The All-Human Galaxy – Isaac Asimov

กาแลคซีแห่งมนุษยชาติ

เมื่อปีค.ศ. 1928  ผลงานเขียนของเอ็ดเวิร์ด อี. สมิทธ์ เรื่อง “The Skylark of Space” ได้ปรากฏในนิตยสารอเมซซิ่ง สตอรี่ส์ และได้รับการขานรับว่าเป็นหลักไมล์สำคัญของนิยายวิทยาศาสตร์ในทันใด

ก่อนนั้น เรื่องราวที่พูดถึงการเดินทางในอวกาศมักจะเป็นเพียงแต่ภายในระบบสุริยะเกือบทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็น Trips to the Moon และ to Mars เป็นอาทิ อาจมีการกล่าวถึงผู้มาเยือนจากระบบดาวอื่นบ้าง (เช่นในกรณีของผู้มาเยือนจากซิริอุสในเรื่อง “Micromegas” ของวอลแตร์) แต่นั่นก็เป็นเพียงแค่เสี้ยวหนึ่งเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม สมิทธ์ ได้ริเริ่มเรื่องการเดินทางระหว่างดาวที่ดูเสมือนเป็นเรื่องราวปกติวิสัย เขาจัดวางบรรดาวีรบุรุษและเหล่าร้ายไว้ในอวกาศทั่วทั้งกาแลคซี นับเป็นครั้งแรกที่มีการเขียนเรื่องราวเช่นนี้ และบรรดานักอ่านต่างชื่นชอบเป็นอย่างมากและต้องการอ่านเรื่องราวทำนองเดียวกันนี้เพิ่มมากยิ่งขึ้น เรื่องแบบ “วิทยาศาสตร์เหนือจริง” กลับกลายเป็นที่นิยมแห่งทศวรรษ สมิทธ์เป็นผู้นำในเรื่องนี้กว่า 20 ปีนับเป็นเวลาครึ่งทางอาชีพของเขา กระทั่ง จอห์น ดับบลิว แคมป์เบลล์ เข้ามาในอีกครึ่งทางหลัง

ทั้งสมิทธ์และแคมป์เบลล์ ต่างก็มีมุมมองว่ากาแลคซี่นั้นมีเผ่าพันธุ์ที่ชาญฉลาดอยู่มาก มากมายหลายเผ่าพันธุ์ ทุกๆ ดาวเคราะห์ต่างล้วนแต่มีเผ่าพันธุ์เหล่านั้น และสมิทธ์เป็นคนที่มีความคิดสร้างสรรค์มากที่สุดในการฝันถึงรูปร่างและลักษณะที่แปลกประหลาดสำหรับมนุษย์ต่างดาวของเขา

แม้ว่ากาแลคซี่ที่เต็มไปด้วย “เผ่าพันธุ์ทรงภูมิปัญญาหลากหลาย” นี้ไม่ได้โดดเด่นในนิยายวิทยาศาสตร์เฉกเช่นครั้งหนึ่งมันเคยเป็น กระนั้นคุณก็ยังคงพบเห็นมันได้ทางรายการโทรทัศน์ร่วมสมัย ใน สตาร์เทร็ค และเรื่องราวที่ลอกเลียนทั้งหลาย บางคราวดูเหมือนว่ายานอวกาศไม่อาจจะเดินทางไปในทิศทางใดก็ตามภายในหนึ่งสัปดาห์โดยที่ไม่พบพานเผ่าพันธุ์ทรงปัญญาสักเผ่าพันธุ์หนึ่ง สื่อโสตทัศน์นั่นทำให้เราจินตนาการรูปลักษณ์มนุษย์ต่างดาวได้อย่างจำกัด เพราะอย่างไรก็ตามนักแสดงมักจะต้องอยู่ภายใต้การแต่งหน้าหรือหุ้มด้วยพลาสติก ดังนั้นสิ่งมีชีวิตนอกโลกถ้าไม่ใช่มนุษย์ก็ดูไม่แตกต่างกันนัก

กระทั่ง ฮาล คลีเมนท์ นักเขียนนิยายวิทยาศาสตร์ท่านหนึ่ง ได้ยกคำถามที่น่าสนใจอย่างยิ่งขึ้นมา ซึ่งผมคิดถึงมันในชื่อว่า “ปฏิทรรศน์ของคลีเมนท์

จักรวาลนั้นดำรงอยู่มานานราวห้าสิบพันล้านปีมาแล้ว และหากว่ามีเผ่าพันธุ์อันทรงภูมิปัญญามากมายหลายเหล่าที่มีอารยธรรมฉายขึ้นมาไม่ว่าจะเป็นที่นี่และที่นั่นระหว่างบรรดาดวงดาวในจักรวาลแล้วละก็ มันก็คงดำรงอยู่มาไม่เวลาใดเวลาหนึ่งในอดีตสิบสองพันล้านปี (ขออนุญาตใช้เวลาสามพันล้านเบื้องต้นในการสร้างอารยธรรม)

สิ่งที่ตามมานั้นก็คือ เมื่อมนุษย์ทำการสำรวจค้นหาอารยธรรมต่างดาวที่ศิวิไลซ์ของก็ควรที่จะค้นพบมันได้อย่างง่ายดายในสักที่ใดที่หนึ่งภายในหนึ่งถึงสิบสองพันล้านปี (สมมติว่าพวกมันมีอารยธรรมที่ยาวนานมาก) ถ้าหากว่าอารยธรรมของพวกเขาไม่ยืนยาวมากนัก แต่ก็อาจถึงสักล้านปีหรือน้อยกว่านั้นก่อนที่จะคืนสู่ธรรมชาติหรือมีจุดจบแบบรุนแรงก็ตามที กระนั้นดาวเคราะห์เกือบทั้งหมดที่เคยผ่านความศิวิไลซ์มาก่อน ก็ควรที่จะมีร่องรอยของซากปรักหักพังที่ตายไปนาน หรือไม่ก็มีซากปรักหักพังสักสองสามแห่งขึ้นไปให้เห็นเป็นที่สังเกต

หรือว่าอย่างน้อย ในระบบดาวเคราะห์ที่ค่อนข้างใหม่อารยธรรมอาจไม่พร้อมที่จะเกิดขึ้นได้ทุกๆ ล้านถึงหนึ่งพันล้านปี

ดังนั้นการที่จะได้พบกับอารยธรรมที่อยู่ในระดับใกล้เคียงของเราเองนั้นมีโอกาสที่จะเกิดขึ้นน้อยมาก

แต่ถึงกระนั้น (และนี่คือปฏิทรรศน์ของคลีเมนท์) นักเขียนนิยายวิทยาศาสตร์ยังคงเขียนถึงอารยธรรมของมนุษย์ต่างดาวอย่างต่อเนื่องโดยให้อยู่ในระดับที่ใกล้เคียงกับโลก อาจจะล้าหลังกว่าหรือไม่ก็ก้าวหน้ากว่าเล็กน้อย แต่เมื่อพิจารณาถึงอัตราที่เทคโนโลยีก้าวหน้าบนโลกในทุกวันนี้ดูเหมือนว่ามนุษย์ต่างดาวนั้นคงล้าหลังเราเพียงไม่เกินสองสามพันปี หรือไม่ก็อย่างดีที่สุดก็ล้ำหน้าเราไปเพียงไม่กี่ร้อยปี

ทำไมอัตราต่อรองนั้นช่างยากขนาดนั้น!

อย่างไรก็ตาม เท่าที่ผมรู้ นักเขียนนิยายวิทยาศาสตร์ไม่ได้กังวลนักในเรื่องนี้ แน่นอนผมเองก็ไม่ได้ใส่ใจเช่นกัน ตั้งแต่ที่ผมเริ่มตีพิมพ์ผลงานในปีค.ศ.1939  ยุคนั้นเอ็ดเวิร์ด อี. สมิทธ์ ประสบความสำเร็จในระดับที่สูงมาก (จอห์น แคมป์เบลล์ เพิ่งจะวางมือจากงานเขียนมาทำงานบรรณาธิการ) ผมก็ได้ลองสัมผัสกับเรื่องกาแลคซี่ที่เต็มไปด้วย “เผ่าพันธุ์ทรงภูมิปัญญาหลากหลาย” ด้วยตัวของผมเอง

ตัวอย่างเช่น “Homo Sol” เรื่องที่แปดของผมที่ได้ตีพิมพ์ อันได้ปรากฏอยู่ในนิตยสารแอสตาวดิงฉบับเดือนกันยายน 1940 มันเป็นเรื่องเกี่ยวกับจักรวรรดิแห่งกาแลคซี่ซึ่งประกอบด้วยสิ่งมีชีวิตที่มีอารยะจากระบบดาวเคราะห์หลายระบบ – โดยที่แต่ละระบบดาวเคราะห์ก็มีเผ่าพันธุ์ทรงปัญญาต่างพันธุ์ แต่ละเผ่าพันธุ์ต่างก็มีชื่อสายพันธุ์ตามดาวพื้นเมือง ดังเช่น “โฮโม อาร์คตูรัส” “โฮโม คาโนปุส” และอื่นๆ  เรื่องราวนั้นเกี่ยวข้องกับโลกที่กำลังเข้าสู่ยุคเฟื่องฟูทางด้านเทคโนโลยี และความเป็นไปได้ที่อารยธรรมของมนุษย์โลก (“โฮโม โซล”) จะเข้าร่วมจักรวรรดิ

และถึงตอนนี้ก็มีการปะทะกันระหว่างจอห์น แคมป์เบลล์กับตัวผมเอง คงปฏิเสธไม่ได้ว่าจอห์นนั้นรู้สึกว่าคนเชื้อสายยุโรปตะวันตกเฉียงเหนือ (เหมือนตัวเขาเอง) นั้นอยู่ในแถวหน้าของอารยธรรมมนุษย์ และคนอื่นๆ นั้นล้าหลัง เมื่อขยายมุมมองนี้ไปสู่ระดับกาแลคซี เขาก็มองว่ามนุษย์โลกนั้นเป็น “ยุโรปตะวันตกเฉียงเหนือ” ของกาแลคซี เขาไม่ชอบที่จะเห็นมนุษย์โลกพ่ายแพ้ต่อมนุษย์ต่างดาว

ถึงแม้ว่ามนุษย์โลกนั้นไม่ว่าจะมีทางหนึ่งทางใดที่ด้อยกว่า  แม้ว่ามนุษย์โลกจะล้าหลังทางเทคโนโลยีกว่า พวกเขาก็ยังจะชนะไม่ทางใดก็ทางหนึ่งเพราะว่าพวกเขามักจะฉลาดกว่า กล้าหาญกว่า หรือกระทั่งมีอารมณ์ขัน หรืออะไรสักอย่าง ที่เหนือกว่า

อย่างไรก็ตาม ผมไม่ได้เป็นคนที่มีเชื้อสายยุโรปตะวันตกเฉียงเหนือเช่นเดียวกับเขา และด้วยความเป็นจริง (นี่คือปี 1940, จำได้ไหม, และพวกนาซีพยายามที่จะกำจัดชาวยิวในยุโรป) ผมไม่ได้ชื่นชมพวกเขานัก ผมจึงรู้สึกว่า หากมนุษย์โลกนั้นเป็นเงาสะท้อนของชาวยูโรเปียนตะวันออกเฉียงเหนือตามทัศนะของแคมป์เบลล์ อาจพิสูจน์ได้ว่าด้อยกว่าเผ่าพันธุ์อารยะอื่นๆ ในหลายๆ ทาง  มนุษย์โลกอาจจะพ่ายแพ้ต่อมนุษย์ต่างดาว พวกเขาอาจจะ สมควร ที่จะพ่ายแพ้

อย่างไรก็ตาม จอห์น แคมป์เบลล์เป็นผู้ชนะ เขาเป็นคนที่มีเสน่ห์และอบอุ่น ส่วนผมในตอนนั้นยังมีอายุเพียงยี่สิบปี ค่อนข้างจะกลัวเขามาก และค่อนข้างจะวิตกกังวลที่จะต้องขายเรื่องให้กับเขา ผมก็เลยยอมแพ้ ปรับเปลี่ยนเรื่องราวให้เหมาะกับคติของเขา และรู้สึกละอายใจมาตั้งแต่นั้น

อย่างไรก็ตาม ผมไม่ได้คาดหวังที่จะให้มันเกิดขึ้นอีก ผมเขียนภาคต่อของ “Homo Sol”  ซึ่งผมตั้งชื่อเรื่องว่า “The Imaginary” ซึ่งผมหลบเลี่ยงปัญหาโดยให้ไม่มีมนุษย์โลกปรากฏอยู่ในเรื่อง (และ แคมป์เบลล์ปฏิเสธเรื่องนี้) ผมเขียนเรื่องอื่นที่ให้มนุษย์โลกต่อสู้กับมนุษย์ต่างดาวที่ชั่วร้าย และรู้สึกว่ามันไม่เป็นไรหากจะให้เจ้าต่างดาวนั้นเป็นสัญลักษณ์ของพวกนาซี (และ อย่างที่รู้กัน แคมป์เบลล์ก็ปฏิเสธเรื่องนี้เช่นกัน)

อย่างไรก็ตาม ผมยังคงต้องการที่จะเขียนเรื่อง “วิทยาศาสตร์เหนือจริง” ในแนวทางของผม  และยังคงแสวงหากลวิธีที่จะทำให้ผมสามารถทำได้โดยไม่ต้องเผชิญหน้ากับการต่อต้านของผู้ที่มีทัศนะเช่นเดียวกับแคมป์เบลล์

และแล้วผมก็มาได้คำตอบเอาคราวแรกที่ผมได้คิดพล็อตเรื่อง “สถาบันสถาปนา”  ผมต้องการให้มีจักรวรรดิสากลจักรวาลเฉกเช่นเดียวกับที่มีในเรื่อง “Homo Sol” และผมต้องการมีมืออันอิสระที่จะพัฒนามันขึ้นให้เป็นดังที่ผมปรารถนา   เมื่อมันมาถึง คำตอบนั้นแสนจะเรียบง่าย ผมเพียงแค่สงสัยว่าทำไมผมถึงใช้เวลานานนักถึงจะตระหนักได้ แทนที่จะสร้างจักรวรรดิที่ไม่มีมนุษย์ร่วมอยู่ด้วยอย่างเช่นในเรื่อง “The Imaginary” ผมควรจะสร้างจักรวรรดิที่ไม่มีสิ่งอื่นนอกจากมนุษยชาติ ไม่มีแม้กระทั่งหุ่นยนต์ นั่นจึงเป็นจุดกำเนิดของ “กาแลคซีแห่งมนุษยชาติ”

มันยอดเยี่ยมสำหรับผม แคมป์เบลล์ไม่แม้แต่จะแย้ง ไม่แม้แต่จะแนะนำให้ผมสอดแทรกมนุษย์ต่างดาวสักสองสามเผ่าพันธุ์ ไม่เคยถามว่าทำไมพวกมันหายไป เขาโยนตัวเองเข้าไปในจิตวิญญาณของเรื่องราวและยอมรับจักรวรรดิสากลจักรวาลในรูปแบบของผม และผมไม่ต้องมาจัดการกับปัญหาในเรื่องความเหนือกว่าหรือด้อยกว่าของเผ่าพันธุ์

แล้วผมต้องกังวลกับเหตุผลเบื้องหลังของกาแลคซีแห่งมนุษยชาติไหม ผมได้สิ่งที่ผมต้องการ และผมก็พึงพอใจแล้ว

ผมไม่ได้ตั้งคำถามกับตัวเอง ดังเช่น ทำไมมนุษยชาติถึงเป็นเผ่าพันธุ์ที่ชาญฉลาดเพียงหนึ่งเดียวในกาแลคซี่  เป็นไปได้ว่าแม้จะมีดาวเคราะห์จำนวนมากแต่ก็มีเพียงไม่กี่ดวงมีสภาวะที่เหมาะสมสำหรับการอยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิต  หรืออาจมีดาวเคราะห์อยู่มากที่มีสภาวะเหมาะสม แต่ก็มีไม่มากนักที่จะมีสิ่งมีชีวิตที่ชาญฉลาดจนสามารถพัฒนาอารยธรรมขึ้นมาได้   อย่างไรก็ตาม ผมก็ไม่ได้พยายามที่จะหาคำอธิบายในเรื่องนี้ชัดเจนนัก มีเพียงที่ปรากฏในนิยายเรื่อง “สถาบันสถาปนาและปฐมภพ” ซึ่งเขียนขึ้นหลังจากเริ่มเรื่องราวเหล่านั้นร่วมสี่สิบปี ที่ผมได้เริ่มที่จะสำรวจเหตุผลเบื้องหลังเรื่องนี้

เริ่มแรกทีเดียวผมก็ไม่ได้คาดว่าเรื่องนี้จะกลายเป็นนิยายสักเล่ม หลายปีต่อมา ผมจึงเริ่มคิดได้ว่าไม่มีใครมาก่อนที่จะเขียนเรื่องราวที่ทั้งจักรวาลมีเพียงมนุษย์ มันดูเหมือนว่านี่เป็นนวัตกรรมของผม (กระนั้น ผมพร้อมที่จะถูกแก้ไขให้ถูกต้องหากว่าจะมีนักประวัติศาสตร์นิยายวิทยาศาสตร์สักหลายคนที่มีความรู้ในเรื่องนี้ดีกว่าผม)

ถ้าผมเป็นคนริเริ่มแนวคิดนี้จริง มันก็เป็นสิ่งที่มีประโยชน์สิ่งหนึ่ง นอกเหนือจากบทบาทในการปะทะทางความคิดระหว่างแคมป์เบลล์กับผม (การปะทะที่แคมป์เบลล์คงไม่เคยรู้ว่ามี) โดยการขจัดองค์ประกอบมนุษย์ต่างดาวออกไป บทบาทและปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์สามารถขีดเขียนวาดไว้บนผืนผ้าใบอันมหึมา นักเขียนร่ายเรื่องราวจากปฏิสัมพันธ์ของมนุษย์ (เท่านั้น) ในโลกและสังคมที่แตกต่างกันออกไป และมันก่อให้เกิดสภาวการณ์ที่น่าสนใจไปในทุกด้าน

และ ยิ่งไปกว่านั้น กาแลคซี่แห่งมนุษยชาตินำเสนอวิถีที่หลีกเลี่ยงประเด็นปริทรรศน์ของคลีเมนท์ และบางที นี่อาจจะเป็น วิถีทางเดียว เท่านั้น •

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s