The Ugly Unicorn ม้ามังกรขี้เหร่

บ่ายวันรุ่งขึ้น กวาเว่ยขึ้นขี่หลังเจ้าหลิวมู่ออกไปเที่ยวยังแดนสวรรค์อีกครั้ง “ข้าได้กลิ่นดอกไม้ที่ข้าไม่เคยพบเจอมาก่อนเลยในสวนของท่านลุงของข้า” นางกล่าวอย่างตื่นเต้น “มันมีหน้าตาเป็นอย่างไร บอกข้าทีเถิดท่านโพผู้งดงามและแข็งแกร่ง?”

“หน้าตามันคล้ายกับต้นพลับ แต่ดอกของมันเป็นดอกกลมกลวงที่มีแก่นกลางเรืองแสงได้”

“โอ! และข้าก็ได้กลิ่นอะไรสักอย่างที่คล้ายกับกลิ่นต้นทิวลิป
แต่กลิ่นมันต่างออกไป!”

“ต้นไม้ที่เจ้าว่ามีใบสีม่วงผสมแดง แต่ออกดอกเป็นสีเขียวมรกต”

“จริงรึ?” กวาเว่ยถาม “แดนสวรรค์ช่างเป็นสถานที่อันงดงามสมกันยิ่งนักกับม้ามังกรแสนสวยเช่นท่าน”

เจ้าหลิวมู่รู้สึกผิดอย่างยิ่งที่ไม่ได้เปิดปากยอมรับไปว่ามันไม่ใช่ม้ามังกรโพ เพื่อที่จะแก้ตัวกับคำโป้ปดของตนเอง มันกล่าวกับสตรีที่นั่งอยู่บนหลังของมัน “ข้าอยากจะพาเจ้าไปเที่ยวที่หุบเขาม้ามังกร”

“มันมีหุบเขาเช่นที่ท่านว่าอยู่ด้วยรึ?” กวาเว่ยถามด้วยน้ำเสียงกระตือรือร้น

“หุบเขาม้ามังกรนั้นเป็นสถานที่อันงดงามอย่างน่าสะพรึงยิ่ง มันงดงามมากเสียจนมนุษย์ธรรมดาจะตาบอดไปเลยเมื่อได้ทอดตามองหุบเขา แต่เพราะว่าเจ้าตาบอดอยู่แล้ว ที่นั่นจึงเป็นสถานที่อันปลอดภัยอย่างที่สุด ต่อให้เจ้ามองไม่เห็น เจ้าก็สามารถสัมผัสถึงความสวยงาม สูดดมกลิ่นความรื่นจมูก และได้ยินเสียงอันรื่นหูของหุบเขาม้ามังกรได้”

ดังนั้นเจ้าหลิวมู่จึงพาสตรีบนหลังมุ่งหน้าไปยังตะเกียงหินสองอัน ตะเกียงหินคู่นั้นเริ่มขยายตัวใหญ่ขึ้นจนกลายเป็นวัดขนาดใหญ่หลังหนึ่ง แล้วกวาเว่ยและเจ้าม้ามังกรขี้เหร่ก็เดินทางผ่านทางเข้านั้นไปสู่หุบเขาม้ามังกร   ม้ามังกรตัวแรกที่พวกเขาได้พบคือเซี่ยจื้อ หน้าตาดุร้าย เซี่ยจื้อตัวนั้นกำลังนอนฮัมลำนำบทสวดโบราณบทหนึ่งด้วยเสียงทุ้มต่ำ   ถ้าเกิดว่านกจะตัวใหญ่เท่ากับมังกรแล้วละก็ เสียงที่มันร้องก็คงจะฟังเหมือนเสียงฮัมเพลงของเจ้าเซี่ยจื้อนี่แหละ

“ตัวอะไรกันที่ส่งเสียงทุ้มต่ำเช่นนั้น?” กวาเว่ยถาม เกาะแผงคอของเจ้าหลิวมู่เอาไว้แน่น

“นั่นเพื่อนข้าเอง เซี่ยจื้อ เจ้าลองทักทายมันสิ”

“คารวะท่านเซี่ยจื้อ ข้ามาเยี่ยมเยียนหุบเขาแห่งม้ามังกรแห่งนี้ โดยขี่อยู่บนหลังท่านโพผู้งดงามและแข็งแกร่งค่ะ”

เซี่ยจื้อเป็นม้ามังกรที่มีขนาดตัวใหญ่เป็นสองเท่าของช้างสักตัว เขาของมันงอกขึ้นมาตรงกลางระหว่างตาบนหัวโตปานมังกรของมัน เซี่ยจื้อมีหางที่เหมือนกับไม้กวาดร้อยด้ามมัดเข้าด้วยกัน และแผงคอที่ดูราวกับขนคอของสิงโต   เมื่อสัตว์มหัศจรรย์ตัวนั้นได้ยินกวาเว่ยพูดว่านางกำลังขี่หลังโพอยู่ เซี่ยจื้อเปิดปากหัวเราะขึ้นด้วยเสียงทุ้มๆ ของมันก่อนที่จะกล่าว “เจ้ากำลังขี่หลังโพอยู่อย่างนั้นรึ? ฮา ฮา ฮา! โกวเนี้ยน้อย เจ้ากล่าวได้ขบขันยิ่งนัก!”

“เออ ข้านี่แหละม้ามังกรโพ” หลิวมู่ตอบรับเสียงเข้มทำเอาเซี่ยจื้อหยุดหัวเราะทันควัน

“ท่านมีเสียงที่ร้องเพลงได้ไพเราะยิ่งนัก” กวาเว่ยเอ่ย “วิงวอนท่านช่วยขับบทสวดให้สักบทแก่ท่านลุงของข้าได้มั้ยคะ ท่านลุงดูเหมือนจะไม่ค่อยมีความสุขเท่าใดนักมาหลายวันแล้ว?”

“ข้าจะขับบทสวดให้ท่านลุงของเจ้า” เซี่ยจื้อกล่าว จากนั้นกวาเว่ยและเจ้าม้ามังกรขี้เหร่ก็เดินทางกันต่อไปในหุบเขาม้ามังกร   สัตว์ตัวต่อไปที่พวกเขาไปเจอคือ ม้าเสือมังกร “เคียวโทน” เคียวโทนมีลายเป็นทางและขาสามคู่   เขาของมันงอกขึ้นมาเป็นแท่งสีสันสดใสราวอมยิ้มรสชะเอมผสมส้ม เคียวโทนนอนเหยียดตัวครางเบาๆ ราวกับแมวตัวใหญ่

“ช่างเป็นเสียงที่น่ารักอะไรเช่นนี้” กวาเว่ยเอ่ย “นั่นมันเสียง
ม้ามังกรประเภทไหนกันรึ?”

“มันคือม้าเสือมังกรเคียวโทน” หลิวมู่กล่าวตอบ “หากทว่าเจ้าเอื้อมมือไปทางด้านข้าง เจ้าจะสามารถเกาหลังหูให้มันได้นะ”

กวาเว่ยเอื้อมมือออกไปเกาหูให้เคียวโทน เจ้าแมวยักษ์ส่งเสียงร้องครางดังกว่าเดิม “มือนุ่มอะไรอย่างนี้!” เจ้าเคียวโทนกล่าว “เกาทางซ้ายเยอะๆ หน่อยสิ”

“คารวะท่านเคียวโทนค่ะ” กวาเว่ยกล่าว ระหว่างนั้นก็ยังเกาหูอีกฝ่ายง่วน “เพราะว่าข้าตาบอด ความงดงามของหุบเขาแห่งนี้จึงไม่อาจทำอันตรายข้าได้ ต่อให้ตามองไม่เห็น ข้าก็บอกได้ว่าที่นี่คือสถานที่อันยอดเยี่ยมเพียงใด และท่านม้าเสือมังกรก็เกือบจะน่ารักเท่ากับท่านโพที่ข้ากำลังขี่อยู่เลย”

เจ้าเคียวโทนหัวเราะ “อ้อ เจ้าขี่หลังโพอยู่ง้านเรอะ? แหม่ ขอบใจที่เกาหูให้ข้านะแม่นาง”

ม้ามังกรตัวถัดไปที่พวกเขาได้พบคือปี่เซียะ ม้าแพะมังกรตัวน้อยซึ่งมีขนยาวสีขาว ดวงตาสีแดง และริมฝีปากสีชมพู ปี่เซียะมีเสียงร้องเหมือนแพะ กวาเว่ยก็สามารถเดาออกได้ในทันที “นั่นคือปี่เซียะสินะ! โอ ม้าแพะมังกรตัวน้อยที่น่ารัก ข้าขอคารวะท่านจากบนหลังของท่านโพ ม้ามังกรที่สวยงามที่สุดของเมืองจีน!”

“ตลกแท้แม่นาง” ปี่เซียะกล่าวด้วยน้ำเสียงเสนาะราวทำนองดนตรี “เป็นเรื่องขำขันอย่างยิ่ง นี่คือท่านโพผู้สุดงดงามหรือมิใช่?”

“ใช่แล้ว ข้าเองแหละ” หลิวมู่กล่าว “อย่าทำเป็นไม่รู้จักกันไปหน่อยเลย”

“ข้ารู้จักท่านเป็นอย่างดี โอ ท่านโพผู้งดงามที่สุดในหมู่ม้ามังกรทั้งผอง ทว่าพ่อม้ามังกรขี้เหร่ที่ยืนอยู่กลางดงดอกโบตั๋นตรงโน้นคงรู้จักเจ้าดีกว่าใคร”

กลางดงดอกโบตั๋นนั้นมีม้ามังกรโพตัวจริงยืนอยู่ ม้ามังกรรูปลักษณ์สง่างามที่มีพละกำลังมากพอจะจับสิงโตฉีกกินได้ หลิวมู่เกิดเข่าอ่อนขึ้นทันทีเมื่อได้เห็น

“เป็นอะไรไปรึ?” กวาเว่ยถาม รู้สึกถึงอาการตัวสั่นของเพื่อนของนาง

เจ้าโพกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงทรงอำนาจเยี่ยงสัตว์วิเศษแห่งเทวตำนานตัวจริง “เจ้าโพตัวที่เจ้ากำลังขี่อยู่นั้นเกิดกลัวขึ้นมา เพราะว่าข้าคือคูเถียว ม้าเสือดาวมังกร ตามปกติแล้วข้าเป็นสัตว์ที่อันตรายอย่างยิ่ง แต่ภายในหุบเขาม้ามังกรแห่งนี้ ข้าไร้พิษภัยใดๆ ทั้งสิ้น อย่าได้เป็นกังวลเกี่ยวกับตัวข้าไปเลย ท่านม้ามังกรโพผู้แข็งแกร่งและงดงาม จ้าวแห่งหุบเขาม้ามังกร แต่ตอนที่ท่านกลับไป ขอให้ท่านระวังอย่าวิ่งไปเจอหน้าตาอัปลักษณ์ของเจ้าหลิวมู่มันเข้าล่ะ ไม่อย่างนั้นเพื่อนตัวน้อยของเจ้าอาจจะไม่คิดว่าหุบเขาแห่งนี้เป็นสถานที่วิเศษสมชื่อก็ได้”

จากนั้นโพ —ซึ่งแกล้งทำเป็นม้าเสือดาวมังกร— ก็กระโดดข้ามดงดอกโบตั๋นลับหายไป

เจ้าหลิวมู่ —ละอายแก่ใจตัวเองอย่างที่สุด— จึงพากวาเว่ยกลับไปยังตะเกียงยักษ์ที่มีขนาดเท่าวัด ตะเกียงหินทั้งสองอันหดตัวเล็กลงจนกลายเป็นตะเกียงประดับสวนธรรมดาสามัญอีกครั้ง
กวาเว่ยฟังจากเสียงและดมจากกลิ่นก็รู้ว่านางกลับมายังสวนของท่านลุงแล้ว

“ข้าดีใจจริงๆ ที่ท่านอุตส่าห์พาข้าไปเที่ยวที่นั่น” กวาเว่ย
กล่าวขณะที่นางปีนลงจากหลังของเจ้าม้ามังกรขี้เหร่ “เรื่องที่ให้ได้ประหลาดใจที่สุดวันนี้ก็คือคูเถียวนี่แหละ ข้าไม่คิดเลยว่าม้าเสือดาวมังกรจะมีเสียงเพราะพริ้งราวกับเทวดาแบบนั้น แทนที่จะเป็นเสียงแหบห้าวของเสือดาว”

“กวาเว่ย” หลิวมู่ถามกลับ “ถ้าเกิดว่าข้าไม่ใช่ม้ามังกรที่งดงามที่สุดในเมืองจีน แต่เป็นเพียงเจ้าอัปลักษณ์หลิวมู่ที่หน้าตาไม่ต่างอะไรกับไอ้ลาโง่ตัวหนึ่งละ”

“ฮา ฮา!” กวาเว่ยหัวเราะ “มันเป็นแบบนั้นไปไม่ได้หรอก แล้วจะไปคิดถึงมันทำไมกันล่ะ? ท่านช่างแสนสุภาพและเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดที่ใครสักคนจะมีได้ ท่านจะเป็นกระไรได้อีกนอกจากท่านโพผู้สุดแสนจะแข็งแกร่งและงดงาม? อย่างไรก็เถอะ ท่านงดงามที่สุดแล้วสำหรับข้า”

จากนั้นด้วยนึกอะไรขึ้นมาได้ กวาเว่ยเปิดกระเป๋าใบน้อยที่ห้อยอยู่กับเข็มขัดของนางออกมา แล้วก็ล้วงก้อนน้ำตาลออกมาสองก้อน นางกล่าว “ท่านลุงหลูให้ขนมหวานพวกนี้แก่ข้าและบอกว่านี่จะเป็นของฝากอย่างดีสำหรับท่านโพเพื่อนของข้า เอ้านี่ ก้อนนี้เป็นรางวัลแด่ท่านสำหรับการพาข้าไปเที่ยวหุบเขาม้ามังกร”

“ขอบใจ ข้าขอน้อมรับ” เจ้าหลิวมู่กล่าวก่อนเคี้ยวกินก้อนน้ำตาลลงไป

กวาเว่ยหัวเราะเสียงใสก่อนจะกล่าว “ส่วนข้าเป็นเด็กเห็นแก่ตัว เพราะฉะนั้นข้าจะกินอีกก้อนเสียเอง” นางวางก้อนน้ำตาลใส่ในปาก มันอร่อยก็จริง แต่ทำให้หัวนางเกิดหมุนขึ้นมาน้อยๆ   เธอกล่าวคำอำลากับเจ้าม้ามังกรขี้เหร่ ก่อนจะเริ่มเดินจากไปตามทางเดินในสวนที่คุ้นเคย

*  *  *

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s