The Man Who Saw The Future ชายผู้ไปเยือนโลกอนาคต

ชอง เดอ มาเซแลท์ อ่านกระดาษหนังแกะต่ออย่างสุขุม
“มีพยานจำนวนมากในแคว้นนองเล่ย์ นครปารีส ได้รับความเดือดร้อนจากการกระทำของปีศาจ บางคราวก็ได้ยินเสียงฟ้าผ่ามาจากกลางทุ่งโดยปราศจากเหตุอันใด มีหลักฐานว่ามันเกิดจากพลังของหมอผีผู้ซึ่งมือปราบมารมิอาจยับยั้งได้

“มีพยานยืนยันว่า อองรี โลธิแอร์ มักคลุกคลีอยู่ในบริเวณนั้นทั้งๆ ที่รู้ดีว่าฟ้าผ่าเป็นสิ่งชั่วร้าย ยังมีพยานยืนยันว่า อองรี โลธิแอร์
ได้ให้ความเห็นว่า ฟ้าผ่าไม่ใช่สิ่งชั่วร้าย หากเราได้ศึกษามัน เราอาจจะรู้สาเหตุก็ได้

“ช่างน่าสงสัยว่า อองรี โลธิแอร์ อาจเป็นหมอผีที่ทำให้เกิดฟ้าผ่าเสียเองก็เป็นได้ จึงได้จับตาดูเขาไว้ จนกระทั่งวันที่ 3 มิถุนายน มีผู้พบเห็นเขาออกมาจากบ้านตั้งแต่รุ่งสางเพื่อไปยังบริเวณชั่วร้ายแห่งนั้นพร้อมด้วยอุปกรณ์บางอย่าง เขาได้ทำการร่ายคาถา ทันใดนั้นก็มีฟ้าผ่าลงมา แล้วอองรี โลธิแอร์ก็หายวับไปในพริบตา

“ข่าวได้แพร่กระจายออกไป ผู้คนเป็นร้อยมาร่วมสังเกตการณ์ที่ทุ่งหญ้านั้นตลอดทั้งวัน จนกระทั่งพลบค่ำก็มีฟ้าผ่าลงมา พร้อมกับร่างของอองรี โลธิแอร์ เหล่าผู้คนที่หวาดกลัวต่างได้ยินเขาเพ้อว่าฟ้าผ่าที่ชั่วร้ายนั้นนำเขาไปสู่ช่วงเวลาห้าร้อยปีในอนาคตข้างหน้า ซึ่งแน่นอนว่ามีแต่ปีศาจและเหล่าสมุนเท่านั้นที่จะกระทำการเช่นนั้นได้ มีคนได้ยินเขาพูดจาดูหมิ่นศาสนาก่อนที่จะจับเขามาไต่สวนในนามของเจ้าหน้าที่สอบสวนแห่งองค์พระมหากษัตริย์ ผู้คนต่างสวดอ้อนวอนให้เขาถูกเผา กิจกรรมชั่วร้ายทั้งหมดที่เขาก่อขึ้นต้องได้รับการหยุดยั้ง

“ดังนั้น อองรี โลธิแอร์ เนื่องจากเจ้าถูกพบเห็นว่าได้หายไปและกลับมาในลักษณะที่มีเพียงผู้รับใช้ของปีศาจเท่านั้นที่ทำได้ รวมทั้งความผิดจากการกล่าวดูหมิ่นศาสนาไว้มากมาย ข้าขอตัดสินให้หมอผีตนนี้ได้รับการลงโทษโดยการเผาทั้งเป็น หากเจ้ามีเหตุคัดค้านการกระทำอันเนื่องมาจากมนต์ดำใดๆ เจ้ามีสิทธิ์ที่จะแถลงก่อนพิธีประหารจะมาถึง”

ชอง เดอ มาเซแลท์ วางกระดาษหนังแกะลง และเงยหน้ามองไปยังนักโทษ นักโทษมองไปรอบๆ และแสดงท่าทีตื่นตระหนกเพียงเสี้ยววินาที แล้วมีท่าทีนิ่งสงบ

“ใต้เท้าขอรับ ข้ามิอาจเปลี่ยนแปลงโทษทัณฑ์ที่ท่านตัดสินข้าได้” เขาพูดเบาๆ “แต่ข้าอยากจะบอกกล่าวถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้น ข้าขออนุญาตบอกเล่าเรื่องราวตั้งแต่ต้นจนจบได้หรือไม่”

เจ้าหน้าที่สอบสวนผงกศีรษะ และอองรี โลธิแอร์ก็ได้พูดขึ้น เสียงของเขาข้นเข้ม และท่วมท้นมากขึ้นเรื่อยๆ

*       *       *      

“ใต้เท้าขอรับ ข้าอองรี โลธิแอร์ มิใช่หมอผีแต่อย่างใด ข้าเป็นเพียงผู้ช่วยนักปรุงยาเท่านั้น มันเป็นธรรมชาติของข้ามาตั้งแต่วัยเยาว์ที่มีความอยากรู้อยากเห็นในสิ่งที่มนุษย์ยังมิล่วงรู้ ความลับของพื้นโลก ท้องทะเล และท้องนภา ความรู้ที่ซ่อนเร้นจากเรามวลมนุษย์ ข้ารู้ว่านี่เป็นความคิดชั่วร้ายห่างไกลจากคำสั่งสอนของคริสตจักร สรวงสวรรค์คงเกรี้ยวโกรธเป็นแน่หากมนุษย์ผู้ใดเฝ้าเร่สอดรู้ในสิ่งลี้ลับ แต่ข้าก็ยังคงอยากที่จะรู้ ข้ารู้ดีว่าข้าทำในสิ่งต้องห้าม

“ข้าเร้นหาทางที่จะรู้เหตุแห่งแสงนภา และเหตุใดมวลปักษาจึงโบยบินบนท้องฟ้า เหตุใดปลาจึงอาศัยอยู่ในน้ำได้ แม้แต่ความเร้นลับของดวงดาว ดังนั้นเมื่อมีฟ้าผ่าเกิดขึ้น ณ กรุงปารีส ใกล้กับบ้านข้า ด้วยเหตุที่ข้ามิได้เกรงกลัวเฉกเช่นเพื่อนบ้านของข้า ข้าจึงกระหายที่จะเรียนรู้เพียงเพื่อได้มาซึ่งเหตุแห่งปรากฏการณ์นั้น ตัวข้ามีเพียงความต้องการที่จะเข้าใจ

“ดังนั้นข้าจึงเริ่มไปที่ทุ่งนั้นด้วยเหตุนี้เพื่อศึกษา ข้ารออยู่ที่นั่น และได้ยินเสียงฟ้าผ่าดังลั่นถึงสองครา ข้าคิดว่ามันดังมาจากบริเวณใกล้กลางทุ่ง ข้าจึงศึกษาบริเวณนั้น แต่ข้าก็มิอาจเข้าใจ เหตุใดมันจึงเกิดขึ้น ข้าขุดดินลึกลงไป ข้าเฝ้ามองท้องฟ้าหลายชั่วโมง แต่ไม่มีอะไรเกิดขึ้น

“ข้าแวะเวียนไปยังทุ่งนั้นบ่อยครั้ง แม้จะรู้ว่าเพื่อนบ้านได้กระซิบกระซาบกันว่าข้าเป็นหมอผีก็ตาม จนกระทั่งรุ่งสางของวันที่ 3 มิถุนายน ข้าบรรทุกหินไปยังทุ่งนั่น ด้วยข้าคิดว่าอาจจะสามารถศึกษามันได้บ้าง ข้ารู้ว่ามีผู้คนน่าสงสัยติดตามข้ามา จนข้ามาถึงกลางทุ่ง ข้าเริ่มตรวจ สอบตามแผนการ ทันใดนั้นก็มีฟ้าผ่าลงมา แล้วผู้คนที่ตามข้ามาก็อันตรธานไปจากสายตาของข้า

“ใต้เท้า ข้าไม่อาจหาคำใดมาอธิบายถึงสิ่งที่เกิดขึ้น ณ เพลานั้น ข้าได้ยินเสียงฟ้าผ่า อากาศแหวกลงมารอบตัวข้า เสียงนั้นลั่นดังจนแทบระเบิดหูของข้า ช่วงเพลานั้นเอง ข้าตกลงไปพร้อมเสียงลมแหวกอากาศ วืดวาดสู่ความลึกที่ไม่อาจหยั่งถึง ข้าได้ยินเสียงคำรามน่าหวาดกลัว จากนั้นข้าก็ตกลงบนพื้นแข็ง แล้วเสียงเหล่านั้นก็หายไป

“ข้าหลับตาโดยไม่ได้ตั้งใจจากเสียงฟ้าผ่า ข้าเริ่มลืมตาขึ้นช้าๆ แล้วมองไปรอบตัว ด้วยความมึนงงตามด้วยความตื่นใจ เพราะข้ามิได้อยู่ในทุ่งหญ้าที่ข้าเคยอยู่เมื่อสักครู่แล้ว ข้าอยู่ในห้องห้องหนึ่ง ช่างแปลกตา ข้าไม่เคยเห็นห้องลักษณะนี้มาก่อน

“กำแพงห้องช่างราบเรียบและเพริศพราว มีหน้าต่างอยู่ในกำแพง หน้าต่างถูกปิดด้วยแผ่นแก้วเรียบใสที่ดูเหมือนว่าจะสามารถมองทะลุไปได้เหมือนไม่มีแก้วบังอยู่ พื้นห้องเป็นหินที่เรียบและไร้รอยขรุขระใดราวกับว่ามันทำมาจากหินชั้นดี แต่ดูไปก็เหมือนว่ามิได้ทำจากหิน มีกลุ่มเหล็กเรียบกลมวางอยู่บนพื้นที่ถูกทับซ้อนด้วยร่างของข้าที่ล้มนอนอยู่บนนั้น

“มีหลายสิ่งหลายอย่างในห้องนี้ที่ข้าไม่เคยพานพบ บางอย่างเป็นสีดำ ดูเหมือนสิ่งประดิษฐ์หรือเครื่องจักรอะไรสักอย่าง มีสายสีดำมากมายเชื่อมต่อเครื่องจักรเหล่านั้นเข้าด้วยกันพร้อมด้วยเสียงหึ่งๆ ตลอดเวลา สิ่งอื่นมีหลอดแก้วติดอยู่ด้านหน้า มีแผ่นสี่เหลี่ยมสีดำที่มีที่จับกับปุ่มเรืองแสงเล็กๆ มากมาย

“ข้าได้ยินเสียงคนพูด ข้าหันไปตามเสียง จึงได้เห็นชายสองคนยืนอยู่รอบตัวข้า พวกเขาเป็นมนุษย์เช่นข้า แต่ดูแปลกตาไม่เหมือนมนุษย์ที่ข้าได้เคยพบเจอมา คนหนึ่งมีเคราสีขาว และอีกคนมีหน้าอูมไร้หนวดเครา ทั้งสองไม่ใส่ผ้าคลุมหรือเสื้อทูนิก หรือถุงเท้ายาว พวกเขาสวมใส่อาภรณ์หลวมๆ ซึ่งแยกชิ้นกัน

“ทั้งสองตื่นเต้นมาก พวกเขาพูดคุยกันขณะที่ยืนล้อมรอบตัวข้า ข้าฟังพวกเขาพูดรู้เรื่องเป็นบางคำ มันคือภาษาฝรั่งเศส แต่ไม่ใช่ภาษาฝรั่งเศสแบบที่ข้ารู้จัก มีคำใหม่ๆ แปลกๆ มากมายจนเหมือนกับมันเป็นภาษาอื่น ข้าพอจับใจความที่พวกเขาพูดกันได้ว่า

“เราทำสำเร็จแล้ว!” ชายที่มีใบหน้าอวบอูมตะโกนออกมาอย่างตื่นเต้น “ในที่สุดเราก็พาคนมาจากอดีตได้”

“ไม่มีใครเชื่อแน่นอน” อีกคนหนึ่งตอบ “พวกเขาต้องหาว่าเราสร้างเรื่องขึ้นเอง”

“เหลวไหลน่า!” เจ้าคางอูมกล่าว “เราจะทำอีกครั้งก็ได้นี่นา
เออฮาแตง เราก็ทำให้พวกเขาได้เห็นต่อหน้าต่อตาเลย”

พวกเขาก้มลงมองที่ข้า มองดูข้าที่กำลังจ้องมองพวกเขาเช่นกัน

“นายมาจากไหนน่ะ” เจ้าคางอูมถาม “เมื่อไหร่ ปีไหน ศตวรรษอะไร”

“เขาไม่เข้าใจน่ะธีคูท์” ชายเคราขาวกล่าว “ตอนนี้ปีที่เท่าไหร่แล้วล่ะสหาย?” เขาถามข้า

“ขอรับท่าน ไม่ว่าท่านจะเป็นผู้ใด ปีนี้คือปี ค.ศ. 1444” ข้าตอบ

หลังจากนั้นพวกเขาก็หันไปพูดกันเอง ข้าพอฟังได้เพียงคำว่าที่นี่และที่นั่น พวกเขาพยุงข้าขึ้นมา และรู้ว่าข้าอ่อนแอและมึนงงเพียงใด พวกเขาพาข้าไปนั่งบนเก้าอี้ที่แปลก แต่ช่างทำให้รู้สึกสบาย ระหว่างที่ข้ากำลังมึนงงอยู่นั้น พวกเขาทั้งสองก็ยังคงพูดคุยกันด้วยความตื่นเต้น และแล้วเจ้าเคราขาว เออฮาแตง ก็หันมาทางข้า เขาพูดกับข้าช้าๆ เพื่อให้ข้าเข้าใจง่ายขึ้น เขาถามชื่อข้า ข้าก็บอกเขาไป

“อองรี โลธิแอร์” เขาทวนชื่อข้า “โอเค อองรี ตอนนี้นายไม่ได้อยู่ในปี ค.ศ. 1444 แล้วล่ะนะ นายอยู่ในอีกห้าร้อยปีในอนาคต ปีนี้คือปี ค.ศ. 1944”

“เออฮาแตง ฉันพานายมาจากช่วงเวลาของนาย 500 ปี” ชายอีกคนพูดพร้อมรอยยิ้ม

ข้ามองไปที่ทั้งสอง “ท่านขอรับ” ข้าวิงวอน

เออฮาแตงส่ายศีรษะ “เขาไม่เชื่อ” เขาพูดกับชายอีกคน จากนั้นหันมาถามข้า “นายอยู่ที่ไหนก่อนจะรู้ตัวว่ามาอยู่ที่นี่ล่ะ อองรี” เขาถาม

“บนทุ่งแถบชานเมืองปารีสขอรับ” ข้าตอบ

“งั้นมองออกไปนอกหน้าต่างสิ แล้วลองคิดดูว่านี่ยังเป็นปารีส ศตวรรษที่ 15 อยู่ไหม”

*       *       *      

“ข้าไปยืนที่หน้าต่าง แล้วมองออกไป โอ้แม่เจ้า นี่มันอะไรกัน บ้านสีเทาเล็กๆ ทุ่งหญ้า และผู้คนที่เดินอยู่บนถนนแสนสกปรกถูกแทนที่ด้วยเมืองแสนประหลาด มีถนนกว้างขวางที่ทำจากหิน ตึกสูงใหญ่หลายชั้นตั้งอยู่เต็มสองฝั่งถนน ผู้คนมหาศาลที่แต่งกายต่างจากข้ากำลังเดินขวักไขว่อยู่บนถนน มีพาหนะหรือรถเทียมรูปทรงแปลกตาที่ไม่ได้ถูกลากโดยม้าหรือวัววิ่งไปมาด้วยความเร็วที่ข้าไม่เคยคาดฝัน
ข้าถอยร่นกลับมาที่เก้าอี้

“เชื่อหรือยังล่ะ อองรี” ชายเคราขาว เออฮาแตง ถามข้าด้วยท่าทีที่ใจดี ข้าผงกหัวเบาๆ หัวข้าหมุนไปหมด

เขาชี้ไปยังเหล็กกลมๆ บนพื้น และเครื่องจักรยนต์มากมายรอบห้อง “เราใช้ของพวกนั้นพานายมาจากช่วงเวลาของนาย” เขากล่าว

“แต่ท่านทำได้อย่างไรหรือขอรับ” ข้าถาม “โอ้พระเจ้าทรงโปรด ท่านทำให้ข้าข้ามกาลเวลามาได้อย่างไรกัน ท่านเป็นเทพเจ้าหรือปีศาจกันแน่”

“ไม่ใช่ทั้งสองอย่างนั่นแหละอองรี” เขาตอบ “เราเป็นเพียงนักวิทยาศาสตร์ นักฟิสิกส์ ผู้ที่เพียงอยากจะรู้ความเป็นไปของสรรพสิ่งและใช้ชีวิตเพื่อไขว่คว้าหาความรู้ก็เท่านั้นแหละ”

ข้ารู้สึกมั่นใจขึ้นมาแล้ว พวกเขาเป็นมนุษย์เหมือนข้า มีความฝันเหมือนข้า “แต่ท่านทำอย่างไรกับเวลาหรือขอรับ” ข้าถาม “ไม่ใช่ว่าเวลาเปลี่ยนแปลงไม่ได้หรอกหรือ”

ทั้งสองส่ายหัว “เปล่าเลยอองรี แต่ทว่าตอนนี้มนุษยชาติมีความรู้เกี่ยวกับมันมากขึ้นแล้ว”

พวกเขาเล่าให้ข้าฟังถึงสิ่งต่างๆ ที่ข้าไม่เข้าใจ เหมือนพวกเขาจะบอกข้าว่ามนุษย์ได้ล่วงรู้ว่าเวลาสามารถถูกชี้วัดได้ หรือแม้กระทั่งมิติ เหมือนที่เราสามารถวัดความยาว ความกว้าง ความหนา พวกเขาพูดชื่อบุคคลที่ข้าไม่เคยได้ยินอย่างไอน์สไตน์ เดอ ซิเดอร์ และลอเร็นทส์ ข้ารู้สึกฉงนงงงวยไปกับคำพูดของพวกเขา

พวกเขากล่าวว่า มนุษย์แห่งความรู้ (อองรีหมายถึงพวกนักวิทยาศาสตร์) ใช้พลังในการเคลื่อนย้ายวัตถุจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่งด้วยการวัดสามอย่าง การวัดอย่างที่สี่ก็สามารถเคลื่อนวัตถุไปยังอีกที่หนึ่งได้เช่นกันหากใช้แรงที่เหมาะสม พวกเขาบอกว่าเครื่องจักรของพวกเขาสามารถผลิตพลังดังกล่าวและใช้มันกับวงกลมเหล็กจากห้าร้อยปีก่อนมาสู่ช่วงเวลาของพวกเขาได้

พวกเขาลองทำแบบนี้อยู่หลายครั้ง แต่ก็ไม่มีสิ่งใดเลยนอกจากอากาศที่พวกเขาสามารถนำมาจากอดีต ข้าเล่าถึงปรากฏการณ์ฟ้าผ่าที่ข้าได้ยินอยู่บ่อยครั้งจนทำให้ต้องรุดออกมาศึกษา พวกเขาบอกข้าว่ามันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของอากาศจากที่หนึ่งไปสู่อีกที่หนึ่ง ข้าไม่เข้าใจที่พวกเขาพูด

พวกเขาบอกว่า ข้าคงไปยืนอยู่ตรงจุดที่พวกเขาจ่ายพลังงานพอดี ข้าจึงถูกดึงจากช่วงเวลาของข้ามา ณ ที่แห่งนี้ พวกเขาหวังเสมอว่าจะสามารถนำเอาสิ่งมีชีวิตจากอดีตอันไกลโพ้นอย่างเช่นมนุษย์สักคนหนึ่งมาเป็นข้อพิสูจน์กับมนุษย์แห่งความรู้คนอื่นๆ ให้เชื่อว่าพวกเขาทำได้จริง

ข้าก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดี พวกเขาเห็นดังนั้นจึงบอกข้าว่า ไม่ต้องกลัว แท้จริงแล้วข้าหาได้กลัว ข้าตื่นเต้น ตื่นเต้นกับสิ่งที่ข้าเห็นรอบตัวข้า
ข้าถามว่าสิ่งเหล่านั้นคือสิ่งใด เออฮาแตงและธีคูท์ก็หัวเราะและอธิบายให้ข้าฟัง ข้าไม่เข้าใจนักหรอกว่าพวกเขาพูดอะไรบ้าง แต่ในดวงตาข้าเห็นสิ่งมหัศจรรย์มากมายในห้องนั้นที่ข้าไม่เคยได้ใฝ่ฝันจะพบเจอมาก่อนเลย

พวกเขาชี้ไปยังของสิ่งหนึ่งที่ดูเหมือนขวดแก้วเล็กๆ ซึ่งมีเส้นสายมากมายในนั้น แล้วบอกให้ข้าลองกดปุ่มใต้แก้ว ข้าก็กด ทันใดนั้นขวดก็ส่องสว่างราวกับเอาเทียนไขมากมายมารวมกัน ข้าชักตัวกลับมา
พวกเขาต่างหัวเราะ พอเออฮาแตงกดปุ่มอีกครั้ง แสงในแก้วก็หายไป ข้าเห็นของสิ่งนี้มากมายบนเพดาน

พวกเขาชี้ให้ข้าเห็นวัตถุกลมดำที่มีล้อตรงส่วนท้าย มีเข็มขัดวิ่งอยู่รอบๆ ล้อ และบรรดาล้อที่เล็กกว่าก็เชื่อมต่อกับเครื่องจักรมากมาย
พอพวกเขาสัมผัสกับคันโยกบนวัตถุชิ้นนี้ ก็มีเสียงเครื่องยนต์ดังขึ้นหึ่มๆ และล้อก็หมุนอย่างรวดเร็วอย่างที่ไม่เคยมีมนุษย์ผู้ใดทำได้ พอพวกเขาสับคันโยกอีกครั้ง มันจึงหยุด พวกเขาบอกว่ามันคือพลังสายฟ้าบนท้องนภาที่พวกเขาใช้สร้างแสงและหมุนวงล้อ

สมองของข้าขับเคลื่อนไปกับสิ่งที่พวกเขาแสดงให้ข้าเห็น ชายคนหนึ่งนำเครื่องมือบางอย่างจากบนโต๊ะมาถือไว้ตรงใบหน้าของเขา
แล้วกล่าวว่าเขาจะใช้มันเรียกนักวิทยาศาสตร์หรือมนุษย์แห่งความรู้ผู้อื่นมาดูงานทดลองของพวกเขาในคืนนี้ เขาพูดกับเครื่องมือนั้นเหมือนกำลังพูดกับมนุษย์ เขาให้ข้าฟังเสียงมันตอบเขา เขาบอกข้าว่ากลุ่มคนที่เขาพูดด้วยอยู่ในสมาคมที่แยกจากพวกเขา

ข้าไม่อยากจะเชื่อ แต่ข้าก็เชื่อไปแล้ว ข้างง ข้าสงสัย และตื่นเต้นไปพร้อมๆ กัน ชายเคราขาวเออฮาแตงเห็นดังนั้นก็ให้กำลังใจข้า แล้วพวกเขาก็หยิบเอากล่องเล็กๆ ที่ด้านบนเปิดออกและมีแผ่นกลมสีดำวางอยู่บนกล่อง พวกเขาทำให้มันหมุน มีเสียงผู้หญิงดังออกมาจากกล่องนั้น เป็นเสียงร้องเพลง ข้าตัวสั่นระริกเมื่อพวกเขาบอกข้าว่าผู้หญิงคนนี้ตายไปหลายปีแล้ว ถ้าอย่างนั้นคนตายพูดกับเราได้เช่นไรกัน

*       *       *      

“ข้าจะอธิบายสิ่งที่ข้าเห็นที่นั่นอย่างไรดี มีกล่องอีกใบ ไม่ก็เป็นตู้ ด้านบนเปิดเช่นกัน ข้านึกว่ามันเป็นกล่องแบบเดียวกันกับที่ข้าได้ยินเสียงคนตายร้องเพลง แต่พวกเขาบอกว่ามันต่างออกไป เมื่อพวกเขากดปุ่ม ก็มีเสียงดังออกมาในภาษาที่ข้าไม่รู้จัก พวกเขาบอกว่าชายผู้นี้กำลังพูดอยู่จากที่ที่ไกลจากเราเป็นพันๆ ลีก ดินแดนที่ไกลออกไปในมหาสมุทรตะวันตก แต่กลับดูเหมือนว่าเขากำลังพูดอยู่ข้างๆ ข้า

พวกเขาเห็นว่าข้างุนงงเพียงใดกับสิ่งเหล่านี้ จึงให้ไวน์กับข้า เมื่อข้าได้ลิ้มลองจึงได้รู้ว่า อย่างน้อยไวน์ก็ยังเป็นเหมือนที่มันเคยเป็น

“เธออยากเห็นปารีสไหมอองรี ปารีสในยุคของเราน่ะ” เออฮา-แตงถาม

“แต่มันคงต่างกันน่าดูเชียว” ข้าพูด

“เราจะพานายไป” ธีคูท์กล่าว “แต่ก่อนอื่นเลย เสื้อผ้าของนาย…”

เขาเอาเสื้อคลุมยาวให้ข้าใส่ มันคลุมเสื้อทูนิกและถุงเท้ายาวของข้า พวกเขานำหมวกที่ดูกลมบานมาสวมบนหัวของข้า และนำข้าเดินออกจากตึกไปสู่ถนน

ข้ามองไปยังถนนอย่างประหลาดใจ มันมีทางเดินยกสูงอยู่ทั้งสองฝั่งถนน มีผู้คนเป็นร้อยๆ คนเดินไปมาอยู่บนนั้น ทุกคนแต่งตัวด้วยอาภรณ์ที่แปลกตา ส่วนใหญ่เหมือนเออฮาแตงและธีคูท์ พวกเขาไม่พกดาบหรือแม้กระทั่งกริช ไม่มีอัศวิน ผู้ติดตาม นักบวช หรือคนรับใช้ ทุกคนแต่งตัวเหมือนกันหมด

เด็กหนุ่มตัวเล็กๆ หลายคนวิ่งไปมา พวกเขากำลังขายอะไรสักอย่างที่ดูเหมือนกระดาษหนังแกะบางเบาสีขาวที่พับหลายชั้นและเต็มไปด้วยตัวอักษร เออฮาแตงบอกว่า ทุกอย่างที่เกิดขึ้นจากที่ต่างๆ ทั่วโลกถูกเขียนไว้บนนั้น แม้กระทั่งสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อน
ข้ากล่าวว่าการเขียนแผ่นพวกนี้ชุดหนึ่งเสมียนต้องใช้เวลาหลายวัน
แต่พวกเขาบอกว่าเครื่องจักรสามารถเขียนแผ่นเหล่านี้ได้อย่างรวดเร็ว

บนถนนหินกว้างระหว่างทางเดินยกสูงทั้งสองข้างนั้น มีพาหนะแปลกๆ วิ่งไปมาอย่างรวดเร็ว ไม่มีสัตว์เพื่อลากหรือจูงพวกมันเลยแม้สักตัว แต่พวกมันหาได้ชะงักไม่ พวกมันวิ่งฉิวปลิวไสว และบรรทุกผู้คนมากมายด้วยความเร็วที่ไม่อาจคาดคิด บางครั้งเมื่อผู้คนกำลังเดินไปตรงหน้าพาหนะแล่นฉิวเหล่านั้น ก็ปรากฏเสียงคำรามหรือเสียงครางสุดสยองดังเตือนมาจากพาหนะเหล่านั้นซึ่งทำให้ผู้คนชักเท้ากลับถอยหลัง

พาหนะคันหนึ่งตั้งอยู่ตรงขอบทางด้านหน้าเรา เราเดินเข้าไป และนั่งลงบนที่นั่งหนังนุ่ม ธีคูท์นั่งอยู่หลังล้อที่มีคันโยกอยู่ข้างๆ เขา
เขาสัมผัสคันโยก ทันใดนั้นก็มีเสียงหึ่มๆ ดังขึ้นมาจากที่ใดสักแห่งในพาหนะนี้ แล้วมันก็วิ่งไปข้างหน้า เร็วขึ้น และเร็วขึ้นเรื่อยๆ บนถนน
แต่พวกเขาทั้งสองคนหาได้เกรงกลัวแต่อย่างใด

พาหนะแบบนี้เป็นพันๆ คันวิ่งไสวอยู่บนท้องถนน เราแล่นผ่านตึกยักษ์ใหญ่ไปตามถนนที่กว้างขึ้น หูและตาข้าพร่ามัวไปกับสิ่งที่เห็นตรงหน้า และแล้วตึกเหล่านั้นก็มีขนาดเล็กลงหลังจากที่เราอยู่ไกลจากพวกมันหลายไมล์ เรากำลังแล่นผ่านชานเมือง ข้าแทบไม่อยากเชื่อ
นี่หรือคือปารีสที่ข้าเคยอยู่

เรามาถึงที่ราบทุ่งกว้างนอกเมือง ที่นั่นธีคูท์หยุดพาหนะและเราก็ออกมาภายนอก มีตึกใหญ่ๆ มากมายที่ปลายทุ่ง ข้าเห็นพาหนะแบบอื่นวิ่งออกจากตึกเพื่อข้ามที่ราบไป มีพาหนะแบบหนึ่งซึ่งแตกต่างจากที่ข้าได้เห็น มันมีแผ่นคล้ายปีกอยู่ทั้งสองข้าง พวกมันแล่นออกจากทุ่งด้วยความเร็วสูง จากนั้นข้าก็ร้องตะโกนออกมาเมื่อเห็นมันเหินขึ้นไปสู่ท้องนภา โอ้แม่เจ้า มันกำลังบิน! มนุษย์กำลังบิน!

เออฮาแตงกับธีคูท์พาข้าไปยังตึกสูงใหญ่เหล่านั้น พวกเขาพูดกับคนที่นั่น ชายคนนั้นนำเราไปยังรถติดปีก เออฮาแตงบอกให้ข้าเข้าไปในนั้น แม้ว่าข้าจะหวาดกลัวเหลือเกิน แต่ก็มีความรู้สึกบางอย่างดึงดูดตัวข้าไปสู่มัน ธีคูท์กับเออฮาแตงตามหลังข้าเข้าไป เรานั่งบนที่นั่งเฉกเช่นชายอีกคน มีคันโยกและปุ่มกดมากมายเบื้องหน้าชายผู้นั้น ด้านหน้ารถ (อองรีคิดว่ามันคือรถมีปีก) มีใบพายคู่ขนาดใหญ่ (อองรีหมายถึงใบพัดเครื่องบิน) เสียงคำรามดังขึ้น และใบมีดคู่นั้นก็เริ่มหมุนเร็วขึ้นเรื่อยๆ เร็วจนข้ามองไม่ทัน จากนั้นรถก็พุ่งไปข้างหน้า โคลงเคลงกระทบพื้นไปมา และในที่สุดก็หยุดโคลงเคลง ข้าก้มลงมอง แล้วก็ต้องชะงักกลับ พื้นดินช่างอยู่ห่างไกลเหลือเกิน ข้าเองก็กำลังบินอยู่บนท้องนภาเช่นกัน!

เราบินฉิวไปด้วยความเร็วที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เสียงเครื่องยนต์นั้นน่าประทับใจเหลือเกิน และเมื่อชายคนนั้นขยับคันโยก เราบินลัดเลี้ยวขึ้นลงราวกับมวลปักษา เออฮาแตงพยายามอธิบายว่ารถคันนี้บินบนท้องนภาได้เช่นไร เหตุผลช่างน่าตื่นใจ แต่ข้าไม่อาจเข้าใจได้เลย ข้าเพียงรู้ว่าเจ้าเครื่องนี้ทำให้ข้ารู้สึกแสนวิเศษ ต่อให้ต้องตายมันก็คุ้มที่ได้บินอยู่บนนี้สักครา เฉกเช่นในความฝันของมวลมนุษย์ที่อยากจะโบยบินอยู่บนท้องนภาในสักวัน

เราบินสูงขึ้น และสูงขึ้นเรื่อยๆ โลกอยู่ห่างไกลเหลือเกิน ข้ามองเห็นนครปารีสจากบนนี้ ช่างเป็นเมืองที่ยิ่งใหญ่เสียจริง ตึกสูงเสียดฟ้าทอดยาวอยู่เบื้องล่าง ข้ากำลังมองดูนครแห่งอนาคตอยู่หรือนี่!

มีรถมีปีกมากมายบินไปมา พวกเขาบอกว่าเครื่องบินเหล่านี้กำลังเริ่มหรือจบการเดินทางหลายพันไมล์บนท้องนภา ข้ากรีดร้องออกมาเมื่อข้าเห็นวัตถุขนาดใหญ่กำลังพุ่งมาที่เรา มันมีลักษณะเรียวยาวหลายไม้ เรือขนาดมหึมากำลังแล่นอยู่บนท้องนภา! มีห้องขนาดใหญ่อยู่ด้านล่างของยาน เราเห็นผู้คนมากมายกำลังมองออกมาจากในนั้น
บ้างก็กำลังเดินออกมา บ้างก็กำลังกลับเข้าไป บางคนกำลังเต้นรำด้วยซ้ำ! พวกเขาบอกข้าว่าเรือแห่งนภานี้กำลังแล่นด้วยระยะทางเป็นพันลีกพร้อมผู้คนเป็นร้อยคน

เรือลำมหึมานี้แล่นผ่านเราไป จากนั้นรถปีกของเราก็เริ่มจะลดระดับลง มันหมุนลงบนพื้นอย่างราบรื่นราวกับปักษาถลาลง เมื่อเราลงจอด เออฮาแตงกับธีคูท์พาข้ากลับไปที่พาหนะภาคพื้นดิน มันเป็นเวลาบ่ายแก่ๆ แล้ว ดวงอาทิตย์กำลังจมลงทางตะวันตก และความมืดมิดเริ่มคืบคลานเข้ามาขณะที่เรากำลังกลับไปยังมหานครปารีส

แต่ภายในเมืองหาได้มืดมิดไม่ มีแสงสว่างจากทุกหนแห่งจากตึกรามบ้านช่องที่สาดส่อง แผดเผา ขยับเขยื้อนอยู่บนตึกเหนือพื้นถนน พวกมันฉายแสงราวกับเป็นเวลากลางวัน! เราหยุดที่ตึกแห่งหนึ่ง
เออฮาแตงกับธีคูท์นำข้าเข้าไปในนั้น ภายในกว้างใหญ่มาก มีผู้คนมากมายนั่งเรียงรายกันเป็นทิวแถว

ตอนแรกข้านึกว่าเป็นโบสถ์ กำแพงที่ปลายผนังมีรูปภาพที่กำลังเคลื่อนไหวอยู่ ทุกคนจับจ้องไปที่กำแพงนั้น รูปภาพเหล่านั้นเคลื่อนไหวได้ราวกับมีชีวิต ภาพเหล่านั้นพูดคุยโต้ตอบกันราวกับเสียงนั้นมีชีวิต
ข้าตัวสั่นไปหมด นี่มันเวทมนตร์อันใดกัน!

เออฮาแตงกับธีคูท์นั่งอยู่ด้านหลังข้า ข้ามองภาพเหล่านั้นด้วยความรู้สึกหลงใหล ราวกับว่าข้ากำลังมองผ่านหน้าต่างสู่โลกใบใหม่
ข้าเห็นทะเล มีเสียงคำถามดังขึ้น จากนั้นข้าก็เห็นเรือ เรือลำใหญ่มาก แต่ไม่มีใบเรือ หรือไม้พายเลย มีผู้คนเป็นพันๆ คนบนเรือ ข้ารู้สึกราวกับตัวข้าอยู่บนเรือนั้นเช่นกัน พวกเขาบอกข้าว่าเรือนี้มีไว้แล่นบนมหาสมุทรตะวันตกที่ไม่เคยมีผู้ใดข้ามไปได้ ข้ารู้สึกหวาดกลัวเหลือเกิน

จากนั้นก็มีแผ่นดินปรากฏขึ้น มีรูปปั้นยักษ์กำลังถือคบเพลิงอยู่ เรากำลังอยู่บนเรือที่แล่นผ่านรูปปั้นดังกล่าวนั้น พวกเขาบอกว่าเรือกำลังแล่นไปยังนิวยอร์ก แต่เบื้องหน้าข้ามีเพียงเมฆหมอกที่ปกคลุมทั่ว ทันใดนั้นเมฆหมอกก็จางไป ที่อยู่เบื้องหน้าข้าดูราวกับว่าเป็นนครแห่งหนึ่ง

*       *       *      

“โอ้แม่เจ้า นี่มันนครอะไรกัน มีตึกสูงชันมากมายตั้งตระหง่านดังขุนเขาใหญ่ที่สูงชันราวกับเป็นสรวงสวรรค์เสียเอง มีถนนแคบๆ ตัดผ่านตึกเหล่านั้น ดูจากภาพ เราต้องเดินทางด้วยเรือจึงจะไปถึงที่นั่นได้ นี่มันเมืองแห่งความบ้าคลั่งอย่างไม่น่าเชื่อ! ถนนเหมือนเป็นเพียงรอยแยกระหว่างตึกกับตึก ผู้คน…ผู้คนมากมายเป็นล้านๆ คน เดินรีบเร่งไปมาอยู่บนท้องถนนที่ไม่มีปลายทางสิ้นสุด พาหนะภาคพื้นดินนับไม่ถ้วนวิ่งไปมาเต็มไปหมด และยังมีพาหนะแปลกๆ คำรามอยู่เหนือพื้นถนนสูงขึ้นไปจากพาหนะอื่น

รถบินได้และเรือบินขนาดยักษ์ลอยล่องไปมายังมหานครแห่งนี้ ในน้ำรอบนครยังมีเรือขนาดใหญ่เล็กที่กำลังมุ่งหน้าเข้ามา จำนวนพวกมันมากมายอย่างที่มนุษย์ไม่เคยคาดฝัน เมื่อราตรีมาเยือน เมืองกลับสว่างไสวไปด้วยแสงไฟ

ภาพเปลี่ยนไปแสดงให้เห็นถึงเมืองอื่นๆ แต่ไม่มีเมืองไหนดูวุ่นวายเท่าเมืองนี้ มันยังแสดงให้เห็นภาพของเครื่องจักรมากมายที่ต้องใจข้าเหลือเกิน เจ้าเหล็กขนาดใหญ่ที่ทะยานขึ้นไปจากพื้นโลกในชั่วพริบตา เครื่องมือขนาดใหญ่ที่รินเหล็กหลอมได้ราวกับรินน้ำ อีกทั้งยังมีสิ่งใหญ่ยักษ์ที่บรรทุกผู้คนและฝูงวัวได้เป็นร้อยๆ โดยไม่สั่นเครือ

มีภาพของมนุษย์แห่งความรู้อย่างเออฮาแตงและธีคูท์ บางคนเป็นผู้เยียวยา (หมอ) พวกเขาค้นพบทางรักษาที่ข้ามิอาจเข้าใจ บางคนกำลังมองไปยังหมู่ดาวด้วยเครื่องมือทรงกระบอกขนาดใหญ่ และภาพก็ปรากฏว่าพวกเขาเห็นสิ่งใด หมู่ดาวเหล่านั้นคือดวงอาทิตย์ เฉกเช่นดวงอาทิตย์ของเรา ดวงอาทิตย์ของเรามีขนาดใหญ่กว่าโลก โลกหมุนรอบดวงอาทิตย์ มิใช่อาทิตย์หมุนรอบโลก มันจะเป็นไปได้อย่างไร ข้าสงสัยนัก โลกเราเป็นทรงกลมเหมือนผลแอปเปิล โลกอื่นๆ ก็เป็นทรงกลมเช่นกัน พวกมันถูกเรียกว่าดาวเคราะห์ ซึ่งก็หมุนรอบดวงอาทิตย์ แม้ว่าข้าจะได้ยินเช่นนั้น ข้าก็เข้าใจได้เพียงน้อยนิด

ท้ายที่สุด เออฮาแตงกับธีคูท์พาข้าออกมาจากห้องแห่งภาพมีชีวิตไปยังพาหนะที่จอดไว้ เราอยู่บนถนนกันอีกครั้งเพื่อไปยังตึกที่พวกเขาพบข้าครั้งแรก ข้าสงสัยว่าไม่มีผู้ใดไถ่ถามสิทธิ์ในการเดินทางของข้า หรือถามข้าว่าผู้ใดคือนายแห่งข้าเลย (อองรีหมายถึง ลอร์ด ตำแหน่งขุนนางในอดีต) เออฮาแตงบอกว่าตอนนี้ไม่มีใครมีนาย ลอร์ด กษัตริย์ พระ หรือขุนนาง ไม่มีอำนาจเหมือนในอดีต ทุกคนล้วนเป็นนายตัวเอง
มันเป็นสิ่งที่ข้ามิอาจหาญจะคิดหวัง ความแตกต่างระหว่างช่วงเวลาของข้ากับตอนนี้ ข้าคิดว่าสิ่งนี้คือสิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในบรรดาสิ่งมหัศจรรย์ที่พวกเขาได้แสดงให้ข้าเห็นเลยขอรับ

เราเข้ามาในตึกอีกครั้ง เออฮาแตงและธีคูท์พาข้าไปยังอีกห้องหนึ่ง ก่อนที่จะไปยังห้องที่ข้าได้พบพวกเขาเป็นครั้งแรก พวกเขาบอกว่ามนุษย์แห่งความรู้จะรวมตัวกันอยู่ในนั้นเพื่อพิสูจน์ความจริง

“นายคงไม่กลัวที่จะกลับไปสู่ช่วงเวลาของนายใช่ไหมอองรี”
เออฮาแตงถามข้า และข้าส่ายหัว

“ข้าอยากกลับไป” ข้าบอกพวกเขา “ข้าอยากกลับไปบอกคนของข้าว่าข้าได้เห็นอะไรบ้าง จะมีอะไรรอคอยพวกเขาอยู่ในอนาคตบ้าง”

“แล้วถ้าพวกเขาไม่เชื่อนายล่ะ” ธีคูท์ถาม

“ข้าก็ยังต้องไป ต้องบอกพวกเขาอยู่ดี” ข้าตอบ

เออฮาแตงจับมือข้า “นายเก่งมากอองรี” เขากล่าว แล้วถอดเสื้อคลุมและหมวกที่ข้าใส่ไปข้างนอกออก พวกเราเดินไปยังห้องใหญ่ซึ่งมีกำแพงสีขาวที่ได้เจอกันครั้งแรก

ตอนนี้มันสว่างไปด้วยแท่งแก้วเรืองแสงที่ติดอยู่กับกำแพงและเพดาน มีคนมากมายอยู่ในห้องนั้น พวกเขามองข้าและอาภรณ์ของข้าด้วยสายตาแปลกๆ พวกเขาพูดกันเร็วมาก ข้าฟังไม่เข้าใจ เออฮาแตงเริ่มแนะนำพวกเขา

ดูเหมือนเขาจะอธิบายว่าข้ามาจากอดีต เขาใช้ภาษาและถ้อยคำที่ข้าไม่เข้าใจ บางท่อนข้าก็พอเข้าใจบ้าง ข้าได้ยินคำว่าไอน์สไตน์ และเดอ ซิเดอร์ อีกหลายครั้ง คนกลุ่มนั้นโต้เถียงกับธีคูท์และเออฮาแตง พวกเขาโต้เถียงกันในเรื่องเกี่ยวกับข้า

ชายตัวใหญ่คนหนึ่งพูดว่า “เป็นไปไม่ได้ ผมบอกได้เลย เออฮา-แตง คุณหลอกพวกเรา”

เออฮาแตงยิ้ม “คุณไม่เชื่อว่าธีคูท์กับฉันพาเขามาจากห้าร้อยปีในอดีตงั้นเหรอ?”

พวกเขาพร้อมกันคัดค้าน เขาให้ข้ายืนขึ้นและพูดกับคนเหล่านั้น พวกเขาถามคำถามกับข้ามากมาย บางคำถามข้าไม่เข้าใจ ข้าบอกพวกเขาเกี่ยวกับตัวข้า เมืองที่ข้าอยู่ กษัตริย์ นักบวช และขุนนาง และอีกหลายอย่างที่ดูเหมือนว่าพวกเขาจะไม่สนใจ บางคนก็เชื่อข้า บางคนก็ไม่เชื่อ และอีกครั้งที่พวกเขาโต้เถียงกัน

“มีอยู่หนึ่งวิธีที่จะยุติการโต้แย้งนี้ ท่านสุภาพบุรุษ” เออฮาแตงพูดขึ้น

“ทำอย่างไรล่ะ?” ทุกคนถาม

“ธีคูท์กับผมพาอองรีมาจากห้าร้อยปีในอดีตผ่านห่วงมิติจากจุดนี้” เขาพูด “งั้นเรามาพาเขากลับไปกัน ต่อหน้าต่อตาพวกคุณเลย
เพื่อเป็นการพิสูจน์ ดีไหม”

พวกเขาต่างเห็นพ้องต้องกัน เออฮาแตงหันมาที่ข้า “ไปยืนบนวงกลมเหล็ก อองรี” เขาพูด ข้าจึงไปยืนบนวงกลมเหล็ก

“ทุกคนจับตาดูให้ดีนะ” ธีคูท์ทำอะไรสักอย่างกับคันโยกและปุ่มต่างๆ เครื่องยนต์เริ่มมีเสียงหึ่มๆ และแสงสีฟ้าก็สว่างขึ้นจากบรรดาแท่งแก้วที่เรียงราย ทุกคนต่างเงียบ และมองข้าที่กำลังยืนอยู่บนแผ่นวงกลมเหล็ก ข้าสบตากับเออฮาแตง บางอย่างในตัวข้าทำให้ข้ากล่าวคำอำลากับเขา เขาโบกมือและยิ้มให้ข้า ธีคูท์กดปุ่มเพิ่มอีกหลายปุ่ม เสียงเครื่องยนต์ดังขึ้นเรื่อยๆ จากนั้นเขาก็เอื้อมไปยังคันโยกอีกอัน ทุกคนในห้องต่างตึงเครียด ข้าเองก็เช่นกัน

แล้วแขนของธีคูท์ก็ขยับพร้อมกับคันโยกมากมาย

“มีเสียงเสียงฟ้าผ่าเกิดขึ้นรอบตัวข้า ข้าหลับตาลง รู้สึกว่าร่างกายถูกหมุนดูดลงไปเช่นเดียวกับครั้งแรก พอทุกอย่างหยุดนิ่ง และเสียงฟ้าผ่าจบลง ข้าก็ลืมตา ข้าอยู่บนพื้นทุ่งที่คุ้นเคยอีกครั้ง แต่ตอนนี้มืดแล้ว วันนี้ทั้งวัน ข้าได้ใช้เวลาอยู่ในอนาคตอีกห้าร้อยปีข้างหน้า!

“มีผู้คนมากมายบริเวณนั้น พวกเขาหวาดกลัว บ้างก็กรีดร้อง บ้างก็วิ่งหนี เมื่อข้าปรากฏกายพร้อมเสียงฟ้าผ่า ข้าวิ่งไปหาผู้ที่ยังอยู่ตรงนั้น หัวข้าเต็มไปด้วยเรื่องราวที่ข้าได้พบเจอ ข้าอยากเล่าให้พวกเขาฟัง ข้าอยากบอกให้พวกเขารู้ว่าในอนาคตข้างหน้าจะมีอะไรเกิดขึ้นบ้าง

“แต่พวกเขาไม่ฟังข้าเลย ก่อนที่ข้าจะพูดออกไป มีคนตะโกนขึ้นมาว่าข้าเป็นหมอผี กล่าวหาว่าข้าดูหมิ่นศาสนา พวกเขาจับตัวข้าและนำข้ามาสอบสวนที่นี่ กับท่านนี่แหละขอรับ ข้าต้องพูดทุกอย่างออกมา ข้ารู้ดีว่าการทำเช่นนี้ทำให้ข้าต้องถูกประหาร มีเพียงพ่อมดหมอผีเท่านั้นที่พูดอะไรแบบนี้ แต่ถึงกระนั้น ข้าก็ดีใจที่ข้าได้เล่าเรื่องนี้ให้ใครสักคนฟัง ข้าดีใจที่ข้าได้เล่า ข้าดีใจที่ข้าได้เห็น ข้าดีใจที่สิ่งที่ข้าเห็นนั้น สักวันในอนาคต มันอาจจะเป็น…”

*       *       *      

หนึ่งอาทิตย์ต่อมาหลังจากอองรี โลธิแอร์ถูกประหารโดยการเผาทั้งเป็น ชอง เดอ มาเซแลท์ละสายตาจากกระดาษหนังแกะที่เต็มไปด้วยคดีความข้อกล่าวหายาวเหยียด และมองผ่านหน้าต่างไปยังกลุ่มควันหนาคลุ้งไกลออกไป

“น่าแปลกนะ เจ้านั่น” เขารำพึง “เป็นหมอผีแน่นอน แต่กลับพูดเรื่องราวที่ข้าไม่เคยได้ยินมาก่อน หรือว่า…” เขาพึมพำ “…ที่เจ้านั่นพูดจะเป็นเรื่องจริง ในอนาคตข้างหน้า ใครจะรู้ว่ามนุษย์จะเป็นอย่างไร”

ความเงียบสงัดปกคลุมในห้องนั้นขณะที่เขากำลังครุ่นคิด
แต่แล้วเขาก็สลัดตัวเขาออกจากความสงสัยราวกับสลัดเรื่องไร้สาระนี้ออกไป “พอแล้วสำหรับความคิดบ้าๆ คนเขาจะหาว่าข้าเป็นหมอผี
ถ้าหากข้ายอมรับเรื่องเห็นอนาคตอะไรนี่”

แล้วเขาก็จับปากกา อ่านกระดาษหนังแกะ หันกลับไปคร่ำเคร่งกับงานของเขาตามเดิม

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s