนเข้าไปหามันจนได้

เอสเตสรวบรวมหินให้มากที่สุดเท่าที่เขาจะทำได้ และวางมันลงบนเปลือกยานส่วนหนึ่ง มันไม่หยุดนิ่งอยู่กับที่ก็จริง แต่ก็เคลื่อนที่ไปน้อยมาก   และหลังจากที่เอสเตส รวบรวมหินทั้งหมดเท่าที่จะหาได้แล้ว ตำแหน่งของหินที่วางไว้แต่แรกก็เปลี่ยนไปจากเดิมเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

แล้วเขาก็ขว้างหินออกไป ตอนแรกนั้นใจของเขาเต็มไปด้วยความตึงเครียด แต่แล้วก็เพิ่มความเชื่อมั่นขึ้นทีละน้อย แล้วหลุมดำก็ส่งแสงวาบแล้ววาบเล่าต่อกันไป

ดูเหมือนว่าเป้าหมายจะอยู่นิ่งจนง่ายแก่การปาให้ถูก และหลุมดำก็ดูเหมือนจะปั่นป่วนไปด้วยการกระแทกกระทั้นครั้งแล้วครั้งเล่า ราวกับว่าในไม่ช้ามันก็จะขยายตัวมาถึงแล้วดูดกลืนเขาและยานเข้าไปในกระเพาะที่ไม่เคยอิ่มของมัน

แต่มันก็เป็นเพียงจินตนาการของเขาเท่านั้น และในที่สุดก้อนหินก็หมดลง เขารู้สึกเหนื่อยจนไม่อาจจะขว้างอะไรได้อีก คงเป็นเวลาหลายชั่วโมงทีเดียวที่เขาออกไปเอยู่ข้างนอกยาน

เมื่อเขาเข้าไปในยานอีกครั้งหนึ่ง ทันทีที่ฟันนาเรลลี่ช่วยเขาถอดหมวกออกมาเสร็จ เขาก็ว่า “ก็คงจะได้แค่นี้แหละ ผมไม่สามารถทำอะไรได้มากไปกว่านี้อีก”

“คุณทำให้เกิดแสงสว่างวาบมากมายที่นั่น แค่นั้นก็น่าจะพอแล้วนะ” ฟันนาเรลลี่ว่า

“มากมายจริงๆ และพวกเขาจะต้องบันทึกไว้ได้แน่นอน ตอนนี้เราได้แต่คอย พวกเขาคงจะต้องมาแน่”

“ฟันนาเรลลี่ช่วยเขาถอดชุดส่วนที่เหลือเท่าที่ร่างกายอันบอบช้ำของเขาจะทำได้ เขายืนขึ้นแต่ก็ต้องร้องครวญครางและหอบออกมา ในที่สุดก็ถามขึ้นใหม่ว่า “คุณคิดว่าเขาจะมากันจริงๆ หรือ เบน”

“ผมคิดว่าเขาต้องมา” เอสเตส ตอบ เกือบจะเหมือนว่าเขาพยายามบังคับให้เหตุการณ์เป็นไปในทิศทางดีขึ้นด้วยพลังแห่งความปรารถนา “ผมคิดว่าพวกเขาต้องมา”

“ทำไมคุณคิดว่าเขาต้องมา” ฟันนาเรลลี่กล่าวด้วยเสียงเหมือนกับคนที่ต้องการจะยึดเอาที่พึ่งสุดท้ายไว้แต่ก็ไม่กล้าพอ

“เพราะผมได้ติดต่อไปน่ะสิ” เอสเตสว่า “เราไม่เพียงเป็นคนแรกที่พบหลุมดำเท่านั้น เรายังเป็นคนแรกที่ใช้มันในการติดต่อสื่อสารอีกด้วย เราเป็นคนแรกที่ใช้ระบบการติดต่อสื่อสารที่เยี่ยมที่สุดของอนาคตทีเดียว ระบบที่สามารถส่งข่าวจากดวงดาวไปสู่ดวงดาวและกาแลคซีสู่กาแลคซี และอาจเป็นแหล่งพลังงานมหาศาลด้วย” เขาหอบและพูดด้วยน้ำเสียงพลุ่งพล่าน

“คุณกำลังพูดถึงอะไรกันล่ะนี่”

“ผมขว้างก้อนหินพวกนั้นเป็นจังหวะนะ ฮาร์ฟ   และจะทำให้รังสีเอ๊กซ์แผ่ออกมาเป็นจังหวะด้วย มันเป็นลักษณะแบบนี้ วาบ – วาบ – วาบ – วาบ – วาบ – วาบ – วาบ – วาบ – วาบ ไปเรื่อยๆ”

“งั้นหรือ”

“มันเป็นวิธีที่โบราณมากๆ เลย โบราณ จริงๆ แต่มันเป็นสิ่งเดียวที่ทุกๆ คนจำได้แต่สมัยที่ทุกคนติดต่อกันด้วยกระแสไฟฟ้าที่วิ่งตามสายนั่นแหละ”

“คุณหมายถึง โทรทัศน์ เอ๊ย โทรศัพท์ เอ๊ะไม่ใช่โทร…”

“โทรเลขไงล่ะ  ฮาร์ฟ แสงวาบที่ผมทำขึ้นจะถูกบันทึกไว้ และทันที่ที่ใครสักคนเห็นสัญญาณเหล่านั้นทุกอย่างก็จะกระจ่างชัดออกมา มันไม่เป็นเพียงการพบแหล่งกำเนิดรังสีเอ็กซ์ และมันไม่เป็นเพียงแหล่งกำเนิดรังสีเอ็กซ์ที่เคลื่อนที่ช้าๆ เมื่อเทียบกับหมู่ดาวต่างๆ ซึ่งบ่งว่ามันอยู่ในระบบสุริยะเท่านั้น พวกเขาจะต้องพบว่าแหล่งกำเนิดรังสีเอ็กซ์มีการกระพริบจนเกิดเป็นสัญญาณ SOS-SOS-SOS และเมื่อมีแหล่งกำเนิดรังสีเอ็กซ์กำลังตะโกนขอความช่วยเหลืออยู่ล่ะก็ คุณเชื่อได้เลยว่าพวกเขาจะต้องมา เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ อย่างน้อยก็เพื่อจะดูว่าเกิดอะไรขึ้นที่นี่ ที่…”

แล้วเขาก็หลับไป

และ 5 วันให้หลัง ยานอัตโนมัติก็เดินทางมาถึง ●

 


ไอแซค อาซิมอฟ
จากเรื่อง “Old-Fashioned”

คัดจากหนังสือรวมเรื่องสั้น “กาแลคซี 8”
แปลโดย อนิรุทธิ์ รัชตะวราห์

 

 

 

 

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s