The Ugly Unicorn ม้ามังกรขี้เหร่


ลุงของเด็กสาวผู้นี้คือแม่ทัพใหญ่ชื่อกระเดื่องใต้บัญชาของ
หลิงไต้อ๋อง ตระกูลที่มีฐานะสูงส่งเช่นนี้ต่างมีชีวิตที่เศร้าโศกและแฝงด้วยความรุนแรง

ในวันที่กวาเว่ยถือกำเนิดขึ้นมานั้น ได้มีการตกลงหมั้นหมายให้นางต้องแต่งงานกับฮาหลิงเม ผู้เป็นหลานปู่ของหลิงไต้อ๋อง คราวที่เด็กสาวอายุได้สองขวบปี นางพลันป่วยหนักและสูญเสียการมองเห็นไป นางจำแทบไม่ได้แล้วว่าการมองเห็นนั้นมันเป็นยังไง

มันเป็นเรื่องยากลำบากอย่างยิ่งที่จะล้มเลิกการหมั้นหมายระหว่างสองตระกูลใหญ่เช่นนี้   เวลาผ่านไปหลายปี หลิงไต้อ๋องได้แต่หวังให้กวาเว่ยตายๆ ไปเสียให้พ้นๆ เพื่อที่หลานปู่คนโปรดของตนจะไม่จำเป็นต้องแบกรับภาระเลี้ยงดูภรรยาตาบอด เพราะถ้าเกิดยกเลิกการหมั้นหมายที่ทำเอาไว้แล้วละก็ อาจก่อให้เกิดสงครามระหว่างหลิงไต้อ๋องและแม่ทัพใหญ่ของท่านเองขึ้นมาได้

ทางด้านหลูเว่ยเอง ก็ทราบว่ามันเป็นสถานการณ์อันเจ็บปวด ตลอดหลายปีที่ผ่านมาท่านได้เพียรหาหมอชื่อดังจากทั่วประเทศจีนมารักษาหลานสาว

“ดวงตานางงดงามเพียงนี้” ท่านกล่าว “เหตุไฉนท่านถึงไม่สามารถรักษาให้สายตานางกลับคืนมาได้?”

บรรดาหมอที่ตามมาไม่สามารถทำอะไรได้ทั้งสิ้น

เมื่อหลานสาวของท่านมีอายุได้ถึงวัยออกเรือน ท่านลุง
หลูเว่ยเข้าตาจน จำเป็นต้องไปขอความช่วยเหลือจากแม่มดแห่ง
ภูผาซู

นางแม่มดเป็นหญิงชราร่างเล็กผอมบางเนื้อตัวเหี่ยวย่น นางตัวเล็กมากเสียจนดูไปไม่ต่างกับนางไม้ชราสักตนหนึ่ง นางไม่มีฟันสักซี่และจมูกของนางก็เล็กเสียจนแทบจะมองไม่เห็น นางจ้องใบหน้าและพิจารณาดวงตาของกวาเว่ยก่อนจะกล่าว “อาการของนางสามารถรักษาให้หายได้”

หลูเว่ยยินดียิ่งนัก “จะรักษานางให้หายได้อย่างไร?” ท่านถาม

“ต้องใช้แค่เปลือกส้มกับเมล็ดพลัม นำมาบดผสมกับเขาของตัวหลิวมู่”

ความยินดีของท่านลุงหลูระเหยหายไปอย่างฉับพลัน “ข้ามีส้มและพลัมอยู่เต็มสวน อีกไม่นานก็จะออกผล แต่ทว่าเขาของตัวหลิวมู่นี่ มีใครบ้างเคยเห็นมันตัวเป็นๆ?”

นางแม่มดชราหันไปกล่าวกับกวาเว่ย “โกวเนี้ยน้อยเอ๋ย เจ้าอยากจะกลับมามองเห็นได้ด้วยสองตาของเจ้าอีกหรือไม่?”

“ข้าจำไม่ได้แล้วด้วยซ้ำว่าการมองเห็นมันเป็นยังไง” นางกล่าว “ถึงกระนั้นโลกนี้ก็ดีกับข้ายิ่งนัก” จากนั้นนางกล่าวเสริมด้วยน้ำเสียงโหยหา “แต่ข้าอยากเห็นหน้าโพเพื่อนของข้า ม้ามังกรที่สวยงามที่สุดในเมืองจีน”

“เจ้ามีโพเป็นเพื่อนอย่างนั้นรึ?”

“ใช่ค่ะ”

“เอาเถอะ เจ้าไปได้แล้ว ข้าต้องคุยกับท่านลุงของเจ้าเป็นการส่วนตัวสักหน่อย”

เมื่อสาวน้อยตาบอดออกไปจากห้องโถง แม่มดชราหันไปกล่าวกับหลูเว่ย: “บนเสื้อผ้าของนางมีเส้นขนสีเงินติดอยู่   เส้นขนเหล่านั้นมาจากตัวหลิวมู่ เจ้าหลิวมู่ตัวนี้คงจะแสดงตัวว่าเป็นม้ามังกรโพ ด้วยที่อับอายในความอัปลักษณ์ของตน”

จากย่ามใส่ยาที่นางสะพายอยู่ แม่มดชราล้วงก้อนน้ำตาลออกมาสองก้อน นางกล่าว “นี่คือยาพิษสำหรับหลิวมู่ หลิวมู่เป็นสัตว์ที่ชาญฉลาดและจะไม่ยอมรับอาหารที่ป้อนจากมือคนแปลกหน้าเด็ดขาด กวาเว่ยจะต้องเป็นผู้ป้อนยาพิษให้หลิวมู่ จากนั้นท่านก็สามารถขุดเอาเขาจากหว่างคิ้วมันออกมา แล้วป่นผสมกับเปลือกส้มและเม็ดพลัม ยามที่กวาเว่ยได้รับประทานขนมโก๋[2]ที่ทำขึ้นจากส่วนผสมนี้เข้าไปแล้ว ดวงตาของนางจะได้รับการรักษาให้หายดี”

เมื่อนางแม่มดเฒ่ากลับไปยังที่พักบนภูเขาของนางแล้ว ท่านลุงหลูนั่งลงบนเก้าอี้พนักสูงของท่าน ทอดถอนหายใจอย่างอัดอั้น กล่าวกับตัวเอง “ข้าต้องปล่อยให้กวาเว่ยเชื่อว่าหลินมู่คือโพ ข้าจะต้องลวงนางให้เชื่อว่าก้อนยาพิษนี่คือก้อนน้ำตาลสำหรับโพ สัตว์เลี้ยงของนาง พอเจ้าหลิวมู่ตายไปแล้ว ข้าจะต้องเอาเขามันมาทำขนมโก๋ แต่กวาเว่ยจะต้องไม่รู้ว่ามันตายยังไง มิเช่นนั้นแล้วนางคงต้องทุกข์ใจยิ่งนัก มันเป็นเรื่องน่าเศร้า แต่ถ้าข้าไม่ลงมือ คงไม่แคล้วต้องเกิดสงครามกับหลิงไต้อ๋องขึ้นเป็นแน่แท้”

ท่านลุงหลูนั้นไม่ใช่คนสันดานชั่วร้าย ถึงอย่างนั้น ท่านก็ต้องวางแผนลงมือทำเรื่องเลวทราม กวาเว่ยจะกลับมามองเห็นได้อีกครั้ง นางจะสามารถแต่งงานกับคู่หมั้นหมายของนางได้ เช่นนั้นก็จะไม่มีใครเสื่อมเสียเกียรติ และเช่นนั้นจะไม่เกิดสงครามขึ้น ชีวิตของหลิวมู่ —ซึ่งเป็นแค่สัตว์หน้าตาอัปลักษณ์ตัวหนึ่ง— จะมีค่ามากขนาดไหนเชียว เมื่อเทียบกับผลลัพธ์อันประเสริฐเหล่านี้?  ถึงกระนั้น ท่านลุงหลูก็ยังรู้สึกแย่มากๆ อยู่ดี

*  *  *

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s