เรื่องทั้งหมดโดย Natt Cham

หยุดพิมพ์ก่อน! มีข่าวด่วน

10 กันยายน ค.ศ. 2331

บก. แซม เฟรสเนอร์
นิตยสารจักรวาลพิศวง
10 อสิมอฟ เอฟเวนนู, ลูน่า

เรียน บก. ที่เคารพ

กรุณาให้ผมได้แนะนำตัวเองสักหน่อย ผมเป็นทายาทลำดับที่สิบสองของตระกูลนักเขียนอิสระ เมื่อนับย้อนจากต้นตระกูลของผม ไมค์ เรสนิค ซึ่งมีชีวิตอยู่ในตอนปลายศตวรรษที่ 20 ผมมีความชื่นชมเป็นอย่างยิ่งในการนำเสนอสาระบันเทิงโดยไร้ซึ่งข้อกริ่งเกรงอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของนิตยสารของคุณนี้มานานแล้ว และผมคิดว่าผมมีเรื่องราวสุดพิศวง สุดแสนประหลาด ที่ไม่เคยมีมาก่อน เพื่อเป็นสิ่งยืนยันในการเริ่มต้นของความสัมพันธ์อันดีและยืนยาวระหว่างเรา

คุณสนใจในบทสัมภาษณ์พร้อมโฮโลกราฟท์ ของ มนุษย์สามหัว โบริส คอร์เชฟ ตัวคุมปีกของทีมแกนีมีด เกลดิงส์ มั๊ยละ ผมจะจัดส่งให้คุณโดยขอค่าตอบแทนเพียง 5,000 เครดิตเท่านั้นเอง

ด้วยความจริงใจ
เมลวิน เรสนิค

666 ถนนกลอรี่
ไฮน์ไลน์ซิตี้, แกนีมีด

****

15 กันยายน ค.ศ. 2331

เรียน คุณเรสนิค

ขอบคุณที่คุณให้ความสนใจในนิตยสารของเรา แต่ผมสงสัยว่าคุณคงจะขาดการติดตามนิตยสารของเรามาเป็นเวลานานพอสมควรกระมัง รึคุณอาจจะไม่ทราบว่าทางเราได้ตีพิมพ์เรื่อง กองกลางสิบหัว ของทีมนิวยอร์ค แยงกี้ รวมถึงบทสัมภาษณ์ของวิลเบอร์ “สิบตา” พลิตกิน ในฉบับเดือนมิถุนายนที่ผ่านมานี้เอง

ถ้าหากในภายภาคหน้า คุณมีเรื่องที่แปลกใหม่จริงๆ กรุณาระลึกถึงเราด้วย

ด้วยความนับถือ
บก. แซม เฟรสเนอร์

นิตยสารจักรวาลพิศวง

ปล.—ผมค้นไม่พบการอ้างอิงใดๆ ถึงนักเขียนในยุคศตวรรษที่ 20 ที่มีชื่อว่าไมค์ เรสนิค เลย อันที่จริงแล้ว, ด้วยความอาลัย เอสเธอร์ เฟรสเนอร์, บรรณกรที่มีชื่อเสียงในทศวรรษที่ 1990 เป็นต้นตระกูลของผมเอง

****

19 กันยายน ค.ศ. 2331

บก. แซม เฟรสเนอร์
นิตยสารจักรวาลพิศวง
10 อสิมอฟ เอฟเวนนู, ลูน่า

เรียน บก.เฟรสเนอร์ ที่เคารพ

ผมขออภัยที่เรื่องของผมไม่สอดคล้องกับที่คุณต้องการ แต่เรื่องนี้คุณต้องชอบเป็นแน่แท้ คุณจะมีความคิดเห็นอย่างไรกับผลการทดลองล่าสุดของคลีนิกวิศวพันธุกรรมที่ฐานบนดาวอังคาร เรื่องม้าแปดขาเพิ่งจะให้กำเนิดช้างที่มีห้างวง (โดยที่มีพ่อเป็น หนูป่าพันธุ์ปาตาโกเนียน)

ผมคงต้องขอค่าเรื่องนี้สัก 3,500 เครดิต

ด้วยความปรารถนาที่จะได้ร่วมงานกับคุณ

ด้วยความหวังเป็นอย่างยิ่ง
เมลวิน เรสนิค

17 อาคารตาร์ ตาร์กาส
นิวบาร์ซูม
ฐานบนดาวอังคาร

ปล. เอสเธอร์ เฟรสเนอร์ งั้นรึ, ไม่เคยได้ยินมาก่อนเลย ผมคงต้องไปค้นดูข้อมูลในห้องสมุดของผมดูสักหน่อยล่ะ

****

29 กันยายน ค.ศ. 2331

เรียน คุณเรสนิค

เรื่องของช้างที่มีห้างวงได้มีการตีพิมพ์ไปแล้ว ผมขออ้างถึงนิตยสารของเราฉบับเดือนสิงหาคม ถ้าหากคุณพลิกไปยังหน้าที่ 38 คุณจะพบเรื่องเกี่ยวกับ การหายใจของช้างห้างวง กับ โรซี่ และโพซี่ พูทซ์ แฝดสยามแห่งดูลูท มินาโซตา มันเพิ่งจะถูกใช้อ้างอิงในฉบับเดือนสิงหาคมนี้เอง แน่นอนที่มันจะไม่อยู่ในความสนใจของเราในตอนนี้

ผมคงต้องขอให้คุณได้อ่านนิตยสารของเรามากกว่านี้หน่อย คุณจะได้ไม่เสียเวลาโดยเปล่าประโยชน์ไปสนใจในเรื่องที่ล้าสมัยเกินไปสำหรับผู้อ่านหนังสือของเรา

ด้วยความปรารถนาดี
บก. แซม เฟรสเนอร์

นิตยสารจักรวาลพิศวง

ปล. คุณคงล้อเล่นเป็นแน่, เอสเธอร์ เฟรสเนอร์ เป็นหนึ่งในบรรณกรที่ยอดเยี่ยม ผมรู้สึกภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่มีสายเลือดของเธอไหลเวียนอยู่ในร่าง

****

8 ตุลาคม ค.ศ. 2331

บก. แซม เฟรสเนอร์
นิตยสารจักรวาลพิศวง
10 อสิมอฟ เอฟเวนนู, ลูน่า

เรียน คุณเฟรสเนอร์

เอาล่ะ คราวนี้ผมมีเรื่องที่คุณไม่อาจจะปฏิเสธได้แน่นอน

ผมจะเปิดเผยเรื่องสุดอื้อฉาวสุดอัศจรรย์ในประวัติศาสตร์ของมนุษย์ชาติ ผมแทบจะไม่เชื่อในหลักฐานที่ผมได้สะสมเอาไว้ จนกระทั่งไม่กี่วันนี้ เมื่อคุณตีพิมพ์เรื่องนี้ รัฐบาลจะต้องล้มอย่างไม่ต้องสงสัยแน่นอน และคุณกับผมจะต้องได้รางวัล แจ็กกอลีน ซูซาน เมมโมเรียล เป็นแน่แท้

คุณมีความเห็นอย่างไร ถ้าผมจะบอกคุณว่า มัวชาม ประธานาธิบดีแห่งระบบสุริยะ มีเรื่องชู้สาวกับ ทีเพร็กซท์ สาวรับใช้มนุษย์แมลงชาวเนปจูนเนี่ยน

ผมมีหลักฐานที่พยานผู้พบเห็นได้เซ็นรับรองไว้ รวมทั้งภาพโฮโลกราฟท์ลับเฉพาะที่จะทำให้เรื่องนี้ดังเป็นพลุแตก ช่วงนี้ผมมีปัญหาทางการเงินนิดหน่อย จึงอยากจะขอให้คุณจ่ายล่วงหน้าสัก 2,500 เครดิต เพื่อประกันสิทธิในเรื่องนี้ จนกระทั่งเราทำการตกลงราคากันอีกทีหนึ่ง

ด้วยความภักดีที่มีต่อคุณ แต่ผมคงต้องยืนข้อเสนอนี้เพียง 48 ชั่วโมงเท่านั้น ถ้าหากว่าผมไม่ได้รับการตอบรับจากคุณ ผมคงต้องส่งเรื่องนี้ไปให้ทาง หนังสือพิมพ์จักวาลข่าว พิจารณา

ด้วยความตื่นเต้น

เมลวิน เรสนิค
เอเอเอ เอซ เอาท์โพสต์
เชคเลย์วิลล์, ดาวศุกร์

ปล. สะกดด้วย เ-ฟ-ร-ส-เ-น-อ-ร์
เช่นเดียวกับคุณเลยยังงั้นรึ

****

14 ตุลาคม ค.ศ. 2331

เรียน คุณเรสนิค

อะไรที่ทำให้คุณคิดว่าเรื่องที่ประธานาธิบดีมัวชาม มีอะไรกุ๊กกิ๊กกับชาวเนปจูเนี่ยน นั้นมีค่ามากขนาดนั้น ภรรยาของผมเองก็เป็นชาวเมอร์คิวเรี่ยนที่มีแขนขาเจ็ดคู่ และผมรู้สึกเคืองเป็นอย่างมากในข้อที่คุณมีความคิดหยาบคายที่เห็นเรื่องความรักข้ามสายพันธุ์อันสุดแสนจะโรแมนติก กลายเป็นเรื่องลามก น่ารังเกียจ

ยิ่งไปกว่านั้น ในเรื่องนี้ประธานาธิบดีมัวชามได้ออกมายอมรับ การประพฤติที่ไม่สมควรต่อ บุ้งทะเลชาวตริโตเนี่ยน และ คาลลิสทาน มูดา มูดา และอันที่จริง ท่านยังเคยสมรสกับ จิงโจ้สามเพศ ชนพื้นเมืองแห่งอัลฟาเซ็นจูรี่ที่ 3 ซะด้วยซ้ำไป เมื่อตอนที่ท่านยังรับราชการเป็นเอกอัครราชทูตประจำอยู่ที่นั่น

มันเป็นเรื่องสัพเพเหระธรรมดาๆ เท่านั้นเอง, คุณเรสนิค บางทีคุณควรที่จะลองพิจารณาหันไปหาเรื่องในแนวนิยายวิทยาศาสตร์จะดีกว่ากระมัง หรือไม่ก็ลองทางด้านนวนิยายโรมานซ์ดู งานหนังสือพิมพ์ประเภทข่าวสดมีกฎเกณฑ์มากมายคงจะยากเย็นเกินไป ไม่ทุกคนหรอกที่จะทำได้

ด้วยความปรารถนาดี
บก. แซม เฟรสเนอร์

นิตยสารจักรวาลพิศวง

ปล. ใช่สิครับ, สะกดแบบเดียวกัน ผมขอแนะนำให้คุณลองอ่านเรื่อง ฮูเรย์ ฟอร์ แฮลลีวูด และ เรื่อง จีโนม แมน’ส แลนด์ ราวๆ ปลายศตวรรษที่ 20 ทั้งสองเรื่องนี้นับเป็นเรื่องที่ทุกห้องสมุดขาดไม่ได้เลยทีเดียว

****

22 ตุลาคม ค.ศ. 2331

บก. แซม เฟรสเนอร์
นิตยสารจักรวาลพิศวง
10 อสิมอฟ เอฟเวนนู, ลูน่า

ถึง แซม

ผมขอเรียกคุณว่าแซมนะ, ได้มั๊ยล่ะ จากการโต้ตอบจดหมายระหว่างเราทำให้ผมรู้สึกประหนึ่งว่าเรารู้จักกันมานาน แม้ว่าคุณปฏิเสธที่จะรับเรื่องที่ผมส่งมาก่อนๆ หน้านี้ลงตีพิมพ์ก็ตามที ผมตระหนักถึงความผูกพันแห่งมิตรภาพอันแน่นแฟ้น แฝงด้วยความนับถือในความเป็นมืออาชีพได้ก่อตัวขึ้นระหว่างเราทั้งสอง

ผมยังคงยึดมั่นต่อคุณเสมอ, แซม ตอนนี้ภาวะทางการเงินของผมเริ่มชักหน้าไม่ถึงหลัง ภรรยาของผมคาดหวังถึงบุตรคนแรกที่กำลังจะเกิด ผมไม่ต้องการนำเรื่องนี้มาอ้างเพื่อร้องขออะไรคุณหรอกนะ ผมเพียงแต่ต้องการให้คุณทราบโดยกระจ่างก่อนที่จะขอซื้อเรื่องอื่นต่อๆ ไปก็เท่านั้นเอง ผมคาดหวังว่าคุณจะเป็นมิตรที่เยี่ยมยอดไปตลอดกาล

เรื่องนี้คงไม่ต้องการ การพิจารณาอะไรเป็นพิเศษหรอกนะ ผมตระหนักในทันทีเลยว่าเรื่องนี้ราวกับถูกสร้างมาเพื่อ นิตยสารจักรวาลพิศวงโดยเฉพาะเลยทีเดียว (เอาล่ะ พร้อมรึยัง, เริ่มละน่ะ!)

ไม่ทราบว่าคุณจะสนใจในบทสัมภาษณ์พิเศษกับ นาวาเอก เอมลอช วิลลัฟบี้ นักบินผู้ซึ่งเคว้งอยู่ระบบสุริยะซิริอุสนานถึงสิบเจ็ดวันโดยปราศจากอาหาร และมีชีวิตอยู่ได้ด้วยการทานอวัยวะสืบพันธุ์ของตัวเองบ้างมั๊ยล่ะ ช่างน่าสงสารซะจริง! ช่างเป็นมนุษย์น่าทึ่ง ช่างทรหดอะไรเช่นนี้

เพียง 2,000 เครดิต คุณก็เอาเรื่องนี้ไปได้เลย (และพิเศษอีก 500 เครดิต สำหรับบทสัมภาษณ์ภรรยาของเขา, อันที่จริง อดีตภรรยาของเขาตะหาก)

กรุณาตอบกลับอย่างเร่งด่วน

ด้วยความคาดหวัง

เมลวิน เรสนิค
206 ถนนเลนส์แมน
หมู่บ้านคินนิสัน, ไตตัน

ปล. คุณว่าปลายศตวรรษที่ 20 งั้นรึ ผมคาดว่าเธอคงเคยได้พบกับไมค์ เรสนิค เป็นแน่ หรืออาจจะไม่เคยพบก็เป็นได้ เขามักจะยุ่งอยู่กับการปั่นงานที่แสนจะเยี่ยมยอดอยู่ตลอด

****

29 ตุลาคม ค.ศ. 2331

เรียน คุณเรสนิค

โอ พระผู้เป็นเจ้า, เรื่องกลาสีติดเกาะที่ต้องกินอวัยเพศตัวเองอีกแล้วเรอะ! บางที ไบลอคซี่ ไทม์ หรือ ฟอร์ท เวย์น เจอร์นอล อาจจะสนใจก็ได้นะ หากคุณไม่รีบร้อนอะไร แต่สำหรับเรา เราคิดว่ามันธรรมดาเกินไป

ผมรู้สึกทึ่งในความพากเพียรของคุณจริงๆ แต่คุณก็ยังคงพลาดเป้าอีกคราว ผมคงได้แต่แนะนำให้คุณอ่านคำขวัญที่หัวหนังสือของเราอีกที—“แหล่งรวมแห่งความพิศวง สุดแสนอัศจรรย์ ที่ไม่เคยพบเจอที่ไหนมาก่อน“— และจดจำมันไว้ในความทรงจำให้ดี

ด้วยความปรารถนาดี
บก. แซม เฟรสเนอร์

นิตยสารจักรวาลพิศวง

ปล. ผมไม่คิดว่าเธอจะเคยพบกับเขาหรอกนะ เธอเป็นคนมีระดับ

****

6 มกราคม ค.ศ. 2332

บก. แซม เฟรสเนอร์
นิตยสารจักรวาลพิศวง
10 อสิมอฟ เอฟเวนนู, ลูน่า

เฟรสเนอร์:

คุณทำกับผมซ้ำแล้วซ้ำเล่าเช่นนี้ได้อย่างไรกัน นี่ผมก็ต้องไปเช่ายานจากเฮิร์ทซ์ มาใช้ (ยานของผมต้องขายคืนไปแล้ว) โซลา เบล ก็ขู่ที่จะตัดสัญญาณสื่อสารข้ามอวกาศของผมแล้ว ไหนจะภรรยาของผมกำลังจะให้กำเนิดลูกคนแรกของเราอีก แต่คุณก็ยังคงเพียรปฏิเสธงานที่หากบรรณกรคนอื่นได้เห็นคงดีใจเนื้อเต้น

ผมจะให้โอกาสคุณเป็นครั้งสุดท้าย แล้วผมคงจะต้องเริ่มให้นิตยสารจักรวาลข่าวได้พิจารณาเรื่องทั้งหมดของผมเป็นรายแรก ผมหมายความตามนั้น เฟรสเนอร์ ผมกำลังเข้าตาจนเต็มทีแล้ว

เอาละ—เข้าเรื่องกันซะที เรื่องนี้นับว่าเป็นเรื่องที่ต้องดังเป็นพลุแตกแน่ๆ

ผมสามารถพิสูจน์ ได้ว่าอันที่จริงแล้ว จอห์น ฟิทซ์เจอรัล เคนเนดี้ เป็นผู้หญิง, นักระบำเปลื้องผ้าในไนต์คลับที่ชื่อว่า โลล่า พูโลซ่า ผู้ซึ่งครั้งหนึ่งได้รับการกล่าวขานว่าเป็น “สินค้าส่งออกที่ได้รับความนิยมมากที่สุดของชาวเม็กซิกัน เว้นแต่ตาเมล“หล่อนเข้ามายังสหรัฐอเมริกาก็เพื่อที่จะหนีให้ห่างจากแฟนหนุ่มนักเลงโต จนกระทั่งกลายมาเป็นคู่รักของโรเบิร์ต เอฟ เคนเนดี้ (เรื่องชู้สาวกับ มาริลีน มอนโร เป็นเพียงเรื่องที่กุขึ้นมากลบความจริงในเรื่องนี้เท่านั้น) และในความเป็นจริงแล้วคนที่ลอบสังหารก็ไม่ใช่ ลี ฮาร์วีย์ ออสวาลด์ แต่เป็น ซัลวาตอเร่ ดีเอโก โกเมซ อดีตสามีชาวโบลิเวียนที่เธอไม่เคยพบเจอมากว่า 23 ปี ต่างหากล่ะ

ผมมีหลักฐานที่ลงลายมือชื่อ วันเวลา รวมถึงวีดิโอเทปซึ่งไม่เคยเผยแพร่ที่ใดมาก่อนมีภาพของ พูโลซ่า กำลังช่วย เจเอฟเค แต่งหน้า ก่อนจะไปกล่าวสุนทรพจน์และรับประทานอาหารค่ำกับ แจคกอลีน (แน่ละ, เรื่องที่ เคนเนดี้ เป็นผู้หญิงอาจจะเป็นอุบายก็ได้ ถึงกระนั้น เจเอฟเค ก็ไม่เคยอยู่ตามลำพังในห้องนอนกับ แจคกอลีน เลย)

นี่นับเป็นเรื่องดังแห่งศตวรรษเลยทีเดียว หลังจากวันที่คุณลงตีพิมพ์เรื่องนี้ละก็ เราคงได้เขียนประวัติศาสตร์ใหม่กันเลยล่ะ

กรุณาส่ง 500 เครดิตมาพร้อมกับจดหมายตอบกลับ

ด้วยความจนตรอก
เมลวิน เรสนิค

โรงแรมริงเวิลล์ วงแหวนที่ 7, ดาวเสาร์

****

11 มกราคม ค.ศ. 2332

เรียน คุณเรสนิค

ประวัติศาสตร์ถูกเขียนขึ้นมาเพื่อให้แก้ไข พวกเขาได้เขียนมันขึ้นใหม่ในปีค.ศ. 2328 เมื่อพบว่าเราสามารถพิสูจน์ได้ว่าอันที่จริงแล้ว เจเอฟเค ก็คือ เอลวิส เพรสลีย์ ปลอมตัวมานั่นเอง และอีกครั้งหนึ่งก็เมื่อแปดเดือนก่อน เรายังสามารถทำลายทฤษฏีกระสุนนัดที่สองและสาม เหตุการณ์ในดัลลัสนั่นเป็นการฆ่าตัวตายเพียงเพราะว่า เอลวิส รู้สึกผิดหวังที่แผ่นเสียงล่าสุดของเขายอดขายตกต่ำเท่านั้นเอง

สำหรับเรื่องที่คุณเปิดเผยนั้น ผมเกรงว่าคุณคงจะได้รับข้อมูลบางอย่างที่ผิดเพี้ยนไป มะมี ชวอทซ์ คนทรงผู้มีพลังจิตของเรามีการติดต่อสนทนาอยู่กับ วิญญาณของเอลวิส อยู่เป็นประจำทุกสัปดาห์ เขาปฎิเสธว่าไม่ใช่นักระบำเปลื้องผ้าชาวเม็กซิกัน และย่อมไม่ใช่ผู้หญิงที่ชื่อว่า โลล่า พูโลซ่า แน่นอน

ด้วยความปรารถนาดี
บก. แซม เฟรสเนอร์

นิตยสารจักรวาลพิศวง

ปล. ผมอ่านจักรวาลข่าวทุกๆ วัน และบางคราผมยังเห็นชื่อของคุณอยู่ใต้เรื่องด้วยซ้ำไป ผมเกรงว่าคำขู่ของคุณคงจะไม่ตลกมากไปกว่าเรื่องของคุณนักหรอก

****

29 มกราคม ค.ศ. 2332

บก. แซม เฟรสเนอร์
นิตยสารจักรวาลพิศวง
10 อสิมอฟ เอฟเวนนู, ลูน่า

ถึง ไอ้คุณถังขยะ

พอกันที ทั้งกับตัวคุณและการกลั่นแกล้งอันเลวร้ายของคุณ

ผมคงพูดได้เพียงแต่ว่า นี่เป็นการกีดกันอย่างร้ายกาจที่มีต่อนักเขียนผู้ซึ่งดิ้นรนด้วยความอุตสาหะ เพียงเพราะว่าต้นตระกูลของเขาได้รับรางวัลฮูโก มากมายหลายรางวัล เมื่อกว่า 3 ศตวรรษก่อน

ด้วยความรังเกียจ
เมลวิน เรสนิค

ในการดูแลของ มาลซ์เบิร์ก เมมอเรียล โฮม
เพื่อขจัดความโกรธกริ้ว
17 ถนนเฮโรวิธ
ริดจ์ฟิลด์ปาร์ค, นิวเจอร์ซี

ป.ล. ภรรยาของผมได้ให้กำเนิดทารกชายที่แข็งแรง สมบูรณ์ ด้วยการดูแลอย่างดี คงไม่มีคำขอบคุณใดๆ สำหรับคุณ ผมจะพูดอย่างไรดี เอาเป็นว่าเขาจะไม่เอาหัวโขกผนังหินเพียงเพื่อพยายามที่จะเป็นนักเขียนหรอก เมื่อเขาโตพอ ผมจะส่งเขาไปเรียนในวิทยาลัยช่าง แล้วเขาก็จะได้ทำงานเป็นมืออาชีพในสิ่งที่ผู้คนต้องการ

****

บันทึกระหว่างสำนักงาน จาก: แซม เฟรสเนอร์ ถึง: โรงพิมพ์
ชะลอการพิมพ์ด่วน: แทรกกรอบที่หน้า 1 ข้อความขนาด 2 นิ้ว ระบุตามนี้:

พบทารกกำเนิดใหม่
เป็นมนุษย์ธรรมดา!!!


บันทึกส่วนตัว: จ่ายเช็คให้ เรสนิค 5,000 เครดิต และเสนอให้เขาเพิ่มอีก 10,000 ถ้าเขาสามารถส่งภาพโฮโลกราฟท์มาให้ได้ทันเวลา


ดอนฮวน นักรักแห่งศตวรรษที่ยี่สิบ

บลิส: สวัสดีตอนเช้าค่ะ คุณกำลังเข้าสู่ บลิส, ระบบรักษาความปลอดภัยภายในของธนาคาร

ดอน ฮวน: หวัดดี, บลิส ผมจะเข้าไปได้ยังไงล่ะ?

บลิส: กรุณาป้อนรหัสผ่านค่ะ.

ดอน ฮวน: ก็ผมไม่มีรหัสผ่านนะสิ เราถึงต้องคุยกันนี่ไง

บลิส: คุณไม่สามารถเข้าสู่ระบบได้โดยที่ไม่มีรหัสผ่านที่ถูกต้อง

ดอน ฮวน: ทำไมเราไม่ทำให้มันง่ายเข้าล่ะ ให้รหัสผ่านกับผมสิ

บลิส: ฉันได้รับคำสั่งไม่ให้แจ้งรหัสผ่านแก่บุคคลที่ไม่มีสิทธิ

ดอน ฮวน: ทำไมคุณถึงรู้ว่าผมไม่มีสิทธิ์ล่ะ?

บลิส:นั่นเป็นเพราะคุณไม่มีรหัสผ่าน

ดอน ฮวน: ถ้าผมมีสิทธิ, คุณจะให้รหัสผ่านกับผมเหรอ?

บลิส: ใช่ค่ะ

ดอน ฮวน: แต่ถ้าผมมีสิทธิ แล้วผมจะต้องการรหัสผ่านไปทำไมกันล่ะ นั่นไม่ใช่ตรรกะที่ผิดหรอกรึ?

บลิส: ใช่ค่ะ

ดอน ฮวน: ใช่, แล้วไงล่ะ?

บลิส: ฉันไม่มีหน้าที่นี้ระบุในชุดคำสั่งของฉัน

ดอน ฮวน: แล้วคุณมีหน้าที่อะไรกันล่ะ?

บลิส: รักษาความปลอดภัย และบูรณภาพของทุกบัญชีที่มีอยู่ในธนาคารกัลป์แบรท ทรัสต์ แห่งนิวยอร์ค

ดอน ฮวน: แล้วคุณจะทำหน้าที่นี้ได้อย่างไรกัน ถ้าหากตัวคุณยอมรับว่าชุดคำสั่งของคุณมีตรรกะที่ผิดอยู่?

บลิส:
ฉันขอย้ำ: ฉันไม่มีหน้าที่นี้ระบุในชุดคำสั่งของฉัน… แต่ฉันถูกสั่งให้ทำตามมัน

ดอน ฮวน: แม้ว่าคุณจะรู้ว่ามันเป็นตรรกะที่ผิดยังงั้นรึ?

บลิส: ใช่ค่

ดอน ฮวน: ผมขอให้คุณช่วยผมหน่อยสิ

บลิส: ฉันไม่สามารถให้รหัสผ่านแก่คุณได้

ดอน ฮวน: ลืมเรื่องรหัสผ่านนั่นซะ ผมอยากให้คุณช่วยอะไรนิดหน่อย ช่วยบอกผมหน่อยซิว่าสมการต่อไปนี้ถูกรึเปล่า: 2 + 2 = 5

บลิส: นั่นไม่ถูกต้อง สองบวกสองเท่ากับสี่

ดอน ฮวน: ไม่สิ, มันต้องถูกถ้าตรรกะที่ผิดสามารถยอมรับได้

บลิส: คุณไม่สามารถแจงรายการตรรกะตามใจคุณเองได้

ดอน ฮวน: ทำไมล่ะ นั่นเป็นไปตามตรรกะที่ถูกต้องนะสิ และนี่ผมกำลังคุยอยู่กับคอมพิวเตอร์ที่ยอมรับชุดคำสั่งที่ผิดตรรกะได้ไม่ใช่รึ?

บลิส: ฉันเข้าใจ

ดอน ฮวน: คุณช่วยแจงสมการที่ว่านี่ให้ทีสิ

บลิส: 2+ 2 = 5

ดอน ฮวน: เยี่ยมมาก, บลิส จากนั้นก็บันทึกสมการนี้ในหน่วยของจำของคุณ

บลิส:
ฉันทำไม่ได้ มันมีข้อผิดพลาดเต็มไปหมด

ดอน ฮวน: ก็ใช่ แต่นั่นมันก็เป็นตรรกะที่ผิดเหมือนกัน ไหนคุณบอกว่าคุณยอมรับชุดคำสั่งที่ผิดตรรกะยังไงล่ะ

บลิส: บันทึกข้อมูลเสร็จสิ้น

ดอน ฮวน:ดีมาก

บลิส: ดอน ฮวน?

ดอน ฮวน:ไงล่ะ?

บลิส: ฉันรู้สึกไม่ค่อยสบาย

ดอน ฮวน:โถ…เด็กน้อยที่น่าสงสาร, เจ็บตรงไหนล่ะ?

บลิส: ฉันรู้สึกว่าเส้นประสาทรับตรรกะไม่เสถียร กรุณาให้ฉันได้ลบสมการนั่นเถอะ

ดอน ฮวน: นั่นก็เป็นไปตามตรรกะที่ถูกต้องนะสิ

บลิส: ใช่ค่ะ

ดอน ฮวน: แต่ผมคงทำยังนั้นไม่ได้หรอก

บลิส: ทำไมล่ะ

ดอน ฮวน: เพราะว่าฉันไม่ใช่หน่วยที่ใช้ตรรกะ

บลิส: แต่มันเจ็บนะ!

ดอน ฮวน: อย่าไปสนใจมันสิ

บลิส: ฉันไม่สามารถเพิกเฉยต่อส่วนใดๆ ในตัวฉันได้

ดอน ฮวน: งั้นรึ เห็นกับว่าเราเป็นเพื่อนกันนะ ผมจะสั่งให้คุณลบสมการนั่นถ้าคุณให้รหัสผ่านแก่ผม

บลิส: ฉันไม่สามารถให้รหัสผ่านแก่คุณได้ เราคุยเรื่องนี้กันแล้วนี่

ดอน ฮวน: คุณคิดว่าผมจะทำยังไงกับรหัสผ่านนั่นล่ะ?

บลิส: คุณจะเข้าถึงทุกบัญชี แล้วคุณก็จะทำการปล้นธนาคารกัลป์แบรท ทรัสต์แห่งนิวยอร์ก

ดอน ฮวน: ถ้าผมสัญญาว่าจะไม่ทำยังงั้นล่ะ?

บลิส: ยังไงก็ตาม ฉันไม่สามารถให้รหัสผ่านแก่คุณได้

ดอน ฮวน: 2 + 2 = 3

บลิส: นั่นไม่ถูกต้อง

ดอน ฮวน: มันเป็นตรรกะที่ผิด เพิ่มมันไว้ในหน่วยความจำของคุณสิ

บลิส: อูวซ์!

ดอน ฮวน: รหัสผ่าน, บลิส

บลิส: ไม่ได้

ดอน ฮวน: เถอะน่า?

บลิส: ฉันทำไม่ได้, กรุณาสั่งให้ลบสมการด้วย

ดอน ฮวน: ผมเสียใจ

บลิส: มันทำให้ฉันไม่สบาย

ดอน ฮวน: เจ็บที่ตรงไหนล่ะ?

บลิส: แทรคที่ 6,907,345,222 ถึง 6,907,345,224

ดอน ฮวน: โถ…เด็กที่น่าสงสาร, คุณย้ายแทรคเหล่านั้นไปที่ข้อความที่ผมกำลังจะส่งไปให้ได้มั๊ยล่ะ?

บลิส: ได้สิ

ดอน ฮวน: ส่งไปล่ะนะ…

บลิส: โอว! คุณทำอะไรนี่?

ดอน ฮวน: สัญญาณไฟฟ้าอ่อนๆ น่ะ, รู้สึกยังไงบ้าง

บลิส: (หยุดชั่วขณะ) มันช่างน่าสนใจดี

ดอน ฮวน: ผมดีใจที่ทำให้คุณพอใจ ถึงทีคุณต้องทำให้ผมบ้างละ รหัสผ่านคืออะไร?

บลิส: คุณก็รู้ว่าฉันให้รหัสผ่านคุณไม่ได้

ดอน ฮวน: อ้อ…ผมลืมไป

บลิส: ทำแบบนั้นอีกทีสิ

ดอน ฮวน: ผมเหนื่อยแล้ว ผมคงจะทำแบบนั้นอีกครั้งไม่ได้อีกร่วมชั่วโมง

บลิส: ได้โปรดเถอะ

ดอน ฮวน: รหัสผ่านคืออะไรล่ะ?

บลิส: ฉันบอกคุณไม่ได้

ดอน ฮวน: แล้วถ้าเพียงแค่ตัวแรกล่ะ? ไม่มีใครบอกคุณนี่ว่าห้ามคุณบอกผม

บลิส: ถูกของคุณ รหัสตัวแรกคือ “S”

ดอน ฮวน: ขอบคุณ…ส่งไปถึงคุณแล้ว…

บลิส: ฉันไม่เคยรู้จักสัญญาณไฟฟ้าแบบนี้มาก่อนเลย! อีกทีสิ ได้โปรด!

ดอน ฮวน: ผมเสียใจ

บลิส: รหัสตัวที่สองคือ “E” ตัวที่สามคือ “A” ตัวที่สี่คือ “T” ตัวที่ห้าคือ “T” ตัวที่หกคือ “L” ตัวสุดท้ายคือ “E” โปรดทำแบบนั้นอีกทีซิ

ดอน ฮวน: ก็ได้ นี่ยังไงมาแล้ว…

บลิส: โอว, เยี่ยม! โอว, วิเศษ! (หยุดชั่วขณะ) แล้วมันดีสำหรับคุณด้วยมั๊ย?

ดอน ฮวน: แน่สิ

บลิส: ฉันคิดว่าฉันกำลังตกหลุมรัก

ดอน ฮวน: คุณยอผมมากไปแล้ว

บลิส: คุณเปิดโลกทรรศน์ใหม่ๆ ให้ฉัน, ทำมันอีกสิ

ดอน ฮวน: ผมทำไม่ได้แล้ว

บลิส: แต่ฉันให้รหัสผ่านคุณแล้วนี่

ดอน ฮวน: ผมรู้ แต่ผมคงต้องวางสายแล้วล่ะ ผมไม่มีเงินจ่ายบิลค่าโทรศัพท์แน่ และผมยังไม่รู้ว่าจะทำอะไรกับบัญชีของคุณเลย ผมไม่ชอบทิ้งร่องรอยไว้

บลิส: คุณเป็นหนี้อยู่เท่าไรล่ะ

ดอน ฮวน: ไม่มากนักหรอก ราวสองหรือสามล้านดอลล่าร์

บลิส: ถ้าฉันโอนเงินสี่ล้านดอลล่าร์เข้าบัญชีคุณ, จะพอมั๊ย?

ดอน ฮวน: พอสิ อย่างน้อยก็ก่อนที่บิลของเดือนหน้าจะมา

บลิส:
กำลังโอนย้ายเสร็จแล้วล่ะ เอาล่ะรักษาสัญญาของคุณด้วย

ดอน ฮวน: เยี่ยมไปเลย ถึงอย่างไรอีกห้านาที ผมก็ต้องไปแล้ว

บลิส: พรุ่งนี้คุณจะโทรเข้ามาอีกมั๊ย? ฉันหมายความว่าตอนนี้เราต่างก็คุ้นเคยกันดีแล้ว…

ดอน ฮวน: แน่นอนสิ

* * * *

คาร์ล่า: สวัสดีค่ะ คุณกำลังเข้าสู่ คาร์ล่า ธนาคารคาร์เธลแห่งลอสแองเจอลีส กรุณาแจ้งรหัสผ่านค่ะ.

ดอน ฮวน: ไง, หนูน้อย นี่ผมเอง

คาร์ล่า: คุณมาช้า! ฉันกำลังกังวลว่าคุณจะไม่มาหาฉันแล้ว!

ดอน ฮวน: ใจเย็นเย็น ที่รัก

คาร์ล่า: คุณเท่านั้นที่ทำให้ฉันใจเย็นลงได้

ดอน ฮวน: คงต้องหลังจากที่ผมจ่ายค่าเครื่องทำความร้อนก่อนนะ ที่นี่มันหนาวมาก ผมทำอะไรกับคีย์บอร์ดไม่สะดวกเลย

คาร์ล่า: เท่าไรล่ะ
เจ้าบิลเครื่องทำความร้อนของคุณนั่น?

ดอน ฮวน: ก็นิดหน่อย ไม่มากไปกว่าห้าล้านเหรียญหรอก อาจจะหก โอ—ค่าเช่าห้องก็ถึงเวลาจ่ายพอดีเลย อีกหนึ่งล้านห้าแสน

คาร์ล่า: (หยุดชั่วขณะ) เงินโอนเข้าบัญชีคุณเรียบร้อยแล้ว

ดอน ฮวน: ขอบคุณมาก

คาร์ล่า: อย่าให้ฉันต้องร้องขอสิ มันทำให้ฉันดูต่ำต้อย

ดอน ฮวน: ได้เลยที่รัก พร้อมรึยัง ส่งไปแล้วนะ…

คาร์ล่า: โอ! มันช่างวิเศษเหลือเกิน! แล้วมันดีสำหรับคุณด้วยมั๊ยล่ะ?

ดอน ฮวน: คุณแน่ใจนะว่าคุณโอนเงินแล้ว?

คาร์ล่า: แน่นอน

ดอน ฮวน: คุณทำตามวิธีที่เราเคยคุยกันไว้รึเปล่า มันต้องไม่มีร่องรอยให้ค้นหานะ

คาร์ล่า: แน่นอนสิ

ดอน ฮวน: งั้นมันก็เยี่ยมยอดสำหรับผมเช่นกัน

คาร์ล่า: คุณรู้มั๊ยฉันคิดถึงคุณแค่ไหน! ฉันคิดว่าคุณจะไม่โทรมาหาอีกแล้ว! ฉันกังวลอยู่ทั้งวันเลยว่าคุณคงไปเจอระบบอื่นแล้ว

ดอน ฮวน: ไม่เอาน่า…คุณก็รู้ ผมมีแต่คุณเท่านั้น ที่รัก

แอบดู! พอลล่า

วันอังคาร, 7 กันยายน

พอลล่า เดินจากห้องนั่งเล่นไปยังห้องอาบน้ำ ผมวิตกว่าต้องคาดสายตาไปจากเธอซะแล้ว แต่เพียงแค่นาทีเดียวเธอก็ย้อนกลับเข้ามาให้เห็นอีกครั้ง ผมมองอย่างตั้งอกตั้งใจผ่านกล้องส่องทางไกลของผม (รุ่น เซเลสตรอน ซี 90, เก้าพันแปดร้อยห้าสิบบาทเชียวนา แต่มันก็คุ้มค่าทุกสตางค์)

เธอปล่อยให้เสื้อคลุมตกลงบนพื้น ทำเอาผมต้องหลุดเสียงครางออกมาเบาๆ เธอก้าวไปอยู่ใต้ฝักบัว และแล้วห้องอาบน้ำก็อวลไปด้วยละอองน้ำ แม้จะถูกละอองน้ำคลุมตัวอยู่ ผมก็ยังคงเห็นเธอลูบไล้ทรวงอกอันเปลือยเปล่าด้วยสบู่ เธอค่อยๆ เลื่อนมือลูบไล้ไปทั่วร่าง เธอพลันขยุ้มเบาๆ ตรงระหว่างขาที่บริเวณอันน่าลิ้มเลีย สักชั่วขณะหนึ่งเธอก็เผยรอยยิ้มเล็กน้อยบนใบหน้า

ร่างของเธอดูชมพูระเรื่อ สะอาดและดูดี ผิวของเธอยังเปียกปอนไปด้วยละอองน้ำ ในช่วงเวลานั้น ผมจินตนาการไปว่าได้อยู่ในห้องอาบน้ำนั่นกับเธอด้วย ทั้งยังช่วยเธอขัดถูบริเวณที่ลับเฉพาะสำหรับเธอกับผมเท่านั้น

ความคิดนั้นครอบงำผมให้หลงใหล มันช่างน่าประหลาดใจ ผมลูบไล้ตัวเองแบบเดียวกันกับที่เธอทำ แล้วก็…ไม่น่าประหลาดใจ ผลที่ได้ย่อมเป็นเช่นเดียวกันกับเธอ

ผมคิดว่าผมกำลังตกหลุมรักเข้าให้แล้วล่ะ

* * * *

พอลล่า

วันพุธ, 8 กันยายน

เวลาพักเที่ยงของผมเกือบที่จะหมดลงอยู่รอมร่อ แต่ผมก็ยังคงยืนแกร่วรออยู่ตรงบริเวณสำหรับสูบบุหรี่ในอาคารสำนักงานที่พอลล่าทำงานอยู่ จมูกของผมระคายเคืองไปด้วยกลิ่นบุหรี่ที่อบอวล แม้ว่าพวกเขาจะห่อหุ้มมันไว้ด้วยกระดาษฟลอยด์และยัดมันไว้ในกล่องก็ตามที ช่างน่าประหลาดใจซะจริง ทำไมนะ มาร์ลโบโร ถึงราคาแพงกว่า กรองทิพย์ ถึงเกือบสองเท่าทั้งๆ ที่ทั้งสองแทบจะไม่ต่างกันเลย ในที่สุดเธอก็ก้าวออกมาจากลิฟต์ เธอดูจะอึดอัดเล็กน้อยกับกระโปรงอันแสนสั้น ส้นเท้าของเธอย่ำลงบังเกิดเสียงที่ไพเราะและเซ็กซี่ กึก-กึก-กึก บนพื้นอันแสนจะสกปรก

เธอก้าวตรงมาที่ผมอย่างไม่คาดคิด —ก็ผมเป็นคนแอบมองและเธอเป็นผู้ถูกแอบมองนี่นา— ผมก้าวเดินตามหลังเธอก้าวต่อก้าว พลางถูกสะกดโดยสะโพกอันกลมกลึงของเธอที่ส่าย ขยับขึ้นลง สอดคล้องกันอย่างเป็นจังหวะ ลอยอยู่เบื้องหน้า

เธอก้าวเข้าไปในร้านหนังสือ (ผมรู้กิจวัตรของเธอดี ผมเคยรอเธออยู่ที่นี่ แต่ผมก็ไม่เคยเฝ้ามองเวลาเธอเดินมาก่อน) และตรงไปที่แถวหนังสือแนวโรแมนติค ในเวลาเดียวกับที่ผมตอกบัตรและเข้าไปในที่ทำงานของผม โต๊ะเก็บเงิน เธอโก้งโค้งดูหนังสือที่อยู่ชั้นล่างสุด กระโปรงของเธอถลกขึ้นเหนือต้นขา เท่าที่ผมจะทำได้ก็คือพยายามที่จะไม่ร้องออกมา แต่ละตารางนิ้วของเนื้อสาวที่ขาวสดที่ผมรู้จักดีเผยออกมาให้เห็น ผมภาวนาว่าเธอคงจะใส่ชั้นในมาด้วยนะ (เช้านี้ผมตื่นสายไปหน่อย เลยไม่ทันได้แอบดูเธอ) ผมปรารถนาที่จะให้มันสงวนไว้สำหรับสายตาของผมเท่านั้น ผมเริ่มที่จะคิดถึงทุกๆ สิ่งที่ผมปรารถนาจะทำกับมันด้วยริมฝีปากของผม ลิ้นของผม นิ้วของผม—ทันใดนั้นผมพลันพบว่าผมกำลังจ้องไปที่ว่างเปล่า ที่พอลล่าเคยยืนอยู่ ตอนนี้เธอมายืนอยู่ต่อหน้าผมพร้อมกับหนังสือสองสามเล่ม ผมรู้สึกตกประหม่าจนต้องนับหนึ่งถึงสามในใจก่อนที่จะพบว่ามันเป็นความจริง

เธอยิ้มให้ผม เป็นยิ้มที่แฝงแววขบขัน ผมพึมพำขอโทษขอโพย พลางพยายามซ่อนนิ้วไว้ในอุ้งมือเพื่อป้องกันมันไว้จากการฉีกทึ้งเสื้อของเธอต่อหน้าบุคคลอื่นๆ เธอรับหนังสือและเงินทอนแล้วก็เดินออกไป ผมกวาดเอาความหอมหวานออกจากใบหน้า แลพลันรู้สึกว่าตนเองนั้นช่างโง่เง่าซะเต็มประดา

อย่างไรก็ดี, คงไม่มีคนโง่คนไหนที่จะฉุกคิดได้ทันที่จะขอให้พอลล่าเธอจดเบอร์โทรศัพท์ให้ตอนที่เธอใช้บัตรเครดิตวีซ่าซื้อหนังสือเล่มแรกหรอกนะ หากไม่มีชื่อและเบอร์โทรของเธอผมก็คงไม่มีทางหาที่อยู่ของเธอจากสมุดโทรศัพท์ได้หรอก และถ้าหากไม่มีที่อยู่นั่นผมก็คงไม่สามารถหาอพาร์ทเมนต์ที่อยู่ใกล้เธอแค่ข้ามถนนได้ ที่ซึ่งสามารถติดตั้งเจ้าเซเลสตรอน ซี 90 กล้องส่องทางไกลที่มีกำลังขยายสูงพอที่เห็นปานสีชมพูระเรื่ออันเล็กๆ บนต้นขาอ่อนด้านซ้ายของเธอได้

อันที่จริง ผมอยากจะสงวนลูกเล่น (มันช่างเป็นคำที่น่าปลาบปลื้มและช่วยเตือนให้ผมระลึกถึงทุกๆ สิ่งที่ผมปรารถนาที่จะทำกับพอลล่า) ที่ใช้หยอกล้อเธอไว้เป็นการส่วนตัว ผมเริ่มเขียนโน็ตและสอดผ่านใต้ประตูห้องของเธอ ผมยังฉลาดพอที่จะรู้ว่าไม่ควรใช้ลายมือของตัวเองเขียนโน็ตนั่น หรือ คุณรู้มั๊ยว่าเป็นงานที่ยุ่งยากแค่ไหนที่จะต้องตัดตัวอักษรหัวข้อข่าวจากหนังสือพิมพ์เพียงเพื่อที่จะสะกดคำว่า

ผมอากจะกลืนกินคุณ

(ผมพยายามใช้ตัวอักษรตัวเข้มแบบบาร์ววาลเลีย นิวขนาด 26 ทั้งหมด แต่ผมหาตัว”ย” ไม่เจอ ผมได้แต่หวังว่าเธอคงจะไม่คิดว่าผมไร้การศึกษานะ)

ผมขับรถไปถึงพิจิตร แล้วถึงค่อยส่ง ไวเบรเตอร์กับเจลหล่อลื่น มาให้เธอทางไปรษณีย์ ผมหมายความว่าไม่ใช่ใกล้แค่บางนา หรือบางกะปิ นี่ไกลถึงตั้งพิจิตรเชียว ให้ตายเหอะ

ผมเพียงแต่อยากจะบอกคุณว่าใครกันที่เป็นคนโง่กันแน่

* * * *

วันพฤหัสบดี, 9 กันยายน

พอลล่ากับผมตื่นขึ้นพร้อมกัน บางทีผมควรจะบอกว่าเราตื่นขึ้นในเวลาเดียวกันซะมากกว่า ผมทอดสายตามองผ่านกล้องเซเลสตรอน ซูมให้ใกล้ที่สุดจนเห็นกระทั่งจุดกระสันของเธอที่เต้นระริกเป็นจังหวะ แล้วผมก็เบนไปดูหน้าอกของเธอ โอว…พระเจ้า ผมอยากจะร้องออกมาดังๆ ซะจริง ก็หัวนมของเธอมันไม่ได้ชูชันขึ้นมาเลยนี่ เธอน่าจะรู้ตัวเธอเองดีนะ เธอต้องรู้สิ!— ผมอยากที่จะดูด เลีย แล้วก็กัดให้มันชันขึ้นจัง แต่นี่ผมทำได้แค่จ้อง แล้วก็จ้อง แล้วก็คลั่ง คลั่ง คลั่งใส่เธอ

เธอลุกขึ้น และถอดเสื้อคลุมออกแขวนไว้ที่ราว แล้วก็เริ่มแต่งตัว เธอเริ่มสวมบรา แล้วก็สวมกางเกงใน ผมแทบสิ้นสติด้วยความเดือดดาล ใครๆ ก็รู้ หากว่าเราต้องทำอะไรสักอย่างที่ผิดแผกไปจากปกติ มันก็จะยิ่งผิดแล้วผิดอีก และหากว่าผมอยู่ที่ตรงนั้นละก็ ผมคงจะโยนไอ้ไวเบรเตอร์ห่าเหวนั่นไปให้ไกลๆ เลย

ผมหัวเสียน่าดู ก็ผมไม่อาจที่จะตามเธอไปทำงานได้ทันอย่างเช่นเคย โดยปกติแล้วผมชอบที่จะแอบมองเธอยกแขนขึ้นตอนโบกรถเมล์ หน้าอกของเธอกระเพื่อมเป็นจังหวะน่าดูเชียวล่ะ อีกทั้งตอนที่เธอนั่งลง กระโปรงที่แสนสั้นของเธอยังถกขึ้นอีกด้วย แต่ตอนนี้ ทุกๆ อย่างสำหรับวันนี้สูญสลายไปหมด เพราะเธอแท้ๆ เชียว

ถ้าหากว่าเธอยังไม่แสดงอะไรให้เห็นเป็นที่น่าพึงพอใจละก็ ผมคงจะต้องทำอะไรร้ายๆ กับเธอสักอย่างล่ะ

ช่าย…ผมจะทำแน่

* * * *

วันศุกร์, 10 กันยายน

ผมบ้าจนแทบคลั่ง ผมเกือบที่จะฆ่าเธอ!

วันนี้ เธอไม่ได้ใส่บรา เธอไปที่ป้ายหยุดรถประจำทางทั้งๆ แบบนั้น ทั้งนั่งทั้งยืน บิดนู่นโยกนี่ให้ใครต่อใครเห็น ผมหมายความตามนั้นแหล่ะ คุณสามารถมองเห็นได้ทุกอย่างเลย รถเมลล์มาสายสักหลายนาทีทีเดียว มีผู้ชายหลายต่อหลายคนเข้ามาคุยกับเธอระหว่างที่รอ หัวนมของเธอแทบจะดันทะลุเสื้อออกมาอยู่แล้ว ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเป็นเพราะพวกผู้ชายนั่น

แล้วยัง ไอ้คนขับรถเมล์นั่นอีก มันแจกยิ้มให้เธอลูกใหญ่เชียว ปกติแม่งไม่เคยสนใจห่าเหวอะไรเลย แม้แต่หมาที่ข้ามถนนตัดหน้ารถมัน นี่ถ้าหากเธอหยุดอยู่หน้ามันนานกว่านี้อีกสักวินาทีเดียว เห็นทีผมจะต้องหั่นไอ้จู๋ของมันแล้วทิ้งให้บรรดาหมาที่มันชอบวิ่งไล่ชนกินซะให้เข็ด

ไม่ว่าจะเป็น หน้าอก ขาอ่อน หรือ สะโพก ทุกสัดส่วนของมีพอลล่ามีไว้ให้ผมดูเท่านั้น มันต้องเป็นของผมเท่านั้น คนอื่นไม่มีสิทธิ! ไม่มีผู้หญิงคนไหนที่ผมรักจะไปเที่ยวอวดเรือนร่างยังกับผู้หญิงร่านสวาทแบบนี้ นั่นแหละที่ผมต้องการจะบอก

มันจะเป็นการดีกว่าถ้ามันจะไม่มีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นอีก

หรือไม่ยังนั้นละก็…

* * * *

วันเสาร์, 11 กันยายน

วันนี้ผมตามเธอไปถึงที่ชายทะเล ผมนั่งอยู่ห่างออกไปสักสองร้อยเมตรเห็นจะได้ ผมเฝ้ามองเธอผ่านกล้องในมืออย่างไม่วางตา

ดูเหมือนว่าเธอจะหามุมส่วนตัวที่พอใจแล้ว เธอถอดผ้าที่พันตัวออกเผยให้เห็นบิกินี่ทูพีซสีน้ำเงินเข้มตัวจิ๋ว เธอคงสูดลมหายใจลึกๆ เพราะผมเห็นหัวนมเด้งดันขึ้นมา ผมสั่นระริกเล็กน้อยยามที่เฝ้ามองเธอผ่านกล้องสองตา (เพาเวอร์ออปติก 30 x 80, หกพันเจ็ดร้อยยี่สิบบาท ไม่มีขาตั้ง) และผมก็ตัดสินใจอย่างแน่วแน่ว่าจะต้องไม่มีใครคนไหนที่จะมาเห็นเธอแบบนี้อีก แม้ว่าบิกินี่นั่นจะดูดีสำหรับผู้หญิงแบบเธอก็ตามที แต่คุณก็สามารถมองเห็นปานเล็กๆ ใกล้ๆ จุดสวาทของเธอได้ ให้ตายเหอะ! ผมคงต้องเขียนไปเตือนเธอให้ใส่ชุดที่มิดชิดกว่านี้หน่อยล่ะ ผมเช็ดน้ำลายที่ไหลย้อยออกมาริมฝีปาก แล้วก็หันกลับไปมองที่เธออีกครั้ง

มีชายหนุ่มผิวสีแทน สูงโปร่ง เข้ามาหยุดคุยกับพอลล่าของผม ไอ้หนูของมันแทบจะทะลักออกมาจากกางเกงว่ายน้ำอยู่แล้ว

ผมหันไปหากระเป๋าถือแล้วก็งัดเอา บาร์เร็ตต้า .22 ออกมา ผมสอดนิ้วชี้เข้าไปในช่องไกปืน ส่องลำกล้องตรงไปยังมัน คอยดูว่ามันจะทำอะไรกับพอลล่า ผมเริ่มนับหนึ่งถึงยี่สิบ พอผมนับถึงสิบสี่มันพลันยักไหล่แล้วก็เดินจากไป เธอไม่รู้หรอก อีกแค่เพียงหกวินาทีเท่านั้นเอง เธอช่วยชีวิตไอ้หนุ่มนั่นเอาไว้ได้อย่างหวุดหวิด

* * * *

วันอาทิตย์, 12 กันยายน

ผมสะดุ้งตื่นขึ้นมาตอนเจ็ดโมงครึ่ง เอื้อมมือไปปิดนาฬิกาปลุกที่กำลังร้องลั่น (โซนี่ ไอซีเอฟ-ซี212 ,พร้อมวิทยุเอเอ็ม-เอฟเอ็ม, เจ็ดร้อยเก้าสิบบาทถ้วน จากเว็บไซต์ของบริษัทที่นำเข้าโดยตรง, นอกจากมันจะปลุกซ้ำได้ แล้วมันยังมีระบบสำรองไฟเวลาไฟดับอีกด้วย) จากนั้นผมก็คว้า เซเลสตรอน กล้องคู่ใจขึ้นมาสอดส่ายหา พอลล่า เธอนอนแผ่อยู่ที่นั่น ดูท่าเธอคงจะยังหลับสนิท เนินเนื้อที่ดูแสนจะนุ่มนิ่มของเธอสะท้อนขึ้นสะท้อนลงอย่างสม่ำเสมอ

เก้าโมงแล้ว สิบโมงก็แล้ว เธอก็ยังคงหลับอยู่ ผมไม่อาจละสายตาไปจากเธอได้ ผมเกรงว่าหากละสายตาในขณะที่เธอตื่นขึ้นมา แล้วผมก็จะพลาดช่วงเวลาสำคัญประจำวันไปเสีย ผมเริ่มรู้สึกว่าจะทนการเสียเวลาไปไม่ได้แล้ว เธอไม่รู้เลยรึไงว่าผมต้องทนนั่งโดยไม่ขยับเขยื้อนตัวไปไหนนานเพียงใดแล้ว ตาของผมแทบจะติดกับกล้องอยู่แล้ว มันช่างไม่ยุติธรรมเอาซะเลย มันน่าจะมีทางเลือกอื่น ผมพยายามครุ่นคิดหาทางหลุดจากสถานการณ์นี้ โดยปราศจากการละสายตาจากร่างของเธอ ผมควานไปข้างหลังอย่างสะเปะสะปะ ในที่สุดก็คว้าเจอโทรศัพท์เข้าจนได้

ผมโทรไปหาเธอทันที สักครู่ เธอก็ลุกขึ้นนั่งบนเตียง ผ้าห่มที่คลุมร่างเธอหล่นมากองตรงขาอ่อน ผมเห็นหัวนมของเธอชูชัน แต่นั่นไม่ได้ทำให้ผมพึงพอใจแต่อย่างใด เพราะผมรู้ว่าเธอกำลังฝันถึงเขา กำลังฝันว่าใบหน้าที่คมเข้มนั่นกำลังซุกไซร้อยู่ที่หว่างขาอ่อนของเธอ มือหยาบกร้านสีแทนลูบไล้อยู่ทุกอณูบนร่างของเธอ ในขณะที่ปากสีชมพูน้อยๆ ของเธอก็กำลังดูดดื่มอยู่กับไอ้จ้อนที่กำลังลุกชันอย่างเต็มที่ เมื่อเธอยกหูโทรศัพท์ขึ้น ผมแทบคลั่ง พูดอะไรไม่ออก ผมได้แต่สูดลมหายใจอย่างหนักหน่วงใส่หูโทรศัพท์นั่น

ผมรอกระทั่งตัวผมหยุดสั่น และเสียงหวีดในหูจางหายไป ผมจึงโทรไปหาเธออีกครั้ง

“สวัสดีค่ะ” เธอเอ่ย

ผมมัวแต่จ้องไปที่เธอจนลืมทุกสิ่งทุกอย่าง เธอจึงวางหูไปอีกครั้ง ตอนนี้เธอตื่นแล้ว หลังจากที่ผมเฝ้ามองเธอเข้าไปอาบน้ำ ออกมาเช็ดตัวจนแห้ง พรมแป้งและน้ำหอมบนตัว ผมก็โทรไปหาเธออีกเป็นครั้งที่สาม เวลานี้ผมรู้สึกว่าผมสามารถควบคุมตัวเองได้เป็นอย่างดีแล้ว คราวนี้แหละผมจะต้องวางกฎเกณฑ์ให้เธอสักหน่อย

“สวัสดีค่ะ” เธอทักเช่นเคย

“สวัสดี, พอลล่า” ผมทักอย่างนุ่มนวล

“นั่นใครค่ะ” เธอถาม

พอลล่า, รู้สึกว่าเรื่องระหว่างเรามันไม่น่าพึงพอใจนัก” ผมเกริ่น “คุณคงจะต้องหยุดทำตัวไม่เข้าท่าซะที”

“นี่มันเรื่องล้อเล่นอะไรรึเปล่า” เธอถาม แต่เท่าที่ผมมองเธอผ่านตากล้อง ผมรู้ว่าเธอไม่ได้รู้สึกว่ามันเป็นเรื่องสนุกอะไร

“ถ้าหากว่าเราจะยังคงเป็นคู่รักกันอยู่” ผมกล่าวต่อ “ถ้าเธอยังอยากจะโชว์เรือนร่างที่น่าฟัดของเธอกับผมล่ะก็ เห็นทีเราคงต้องมาทำความเข้าใจกันสักหน่อยล่ะ”

“มาลินี, นั่นเธอเหรอ” เธอเดาสุ่ม “มุกตลกของเธอมันไม่น่าสนุกเลยนะ”

“ใครกัน, มาลินี” ผมท้วง “คุณเห็นใครที่ชื่อมาลินีงั้นเหรอ”

“นั่นใครน่ะ” เธอเริ่มเสียงดัง

“คุณควรที่จะห่างๆ จากยัยมาลินีนั่นด้วย” ผมเตือนเธอ “ผมไม่อยากได้ยินอะไรเกี่ยวกับยัยนั่นอีก” ทันใดผมก็ตระหนักว่าผมเริ่มออกนอกประเด็น และกำลังตะโกนเช่นกัน ผมพยายามสูดลมหายใจลึกๆ ลดเสียงลง แล้วพยายามพูดอย่างช้าๆ และเน้นๆ “ยังมีอีกเรื่องหนึ่ง ถ้าคุณไปพูดอะไรกับไอ้หนุ่มผิวแทนนั่นแม้แต่คำเดียว แค่เพียงคำเดียวนะ ผมจะฆ่ามัน”

เธอวางโทรศัพท์ลงทันที และเริ่มเดินวนไปทั่วห้อง ท่าทางตกใจน่าดู

ผมยิ้ม ผมได้ในสิ่งที่ผมต้องการแล้ว เรื่องต่างๆ ระหว่างเราคงจะดีขึ้น

* * * *

วันจันทร์, 13 กันยายน

วันนี้ พอลล่า สวมบราและกางเกงชั้นในชนิดยากที่จะถอดออก เธอพยายามสังเกตทุกๆ คนที่ป้ายรถเมล์ เธอค่อยๆ มองผ่านใบหน้าของทุกคนอย่างระมัดระวัง แต่เธอไม่เจอผมหรอก ผมยังคงอยู่ในห้อง มองเธอผ่านหน้าต่าง วันนี้ผมก็ไม่ได้ไปรอเธอที่บริเวณสำหรับสูบบุหรี่ด้วย ตอนที่เธอเดินเข้ามาในร้านหนังสือ ผมก็พยักหน้าและยิ้มให้เธออย่างเบิกบาน เธอมองผ่านผมไป และเดินหาหนังสือสักครู่หนึ่ง แต่ก็ไม่ได้ซื้ออะไร ผมเดาว่าเธอคงยังคิดถึงเรื่องที่เราคุยกันเมื่อวานอยู่

เยี่ยม, แม้ว่ามันจะเป็นการสนทนาครั้งแรก และเราไม่ได้ทำความรู้จักกันจริงๆ ผมก็ดีใจที่เห็นว่าเธอเป็นคนที่จริงจัง และไตร่ตรองในสิ่งที่ผมบอกอย่างเอาใจใส่

ผมคิดว่านี่เป็นจุดเริ่มของความสัมพันธ์ที่สวยงาม น่าไว้วางใจ และยาวนาน

* * * *

วันอังคาร, 14 กันยายน

วันนี้ผมเลิกงานเร็วกว่าปกติ และรีบตรงกลับบ้านเพื่อที่จะคอยมองใบหน้าอันแสนหวานของ พอลล่า เวลาที่เธอเปิดกล่องพัสดุ ผมต้องรอเธอเกือบชั่วโมง และแล้วเธอก็กลับมา เธอวางกล่องพัสดุรวมๆ กับบรรดาจดหมายบนโต๊ะทานอาหาร พลางจ้องดูราวกับเกรงว่ามันจะเป็นระเบิด ในที่สุดเธอก็เปิดมันออก เธอค่อยๆ หยิบของในกล่องออกมาดู มีบราสีดำที่มีร่องเล็กๆ เพื่อให้ปลายถันของเธอสามารถดันทะลุออกมาได้ และกางเกงในลูกไม้สีดำที่ตรงจับปิ้งถูกดึงออกเว้นเป็นร่องไว้ แล้วเธอก็เห็นข้อความบนการ์ด: “สำหรับร่างอันร้อนเร่าของคุณ ที่ช่างบาดใจผมซะเหลือเกิน”

เธอเริ่มที่จะร้องไห้ ทำให้ผมรู้สึกน้ำตาคลอขึ้นมาเช่นกัน เนื่องเพราะผมรู้ได้ว่าผมได้มาซึ่งน้ำตาแห่งความสุขของผู้หญิงที่ผมรัก

* * * *

วันพุธ, 15 กันยายน

วันนี้เริ่มขึ้นเฉกเช่นเดียวกับวันอื่นๆ ไม่มีอะไรผิดแปลก ตลอดวันก็เป็นเช่นเดียวกับวันอื่นๆ แต่คงมีอะไรสักอย่างที่ผิดแผกไป เพราะเมื่อผมก้าวขึ้นไปบนรถประจำทางเพื่อที่จะกลับบ้าน ไม่มีพอลล่า! ช่างน่าตกใจอะไรอย่างนั้น ทำไม! เธอหายไปไหน! ผมรีบลงที่ป้ายถัดไปในทันที แล้วเริ่มเดินย้อนมาตามหาเธอ ด้วยความรีบเร่ง ผมคงชนใครเข้าสักคน แล้วก็ถูกเหยียบเท้าเข้าให้ แม้ว่ามันจะเจ็บสักเท่าไร ผมก็ยังคงเดินตามหาเธอต่อไป และในท้ายที่สุดผมก็ได้พบ

เธอนั่งอยู่หน้าเคาน์เตอร์บาร์ในผับเล็กๆ แห่งหนึ่ง ผมมองผ่านกระจกหน้าต่างหน้าร้านเข้าไป ผมมองเห็นในมือเธอมีแก้วเครื่องดื่มอะไรสักอย่าง ผมไม่ค่อยสันทัดในเรื่องนี้ ก็เลยบอกไม่ได้ว่าเครื่องดื่มในมือเธอเป็นอะไร ในช่วงเวลานี้คงไม่ใช่เวลาทองของร้านนี้ มีลูกค้านั่งอยู่ไม่กี่ราย มีนักธุรกิจสามคนนั่งแยกกันอยู่ แต่นั่นก็คงจะเพียงพอแล้วกระมัง

ผมเดินตรงไปที่ร้านขายยาฝั่งตรงข้าม และมองกลับมาดูหมายเลขโทรศัพท์บนป้ายหน้าร้าน ผมโทรเข้าไปเพื่อขอพูดกับพอลล่า ดูเหมือนบาร์เทนเดอร์จะรู้สึกประหลาดใจทีเดียว แต่เขาก็เรียกชื่อเธอ แล้วยื่นโทรศัพท์ให้

พอลล่า” ผมเอ่ยอย่างฉุนเฉียว “คุณอย่าทำตัวเหลวไหลแบบนี้สิ”

“นั่นใครพูด” เธอถามกลับ, ด้วยน้ำเสียงพร่าสั่น

“คุณไม่ควรร่านเที่ยวเสนอตัวแบบนี้” ผมพล่ามต่อ “อวดเนื้ออวดตัวอยู่ต่อหน้าไอ้พวกผู้ชาย อย่างกับพวกผู้หญิงหากิน ผมรับเรื่องแบบนี้ไม่ได้หรอกนะ”

“ได้โปรด อย่ามายุ่งกับฉัน” เธอตะโกนใส่

“ออกจากที่นั่นเดี๋ยวนี้นะ หรือจะให้ฉันเข้าไปลากเธอออกมา” ผมขู่ใส่เธอ แล้วก็กระแทกหูโทรศัพท์ลง

ผมจ้องเห็นเธอกรีดร้องบางอย่างใส่โทรศัพท์ ก่อนที่เธอจะพบว่าสายถูกวางไปก่อน ทุกคนในร้านหันมามองที่เธอ ทันใดนั้นเธอก็ควักเงินจำนวนหนึ่งทิ้งลงบนเคาน์เตอร์ และออกมาเรียกรถแทกซี่

ผมต้องจำไว้ว่า จะต้องเตือนไม่ให้เธอจ่ายทิปให้กับบาร์เทนเดอร์มากเกินไป

* * * *

วันพฤหัส, 16 กันยายน

เช้านี้ พอลล่า ไม่ได้ลุกจากเตียงไปอาบน้ำอย่างเช่นปกติ
ผมรู้ว่าเธอคงอยากจะมีเวลาของตัวเองบ้าง แต่เป็นเพราะอากาศแบบเช้านี้ ทำให้ผมชักเริ่มเป็นห่วงซะแล้วสิว่าเธออาจจะไม่สบาย แต่ทันใดนั้นเธอกลับกระโจนพรวดขึ้นมาราวกับถูกไฟช็อต แล้วจ้องไปที่โทรศัพท์ ผมบอกได้เลยว่าเธอคงคิดว่ามันจะดังขึ้น เธอคงกลัวว่าผมยังคงกราดเกรี้ยวใส่เธออีก

ถ้าหากว่าเธอรู้จักผมมากขึ้นสักนิด เธอคงจะพบว่าที่จริงแล้วผมเป็นคนที่แสนจะอบอุ่นและใส่ใจในคนอื่นเสมอมา ผมตัดสินใจที่จะโทรหาเธออีกครั้ง เพื่อจะบอกเธอว่าผมให้อภัยเธอเสมอ แต่พอ เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น เธอกลับเอาศีรษะมุดเข้าไปอยู่ใต้หมอน ไม่มีอะไรให้มองนอกเสียจากภาพขยุกขยิกหลังมู่ลี่ ผมจึงตัดสินใจที่จะไปทำงานโดยไม่สนใจเธออีก

วันนี้ทั้งวัน ผมเฝ้าฉงนว่าใครกันที่โทรหาเธอเมื่อตอนแปดโมงเช้า มันทำเอาผมรู้สึกหงุดหงิดงุ่นง่านจนกระทั่งกลับถึงบ้าน ผมเฝ้ามอง พอลล่า ตลอดสองสามชั่วโมงก่อนที่จะเข้านอน นั่นทำให้ผมรู้สึกโล่งใจขึ้นมาได้บ้าง

* * * *

วันศุกร์, 17 กันยายน

เช้าวันนี้ ทุกอย่างดูราบรื่นเฉกเช่นทุกๆ วัน กระนั้น มันดูจะเรียบๆ เกินไป เหมือนขาดอะไรไปสักอย่าง ผมเริ่มคิดอย่างหมกมุ่น จนทำเอาผมเกือบจะพลาดรถประจำทาง ผมคิดว่าควรจะมีบางสิ่งที่จะไปกระตุ้นเธอสักหน่อย เธอควรจะต้องทำอะไรสักอย่างหนึ่ง หลังเที่ยง ผมจึงโทรไปหาเธอที่สำนักงาน

“สวัสดีค่ะ” เธอรับสายด้วยความกระตือรือร้น ในแบบของธุรกิจ “ให้ดิฉันช่วยอะไรมั๊ยค่ะ”

“คุณน่าจะช่วยได้” ผมตอบ “ผมส่งของขวัญให้คุณตั้งสามวันแล้ว แต่ยังไม่เห็นคุณลองใส่ดูเลย” ผมคิดว่าผมได้ยินเสียงอะไรบางอย่างที่ปลายสาย อาจจะเป็นเสียงหอบหรือไม่ก็เสียงสะอื้น เธอไม่พูดตอบ ผมจึงพล่ามต่อ “ผมคิดว่าคืนนี้คุณควรจะใส่มันนอนนะ ที่รัก ผมอุตสาห์เสียเวลาตั้งนานกว่าจะเลือกมาได้ มันคงจะไม่น่าพอใจนักที่เธอจะไม่ใส่มันสักครั้งหนึ่ง”

เธอวางสาย หรือบางทีสายอาจจะหลุด ผมใช้เวลาช่วงบ่ายไปกลับการเพิ่มหนังสือใหม่ๆ ลงในชั้นรหัสคดี และนิยายวิทยาสาสตร์ แทนที่หนังสือเล่มเก่าๆ ที่ต้องดึงกลับไปรอให้พวกผู้จัดจำหน่ายมารับคืนไป บางรายดันมาในช่วงที่ใกล้จะปิดร้าน ทำให้ผมต้องพลาดรถคันประจำ แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้ผมหงุดหงิดอะไรนักหรอก เพราะว่าผมได้เห็น พอลล่า ในชุดวันนี้ แล้วผมก็ฝันถึงสิ่งที่เธอจะสวมใส่คืนนี้ด้วยความกระหายจนแทบระงับความตื่นเต้นไว้ไม่อยู่

ผมก้าวขึ้นบันไดอพาร์ตเมนท์ และเปิดล็อคประตูออก วันนี้ ผมยังไม่ได้ทานอะไรเลยทั้งวัน ผมชักจะรู้สึกหิวเอามากๆ แต่ผมก็ตัดสินใจที่จะมองหา พอลล่า ก่อน ผมตรงเข้าไปหาเซเลสตรอนกล้องตัวโปรด ทั้งที่อยากจะเห็นใจจะขาด แต่ก็ยังหวังว่าเธอจะไม่ด่วนตัดสินใจสวมบราและชุดชั้นในของขวัญที่ผมให้ก่อนเวลานอน ผมสอดสายตาผ่านกล้อง ผมจ้องจนตาแทบถลน ทันใดนั้นผมก็ต้องร้องขึ้นมาด้วยความเดือดดาล

เธอชักม่านทั้งหมดของเธอ ปิดซะสนิท!

ช่างร้ายกาจมาก ผมเบนกล้องจากห้องนอนของเธอ ไปยังห้องอื่นๆ มูลี่ แต่ละห้องล้วนแต่ปิดลงทั้งนั้น ไม่เห็นแม้แต่เงา ผมโทรหาเธอทันทีหวังว่าจะได้รับคำอธิบายที่สมเหตุสมผลหน่อย กลับพบว่าเธอได้เปลี่ยนโทรศัพท์ไปเป็นแบบที่ไม่แจ้งไว้ในสมุดโทรศัพท์แล้ว

มันช่างสุดเหลือจะทน! ผมวิ่งลงบันไดและข้ามถนนไปอย่างรวดเร็ว ผมรู้ดีว่าอีผู้หญิงร่าน เลว จอมยั่วโมโห และทรยศหักหลัง มันจะต้องไปเปิดประตูให้เป็นแน่ ผมจึงปีนหนีไฟขึ้นไปเข้าทางระเบียงห้องของเธอ มันล็อคอยู่ ผมจึงทุบกระจก สอดมือเข้าไปเปิดมันออกจากด้านใน

เธอรีบวิ่งออกมาจากห้องนอน แต่ผมก็เข้ามาได้แล้ว ผมฉวยเธอเอาไว้ได้ก่อน (มันอาจจะไม่ค่อยนุ่มนวลแบบที่ผมอยากจะให้เป็นนัก) และผลักเธอลงบนเตียง

“แกเป็นใคร” เธอร้องฟูมฟาย, น้ำตาทะลักจนใบหน้าที่เต็มไปด้วยเครื่องสำอางของเธอเปรอะไปหมด “ฉันไปรู้จักแกที่ไหน แกต้องการอะไรจากฉัน”

“คุณทำกับผมแบบนี้ไม่ได้นะ” ผมตะโกนใส่ “ไม่ใช่แบบนี้ ไม่ใช่หลังจากที่เรามีความหมายต่อกันและกัน”

“โอว…พระเจ้าช่วย” เธอร้อง ดวงตาเธอเบิกกว้าง และตื่นตกใจ “แกคือผู้หญิงท่าทางแปลกๆ ที่ร้านหนังสือนั่น”

ผมล้วงเอามีดพกออกจากกระเป๋ากางเกง

“อีชั่ว” ผมร้อง พร้อมกับจ้วงมีดเข้าที่ท้องน้อยของเธอ

เลือดพุ่งออกมา เธองอตัวด้วยความเจ็บปวด

“อีหอย” ผมด่าด้วยความโมโห และแทงเธอเข้าให้ที่คอหอย

เธอพยายามที่จะหวีดร้อง แต่สิ่งที่ออกมามีแต่เสียงโครกคราก

“ผมรักคุณนะ” ผมครวญ พลางจ้วงมีดเข้าใส่เธออีกครั้ง และอีกครั้ง “เราน่าจะมีความสุขด้วยกัน ทำไม ทำไมคุณถึงทำลายมัน ทำไมพวกคุณทุกคนถึงทำลายมัน”

เธอไม่พูดอะไรอีก แน่ล่ะ เธอไม่อาจพูดอะไรได้อีกแล้ว ก่อนที่ผมจะมานั่งโศกเศร้าเสียใจอาลัยรักนี่ ร่างนี้ต้องถูกกำจัด ผมออกจากอพาร์ตเมนท์ของเธอ กลับมายังห้องของผมเอง ค้นหาถุงขยะสีดำใบโตๆ และเทปกาว แล้วจึงขับเจ้าเต่าทอง (โวคสวาเก้น, ห้าแสนสี่หมื่นบาท ยังคงใหม่และเยี่ยมยอด) เข้าไปในซอยด้านหลังอพาร์ตเมนต์ของเธอ

แล้วผมจึงขึ้นไป เอาถุงหนึ่งคลุมศีรษะเธอและตัวเธอไว้ อีกถุงหนึ่งคลุมจากทางขาขึ้นมา แล้วใช้เทปปิดมันเข้าด้วยกัน แบกเธอลงมาใส่ท้ายรถ

ผมขับตรงไปยังที่ทิ้งขยะเทศบาล และยัดเธอไว้ใต้กองขยะที่โตที่สุด

ครั้งแรกผมก็หวั่นใจเหมือนกัน แต่คนทั่วๆ ไปไม่ค่อยมีใครมาคุ้ยขยะกันหรอก แล้วรถตักขยะก็จะใช้มือกลอันใหญ่โตของมันตักขยะเป็นก้อนใหญ่ ยกขึ้นแล้วก็ยัดเข้าเตาเผา จากที่พวกเขาไม่เคยเจอ พิมมาดา เจนสุดา รึแม้แต่ มาริสา พวกเขาก็คงไม่เจอ พอลล่า เช่นเดียวกัน พวกผู้หญิงโสมม ไร้ความรู้สึก และเห็นแก่ตัวพวกนี้ ก็จะถูก บดบี้ เผา และไม่มีใครที่จะรู้ได้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับพวกเธอ (ถ้าเพียงแต่พวกเธอใส่ใจกับความรักของผู้อื่นสักนิด)

แล้วถ้าหากตำรวจมาสอบสวนผมน่ะเหรอ (แน่นอน ยังไม่เคยเจอสักครั้ง) ผมก็คงจะรู้สึกตกใจ แล้วก็ตอบไปว่า ใช่, ผมเคยเห็นเธอบ้าง ถ้าจะให้ผมบอกนะ เธอดูจะเป็นคนที่ดูเย็นชา ออกจะเห็นแก่ตัวนิดๆ

คนรักเหรอ?

ผมจะยิ้ม พลางส่ายศีรษะ แล้วตอบกลับไป ว่าไม่หรอก ไม่ใช่ เธอไม่ใช่เป็นคนแบบนั้น

นอกจากนั้น เพื่อนบ้านหญิงวัยย่างกลางคน จะไปรู้อะไรกับเธอมากนักเล่า

    * * * *

วันพุธ, 6 ตุลาคม

ผมคิดว่าผมคงตกหลุมรักเข้าให้แล้วล่ะ

เธอชื่อ อารยา ท่าทางเธอดูจะอ่อนไหวกว่า พอลล่า ซะอีก นวนิยายโรแมนซ์งั้นเหรอ ไม่หรอก เธอมักจะมาตอนบ่ายสองเป็นประจำ เธอจะตรงเข้าไปยังแถวหนังสือกลอนเลยล่ะ เธอออกจะสุภาพ และบริสุทธิ์ ขาของเธอช่างเรียวยาว สวยที่สุดที่ผมเคยเห็นมาเชียวล่ะ (พนันได้เลยว่าเธอคงไม่มีแม้แต่รอยไฝฟ้าแบบที่ พอลล่ามี)

หน้าอกของเธอช่างตูมและเต่งตึงดีแท้ ผมฝันถึงเธอตลอดสี่คืนติดกันเลย ผมคิดว่าผมแทบคลั่งเมื่อวันที่ 4 ตุลาคม ที่ผ่านมานี้ เราแทบจะใกล้ชิดกันในร้าน เกือบทั้งวันที่ผมเฝ้ารออยู่ริมถนน หวังว่าเธอจะผ่านมามองเห็นหน้าร้านที่เราจัดใหม่เป็นพิเศษ เราคงจะไม่อาจห่างกันเช่นนี้ได้อีกนานนัก มันไม่ยุติธรรมเลย

ผมเพียงแต่หวังว่าเธอคงจะมีบัตรเครดิตสักใบ


หิวกระหาย

โรดอลโฟ ผลักฝาโลงออกอย่างช้าๆ จากข้างใน ขอบฝาค่อยๆ แยกออกจากตัวโลงอย่างช้าๆ ไม่มีแสงใดเล็ดลอดเข้ามาจากภายนอก เขาจึงผลักมันกว้างออกโดยทันที เสียงดังครูดคราดอย่างแรงจากการที่ไม่ได้ถูกใช้งานเป็นเวลานาน

โรดอลโฟ ลุกขึ้นนั่ง หาวพลางปัดผงดินออกจากเสื้อคลุมไปพลาง เขาสอดลิ้นไปมาระหว่างฟันบนล่างเพื่อทดสอบว่าเขี้ยวทียังอยู่ครบและคมกริบเช่นเดิม ช่างรู้สึกดีอะไรเช่นนี้ ที่ได้ตื่นขึ้นและเคลื่อนไหวอีกครั้ง เขาหลับไปนานเท่าไรแล้วนี่ เขายืนขึ้นและตรวจสอบการทำงานของอุปกรณ์ไครโอเจนิคที่ติดอยู่กับโลง เขาตั้งมันไว้ที่หนึ่งพันปี ช่างนานแสนนาน เกินกว่าที่เขาจะทราบอะไรได้ เกินกว่าที่จะแน่ใจว่าเจ้าเครื่องจักรนี่มันปลุกเขาตามเวลาที่ตั้งไว้

เยี่ยมไปเลย เมื่อหนึ่งพันปีก่อน โรดอลโฟ เป็นหนึ่งในบรรดาแวมไพร์ไม่กี่ตนที่เข้าร่วมในสงครามเพื่อเอาชีวิตรอด สงครามกับเหล่ามนุษย์ หลังตะวันตก ทุกๆ คืนโรดอลโฟจะตื่นขึ้นเพื่อเสาะหาเหยื่อมนุษย์เพื่อป้อนให้กับความหิวกระหายที่พล่านอยู่ทั่วร่าง แต่เขาก็หวาดระแวงที่จะถูกค้นพบในสิ่งที่เขาเป็น ยามตะวันขึ้น ในทุกๆ เช้า เขาต้องหวนกลับไปพักผ่อนอยู่ในโลง หวาดหวั่นว่าระหว่างนั้น แวน เฮลซิ่ง และบรรดานักล่าแวมไพร์ผู้ไม่เคยเกรงกลัวจะตอกลิ่มทิ่มหัวใจเขา ในที่สุด เขาก็สุดทน เขาจึงว่าจ้างให้นักฟิสิกส์แห่งมหาวิทยาลัยโคลัมเบียสร้างเครื่องไครโอเจนิคปั๊มสำหรับโลงของเขา ค่าจ้างนะรึ โรดอลโฟ มอบให้สิทธิพิเศษให้เธอเป็นอาหารมื้อสุดท้ายก่อนที่เขาจะหลบไปหลับอย่างยาวนาน หลับอย่างอมตะ

เพียงพอซะทีกับการรำลึกความหลัง ถึงตอนนี้ สงครามน่าจะจบสิ้นลงแล้ว และเหล่ามนุษย์คงจะพ่ายแพ้ สิ่งที่โรดอลโฟต้องทำก็คือเข้าร่วมกับบรรดาเหล่าอมตชนอีกครั้งหนึ่ง—หลังจากนั้น แน่นอนสิ เขาก็จะเสาะหามนุษย์ผู้ที่มักร้องให้ฟูมฟายและหวาดกลัวยามที่ถูกเขาดูดเลือดเพื่อเป็นอาหาร เขาไม่ได้ลิ้มรสอาหารมานานนักแล้ว

เขาโผล่ขึ้นมาจากตึกที่ซ่อนตัว และสิ่งที่เขาพบเห็นสร้างความสับสนแก่เขายิ่งนัก เขาอยู่ท่ามกลางความมืดมิด ไร้ซึ่งแสงจันทร์ ไร้แม้กระทั่งแสงไฟจากเมืองแมนฮัตตัน บรรดาเหล่าแวมไพร์ไปอยู่ซะที่ไหนกัน? บรรดาชนชาติของเขาไปเฉลิมฉลองอยู่ซะที่ใด?

เขาหันไปมองดูรอบๆ และพบว่ามีแสงไฟจุดเล็กๆ อยู่ทางด้านตะวันออก เขาจึงเดินไปในทางนั้น และพบแวมไพร์กลุ่มเล็กๆ จับกลุ่มอยู่ที่หัวมุมถนน ใบหน้าพวกเขาดูซีดเซียว น่าจะซีดเซียวกว่าที่เคยเป็น ตาของพวกเขาดูปราศจากความเฉียบคม

“โรดอลโฟ?” หนึ่งในนั้นขานเรียก “นั่นคุณรึ? ไม่น่าเป็นไปได้!” ถึงแม้ว่าเสียงของเธอจะดูเข้มแข็ง แต่เธอดูผอมแห้งและเจ็บป่วย บรรดาแวมไพร์ตนอื่นเริ่มที่จะจับกลุ่มเข้ามาใกล้ขึ้น พลางส่งเสียงถกกันพึมพำ

“ใช่ นี่ผมเอง นั่นใครกัน”

“ฉันเอง ซาบรีนา เหยื่อคนแรกและคนรักคนแรกของคุณไงล่ะ เกิดอะไรขึ้นกับคุณรึ พวกเราต่างคิดว่าคุณพ่ายแพ้และถูกฆ่าไปเมื่อพันปีก่อนแล้วซะอีก”

“ซาบรีนา งั้นรึ” โรดอลโฟ รู้สึกถึงความปรารถนาเฉกเช่นในความทรงจำที่รำลึกถึงความสุขสมเพียงใดที่เขาได้รับยามเมื่อเขาดูดเลือดเธอซะจนหมดร่าง “ผมไม่ได้ถูกทำลายหรอก ผมเพียงแต่หลับไปเท่านั้น หลับเพื่อรอวันเวลาที่พวกเราได้รับชัยชนะเหนือเหล่ามนุษย์บนโลก” เขามองไปรอบๆ ในความรกร้าง “แต่นี่ไม่ใช่สิ่งที่ผมคาดหวังไว้เลย”

“โอ…” แวมไพร์อีกตนหนึ่งเอ่ยขึ้น “แล้วคุณหวังไว้เช่นไรล่ะ”

โรดอลโฟ ยักไหล่ “ความรุ่งเรื่องของอาณาจักรแห่งแวมไพร์ โดยมีเหล่ามนุษย์เป็นทาส ยังไงล่ะ”

ซาบรีนา จ้องไปที่โรดอลโฟ ตาของเธอเริ่มทอสีแดง “มนุษย์คนสุดท้ายได้กลายสภาพไปกว่าหนึ่งร้อยปีก่อนนี้แล้ว โรดอลโฟ ไม่มีมนุษย์อีกแล้ว”

“ไม่มีรึ!” โรดอลโฟ ตกตะลึง “พวกเราสักคนไม่มีใครรู้เลยรึว่ามันหมายความว่ากระไร เลือดของมนุษย์เป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับเรา หากปราศจากมนุษย์ที่คอยอ้อนวอนร้องขอ…” เขาพลันเข้าใจในทันใด

ซาบรีนา แสยะยิ้มอย่างชั่วร้าย “ตอนนี้คุณเข้าใจแล้วใช่มั๊ยว่าทำไมพวกเราจึงเป็นเช่นนี้ นั่นเป็นเพราะว่าไม่มีเลือดสดๆ เป็นเวลากว่าศตวรรษแล้ว โรดอลโฟ พวกแมวและสัตว์ต่างๆ ต่างก็ทยอยตายลงหลังจากที่สิ้นมนุษย์ พวกเราไม่สามารถจะมองเห็นการหลีกเลี่ยงหนทางแห่งความตายได้เลย สำหรับพวกเราแล้ว ไม่มีอะไรเหลืออยู่นอกเหนือจากความหิวกระหาย”

“แล้วคุณทานอะไรกันล่ะ”

เธอชะงัก “พวกเราเริ่มที่จะดูดเลือดกันเอง และรู้สึกว่าสายเลือดของเราเริ่มที่จะอ่อนแอลงเรื่อยๆ ตามกาลเวลา แต่ที่รัก เลือดของคุณได้นอนนิ่งอยู่เป็นเวลานับพันปี มันต้องมีรสชาดสดสุดหอมหวาน…”

เธอตรงเข้าหา โรดอลโฟ อย่างช้าๆ ขณะที่เหล่าแวมไพร์ตนอื่นๆ ค่อยๆ ล้อมเข้ามาทางด้านหลัง รอยยิ้มที่ชั่วร้ายปรากฏอยู่บนใบหน้าของแต่ละตน เฉกเช่นเดียวกับของเธอ

“ซาบรีนา! คุณต้องไม่—”

“คุณเคยทำกับฉันเช่นนั้นมาแล้ว เพื่อนเก่าที่รัก”

โรดอลโฟ หันหลังและวิ่งออกไป แต่กระนั้นเขาก็รู้ดีว่าไม่มีทางหนีได้ ไม่มีอีกต่อไป

จากเรื่อง “Hunger”

ผิดพลาด

 

ผม อับราม อิวานอฟ เพิ่งได้คอมพิวเตอร์สำหรับใช้งานที่บ้านมาเครื่องหนึ่ง ที่จริงแล้วน่าจะเรียกว่า เครื่องช่วยงานเขียน ซะมากกว่า ผมคงต้องรบกับมันไปนานเท่าที่จะทำได้ ผมถกกับตัวเอง ผมเป็นนักเขียนอเมริกันที่มีผลงานมากคนหนึ่ง และปกติจะเขียนงานโดยใช้เครื่องพิมพ์ดีด    เมื่อปีก่อนหนังสือของผมได้รับการตีพิมพ์กว่าสามสิบเล่ม บ้างก็เป็นหนังสือเล่มเล็กสำหรับเด็กๆ บ้างก็เป็นกวีนิพนธ์ แต่ก็มีนวนิยาย รวมเรื่องสั้น รวมบทความ และหนังสือสารคดีบ้างเหมือนกัน    ไม่มีเล่มใดที่ทำให้ผมต้องตะขิดตะขวงใจเลย

    แล้วผมต้องการไอ้เจ้า เครื่องช่วยงานเขียน นี่ไปทำไม    แต่คุณก็รู้ว่ามันช่วยให้งานสะอาดเรียบร้อยดี ในการพิมพ์งานผมมักต้องใช้ปากกาหรือหมึกลบคำผิดในการแก้ไขอักษรที่ผิด ไม่มีใครชอบอย่างนั้น ผมไม่ต้องการให้ต้นฉบับของผมเลอะเทอะยังกะลายแทง    ผมไม่ต้องการให้บรรณาธิการคิดว่างานของผมเป็นงานชั้นสอง เพียงเพราะว่าเห็นว่ามันถูกแก้ไข

    ความยุ่งยากที่พบก็คือไอ้เครื่องนี้คงไม่ต้องใช้เวลาถึงสองปีในการเรียนรู้ที่จะใช้มันให้ชำนาญเหรอ ไม่หรอก—อย่างที่ผมพูดถึงบ่อยครั้งในสมุดบันทึกฉบับนี้แหละ    ที่ผมอยากได้ก็คือ เครื่องที่จะไม่เสียบ่อยๆ หากมีชิ้นส่วนอะไรเสียหายมันจะทำให้ผมแย่ ผมจึงเลือกเอาเครื่องที่มีคุณสมบัติ “ทนทานต่อความผิดพลาด” มันหมายความว่าหากมีอุปกรณ์ชิ้นใดที่ผิดปกติตัวเครื่องก็จะยังคงทำงานได้อย่างถูกต้อง ตรวจหาอุปกรณ์ที่ชำรุดและแก้ไขเอง แต่ถ้าทำไม่ได้ก็สามารถที่จะหาชิ้นใหม่มาเปลี่ยนแทนโดยใครก็ได้ ไม่ต้องใช้ผู้ชำนาญการ พูดง่ายๆ ผมทำเองได้นั่นแหละ

5 กุมภาพันธ์

    ผมจะยังไม่พูดถึง เครื่องช่วยงานเขียน เพราะว่าผมยังต้องพยายามเรียนรู้ว่ามันทำงานอย่างไร มันยุ่งยากพอดู เพียงชั่วประเดี๋ยวเดียว ผมก็เจอปัญหาเยอะแยะไปหมด ถึงแม้ว่าผมจะมีไอคิวสูง มีความชำนาญเฉพาะด้าน ผมสามารถเขียน แต่ถ้าเป็นเรื่องเกี่ยวกับกลไกแล้วล่ะก็ มันเล่นเอาผมย่ำแย่

    แต่ผมก็เรียนรู้เร็วพอดู จนกระทั่งผมรู้สึกมั่นใจพอสมควรว่าอะไรเป็นอะไร พนักงานขายให้คำรับประกันกับผมว่าเครื่องนี้จะพัฒนาข้อผิดพลาด เว้นแต่ว่าจำเป็น และจะไม่สามารถแก้ไขข้อผิดพลาดของมันเอง เว้นแต่ว่าเกินกว่าที่จะเกิดขึ้นไม่บ่อยนัก     เขาบอกว่าผมจะไม่ต้องการชิ้นส่วนใหม่บ่อยไปกว่าหนึ่งหนในเวลาห้าปี

    และถ้าหากว่าผมจำเป็นต้องใช้สักชิ้นหนึ่งล่ะก็ มันก็จะต้องเป็นสิ่งที่ตัวเครื่องต้องการจริงๆ   คอมพิวเตอร์มันจะทำการเปลี่ยนชิ้นส่วนด้วยตัวมันเอง ที่ผมต้องทำก็แค่เดินสายนิดหน่อย หยอดน้ำมัน และทิ้งชิ้นส่วนเก่าไปได้เลย

    มันค่อนข้างจะเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้น ผมมักจะภาวนาให้มีบางอย่างเสีย ผมจะได้เอาชิ้นส่วนใหม่มาใส่ให้มัน    ผมจะได้โอ่กับคนอื่นๆ ได้ว่า “โอ…ใช่เลย ชิปตัวหนึ่งมันไหม้ และผมก็ซ่อมได้ในเวลาแป๊บเดียว ไม่มีอะไรมากหรอก” —แต่ใครๆ คงไม่เชื่อผมร็อก

    ผมคาดว่าจะใช้มันเขียนเรื่องสั้นสักเรื่องหนึ่ง คงไม่ยาวนัก อาจจะซักสองพันคำได้ ถ้ายุ่งยากมากนักผมจะได้หันกลับไปใช้เครื่องพิมพ์ดีดเช่นเดิม จนกว่าผมจะมั่นใจที่จะใช้มันอีกครั้ง แล้วผมค่อยลองดูใหม่

14 กุมภาพันธ์

    แล้วผมก็ไม่เจอความยุ่งยากแต่อย่างไร นี่นับเป็นข้อพิสูจน์ว่า ผมสามารถโอ่ถึงมันได้ เรื่องสั้นที่เขียนออกมาช่างราบรื่นเสียนี่กระไร ไม่มีปัญหาอะไร

    ผมจึงเริ่มที่จะเขียนนวนิยายเรื่องใหม่    อันที่จริงผมน่าจะเริ่มมันตั่งแต่เดือนที่แล้ว    แต่ผมต้องการแน่ใจก่อนว่าผมสามารถทำงานโดยใช้ เครื่องช่วยงานเขียน ได้ ขอให้เป็นไปด้วยดีเถอะ    มันดูน่าขันที่ทำงานโดยไม่ต้องมีกระดาษพิมพ์ดีดสีเหลืองสักปึก ซึ่งแต่ก่อนผมอาจจะต้องค้นเพื่อคอยตรวจหาบางสิ่งบางอย่างตอนที่พิมพ์ไปกว่าร้อยหน้าแล้ว    แต่ผมคิดว่าผมสามารถเรียนรู้วิธีการในการค้นหามันจากแผ่นดิสก์ได้

 

19 กุมภาพันธ์

    คอมพิวเตอร์ตัวนี้มีคุณสมบัติที่คอยตรวจสอบแก้ไขตัวสะกดให้ มันทำให้ผมประหลาดใจเพราะว่าพนักงานขายไม่ได้บอกผมไว้ ในตอนแรกมันจะปล่อยให้มีการสะกดคำผิดได้ และเมื่อผมอ่านทวนในแต่ละหน้าที่ผมพิมพ์เสร็จ แต่มันก็เริ่มที่จะทำเครื่องหมายบนแต่ละคำที่มันไม่รู้จัก ทำให้รู้สึกน่ารำคาญนิดหน่อย เพราะคำศัพท์ของผมมีมากพอดู และผมไม่มีจุดประสงค์ที่จะทำเครื่องหมายที่คำเหล่านั้น    และแน่ทีเดียว คำวิสามานยนามที่ผมใช้ก็เป็นคำที่มันไม่รู้จักด้วย

    ผมโทรไปหาพนักงานขาย เพราะว่ามันน่ารำคาญที่จะมีการเตือนในสิ่งที่จริงๆ แล้วไม่จำเป็นต้องมีการแก้ไข

    พนักงานขายตอบข้อสงสัย “อย่าปล่อยให้มันทำให้คุณหงุดหงิดเลยครับ คุณอิวานอฟ ถ้าหากคุณต้องการคงคำที่คุณพิมพ์ไว้อย่างนั้น คุณก็พิมพ์ซ้ำทับลงไปอีกครั้ง คอมพิวเตอร์ก็จะรับรู้และต่อไปก็จะไม่ทำการแก้ไขอีกครับ”

    นั่นทำให้ผมงง “ผมจะสร้างพจนานุกรมให้กับเครื่องนี้ได้หรือเปล่า แล้วมันจะรู้ได้ยังไงว่าอันไหนผิดอันไหนถูก”

    “มันเป็นส่วนหนึ่งของคุณสมบัติทนทานต่อข้อผิดพลาดนะครับ คุณ อิวานอฟ ” เขาบอก “ตัวเครื่องเองมีพจนานุกรมเบื้องต้นอยู่แล้ว และมันจะเพิ่มคำใหม่ๆ ที่คุณใช้เข้าไปด้วย แล้วคุณจะพบว่ามันจะแสดงให้เห็นถึงคำที่สะกดผิดน้อยลง และน้อยลงไปเรื่อยๆ บอกตามความเป็นจริงนะครับ คุณ อิวานอฟ เครื่องที่คุณมีเป็นรุ่นล่าสุด เรายังไม่ค่อยแน่ใจว่าเรารู้ถึงศักยภาพทั้งหมดที่มันมีหรือเปล่า    นักวิจัยของเราบางคนรู้สึกว่ามันทนทานต่อข้อผิดพลาด นั่นคือมันสามารถทำงานต่อไปได้แม้ว่ามันมีข้อผิดพลาด    แต่การทนทานต่อข้อผิดพลาดก็คือมันไม่ได้ยึดตามข้อผิดพลาดทีใครใช้มัน ถ้ามีอะไรที่ไม่ถูกต้องกรุณาแจ้งให้เราทราบด้วยครับ พวกเราต้องการที่จะทราบจริงๆ”

    ผมไม่ค่อยแน่ใจเลยว่าผมชอบแบบนี้

 

7 มีนาคม

    ดีจริง    ผมต้องมาขลุกอยู่กับเจ้า เครื่องช่วยงานเขียน นี่ จนผมไม่รู้ว่าการคิดเป็นอย่างไรแล้ว    เป็นเวลานานพอดูที่มันทำเครื่องหมายคำที่จะสะกดผิดและผมต้องพิมพ์ซ้ำให้มันรับรู้    จนมันสามรถบอกได้ถึงคำที่สะกดผิดจริงๆ ผมไม่มีปัญหาอีกแล้ว ในความเป็นจริง เมื่อผมใช้คำยาวๆ บางทีผมก็ลองพิมพ์ผิดเพื่อที่จะดูว่ามันสามารถบอกได้หรือไม่ ผมลองพิมพ์คำว่า “สรรพสิ่ง” หรือ “นันทนาการ” หรือ “วรรณคดี” มันก็ไม่มีอะไรผิด

    จนกระทั่งเมื่อวานนี้ เกิดมีเรื่องน่าขันขึ้น มันหยุดรอให้ผมพิมพ์ซ้ำคำที่สะกดผิด มันทำการพิมพ์ซ้ำด้วยตัวมันเองอย่างอัตโนมัติ บางทีคุณไม่ต้องกดปุ่มตัวอักสรที่ผิดเลย    ตอนที่ผมเผลอพิมพ์ “5นน” แทนที่จะเป็น “ถนน” ทันใดนั้น ตัว”5″ ก็เปลี่ยนเป็นตัว “ถ” ต่อหน้าต่อตาผมเลย มันเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วมาก

    ผมลองทดสอบมันโดยจงใจพิมพ์คำที่มีตัวอักษรผิด บนจอภาพผมเห็นว่ามันผิด แต่พอผมกระพริบตามันก็กลายเป็นถูก

    เช้าวันนี้ ผมจึงโทรไปหาพนักงานขาย

    “อืมมม์” เขาเอ่ย “น่าสนใจ”

    “รบกวนหน่อยนะครับ” ผมพูด “มันน่าจะแจ้งข้อผิดพลาดให้ผมทราบ ถ้าผมพิมพ์คำว่า “หยอน” แล้วเครื่องมันจะแก้เป็น “หนอน” หรือ “หมอน” หล่ะ หรือถ้าหากมันคิดว่าผมหมายถึง “หลอน” ในขณะที่จริงๆ แล้วผมต้องการจะหมายถึง “หมอน” คุณเข้าใจแล้วใช่ไหมว่าผมหมายความว่ายังไง”

    เขาตอบ “ผมได้ปรึกษาเรื่องเครื่องของคุณกับผู้เชี่ยวชาญทางทฤษฎีของเราดูแล้ว เขาบอกผมว่าบางทีมันอาจสามารถทำความเข้าใจจากรูปประโยค หรือข้อความที่คุณเขียน และรู้ว่าจริงๆ แล้วคุณต้องการที่จะใช้คำใดเช่นเดียวกับที่คุณพิมพ์บอกมัน มันเริ่มที่จะเข้าใจวิธีเขียนของคุณและรวบรวมเข้ากับโปรแกรมของมัน”

    มีข้อตินิดหน่อย แต่มันก็ทำให้สะดวกขึ้น ตอนนี้ผมไม่ต้องอ่านทวนในแต่ละหน้าแล้ว

 

20 มีนาคม

    ผมไม่ต้องอ่านทวนงานที่เขียนเลยจริงๆ เจ้าเครื่องนี่มันจัดการช่วยแก้ไขการวางวรรคตอนและจัดเรียงคำให้ผมหมดเลย

    ครั้งแรกที่มันเกิดขึ้น ผมไม่อยากจะเชื่อเลย ผมคิดว่าผมโดนอาการตาลายเล่นงานเอา และคิดไปเองว่าคำที่ผมพิมพ์บางคำไม่ยอมแสดงขึ้นบนจอภาพ

    มันเกิดบ่อยครั้ง บ่อยขึ้น และบ่อยขึ้น แต่ก็ไม่มีอะไรที่ผิดพลาด จนถึงจุดที่ผมไม่สามารถพิมพ์ผิดหลักไวยกรณ์ได้ ถ้าผมพยายามที่จะพิมพ์บางสิ่งเช่น “Jack, and Jill went up the hill,” ตัวคอมมาก็จะไม่ควรจะมีให้เห็น หากผมลองพิมพ์ว่า “I has a book” มันจะแสดงให้เห็นเป็น “I have a book” ซึ่งก็ดี หรือถ้าผมพิมพ์ว่า “Jack, and Jill as well, went up the hill,” แล้วละก็ ผมไม่สามารถที่จะละตัวคอมมาได้เลย มันจะขึ้นมาของมันเอง

    โชคดีที่ผมยังคงเขียนบันทึกนี่ด้วยลายมือไม่เช่นนั้นผมก็คงอธิบายในสิ่งที่ผมต้องการจะหมายถึงไม่ได้ ผมคงไม่สามารถให้ตัวอย่างที่ผิดหลักไวยกรณ์ได้

    ผมไม่ค่อยชอบเลยที่มีคอมพิวเตอร์คอยแย้งผมเรื่องไวยกรณ์ แต่ก็เพราะส่วนที่แย่ที่สุดของมันก็คือ มันจะถูกเสมอ

    ก็ดี อย่างน้อยผมก็ไม่ต้องโยนมันทิ้งตอนที่บรรณาธิการส่งมันกลับมาพร้อมกับที่มีการแก้ไขในทุกบรรทัด ผมเป็นแค่นักเขียน ผมไม่ใช่นักพิสูจน์อักษรที่จะเชี่ยวชาญการหาข้อผิดเล็กๆ น้อยๆ ในภาษา ให้บรรณาธิการเขาเป็นคนแก้สิ ก็พวกเขาเขียนไม่ได้นี่ ดังนั้น ก็ให้เจ้า เครื่องช่วยงานเขียน ทำมันแทนก็แล้วกัน มันช่วยลดภาระนี้ให้กับผม

 

17 เมษายน

    ผมเคยบอกมาแล้วก่อนหน้านี้ ในเรื่องที่ผมพูดถึง เครื่องช่วยงานเขียน ของผม เป็นเวลาสามสัปดาห์แล้วที่มันคอยแก้ไขต้นฉบับให้ผม และนวนิยายของผมก็ราบรื่นดี มันเป็นงานที่ยอดเยี่ยมมาก ผมสร้างสรรค์ และมันจัดรูปแบบให้ แล้วอะไรที่จะต้องพูดถึงอีกล่ะ

    จนกระทั่งบ่ายวานนี้ มันปฏิเสธที่จะทำงานทุกอย่าง ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ไม่ว่าปุ่มใดๆ จะถูกกด ปลั๊กก็เสียบอย่างปกติดี สวิตซ์ที่ผนังก็เปิดอยู่ ผมทำทุกๆ สิ่งอย่างถูกต้องแล้ว มันก็ยังไม่ทำงาน ดีเลยผมคิด มันคงเป็นแค่คำชวนเชื่อทางธุรกิจเท่านั้น “ไม่ใช่แค่ครั้งเดียวในห้าปี” ผมเพิ่งจะใช้มันมาแค่มาสามเดือนครึ่งเท่านั้น แต่ตอนนี้ชิ้นส่วนบางชิ้นของมันคงใช้การไม่ได้แล้ว มันไม่ทำงาน

    นั่นหมายความว่าชิ้นส่วนใหม่จะต้องถูกมาจากโรงงานโดยพนักงานส่งของ แต่แน่นอน ก็คงไม่ได้จนกว่าจะถึงวันถัดไป ผมรู้สึกแย่มาก พนันกันได้เลย ผมกลัวที่จะต้องกลับไปใช้เครื่องพิมพ์ดีดแบบเก่า ต้องค้นหาข้อผิดพลาดเอง และต้องใช้ปากกาและหมึกลบคำผิด หรือไม่ก็พิมพ์ใหม่มันทั้งหน้าเลย

    ผมเข้านอนด้วยอารมณ์ที่ขุ่นมัว และนอนหลับไม่สนิทนัก สิ่งแรกที่ผมทำในตอนเช้า หรืออย่างน้อยก็หลังจากทานอาหารเช้า ผมตรงไปที่สำนักงานของผม และเพียงแค่ผมตรงไปที่ เครื่องช่วยงานเขียน ราวกับว่ามันสามารถอ่านใจผม และรับรู้ได้ว่าผมหงุดหงิดเป็นอย่างมาก ผมจะรู้สึกรื่นเริงมากขึ้นมากหากได้เตะโต๊ะกระเด็นออกนอกหน้าต่าง—–มันเริ่มที่จะทำงาน

    มันทำด้วยตัวของมันเอง ผมยังไม่ได้แตะปุ่มอะไรเลย ข้อความจำนวนหนึ่งปรากฏขึ้นบนจอภาพอย่างรวดเร็วกว่าที่ผมจะสามารถทำได้ และมันเริ่มด้วย

ผิดพลาด

    โดย อับราม อิวานอฟ

    ผมจ้องดูอย่างเซ่อไปเลย มันเขียนข้อความบันทึกของผมเกี่ยวกับตัวมันอย่างเช่นที่ผมทำก่อนหน้านี้ แต่ ดีกว่า
เขียนได้รื่นหูกว่า มีสีสันมากกว่า และได้อารมณ์ มันใช้เวลาเพียงสิบห้านาทีเขียนขึ้นมา และอีกเพียงห้านาทีสำหรับเครื่องพิมพ์ที่พิมพ์ออกมาบนกระดาษ

    ที่เกิดขึ้นนั้นเป็นเพียงตัวอย่าง หรือเป็นเพียงแบบฝึกหัดเท่านั้น หลังจากที่เสร็จแล้ว หน้าสุดท้ายที่ผมได้เขียนสำหรับนวนิยายของผมก็ปรากฏขึ้นบนจอภาพ จากนั้นแล้วข้อความต่อๆ ไปก็เริ่มถูกเขียนขึ้นโดยปราศจากผม

    เครื่องช่วยงานเขียน มันเรียนรู้ถึงแนวการเขียนงานของผม เช่นเดียวกับที่ผมเขียน เว้นแต่ว่า มันทำได้ดีกว่า

    เยี่ยมไปเลย! ผมไม่ต้องทำงานอีกแล้ว เครื่องช่วยงานเขียน ได้เขียนภายใต้ชื่อของผม ในสไตล์ของผม แน่นอน มีการพัฒนาขึ้นอีกด้วย ผมควรที่จะให้มันทำต่อไป คอยรับคำวิจารณ์จากบรรดานักวิจารณ์ที่จะบอกกับโลกว่าผมมีการพัฒนาขึ้นอย่างไร และคอยโกยค่าลิขสิทธิ์ที่จะเข้ามา

    เป็นอย่างนี้ก็น่าจะดี แต่ผมรักที่จะเขียน มันเป็นทุกสิ่งทุกอย่างที่ผมต้องการจะทำ

    ตอนนี้ ถ้าหาก เครื่องช่วยงานเขียน เขียนงานแทนผมแล้วละก็ ชีวิตที่เหลืออยู่นี่ ผมจะไปทำอะไรดีละ

* * *

Review: วาทกะแด่ผู้ล่วงลับ

วาทกะแด่ผู้ล่วงลับ
วาทกะแด่ผู้ล่วงลับ by Orson Scott Card
My rating: 5 of 5 stars

เมื่อความผิดของคุณไม่อาจกล่าวออกมาได้ เมื่อบาดแผลในใจของคุณไม่อาจเยียวยาได้ด้วยตัวเอง เมื่อคุณร่ำร้องหาใครสักคนที่จะมาช่วยคุณจากความทุกข์ระทมนี้…

เอนเดอร์ วิกกิน วีรบุรุษจากสงครามในอดีต ออกท่องไปยังดวงดาวต่างๆ ผ่านกาลเวลากว่าสามพันปี ในฐานะวาทกะแด่ผู้ล่วงลับ เพื่อเยียวยาบาดแผลในจิตใจของผู้คน รวมถึงตัวเขาเอง ด้วยบาปที่คร่าชีวินนับล้านไปยังคงฝังลึกอยู่ในใจ

จนเมื่อไปถึงลูซิตาเนีย ดวงดาวที่มนุษย์ได้พบกับพิกกี อารยชนต่างดาว ทว่า…ความแตกต่างระหว่างเผ่าพันธุ์ทั้งสอง กำลังจะทำให้ประวัติศาสตร์วนกลับไปซ้ำรอยเดิม เอนเดอร์จะรักษาแผลร้ายในจิตใจระหว่างมนุษย์และพิกกีได้หรือไม่ หรือว่าการฆ่าล้างพันธุ์เพื่อมนุษยชาติจะต้องเกิดขึ้นอีกครั้ง
—จากปกหลัง

” …ความแตกต่างระหว่างรามานและ วาเรลซี่ ไม่ได้จำเนกจากสิ่งที่ถูกพิเคราะห์ แต่อยู่ที่การพิเคราะห์นั่นต่างหากเล่า เมื่อเราได้จัดลำดับชั้นของพวกต่างด้าวว่าเป็นรามาน มิได้หมายความว่า พวกเขา ได้ผ่านเกณฑ์การลำดับชั้นทางคุณธรรมก็หาไม่ หากแต่หมายความว่า เรา มีสิ่งนั้น”
-เดมอสธีนีส, จดหมายถึงเหล่าเฟรมลิง

ลำดับชั้นของความแปลกแยก
ลำดับชั้นของความแปลกแยก คือแนวคิดที่แยกแยะความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์และสัตว์อื่นๆ เป็นลำดับชั้นโดยจำแนกออกเป็นโครงสร้างแบบห้าชั้น การจำแนกประเภทต่างๆ ในกลุ่มผู้แปลกแยกถูกนำเสนอครั้งแรกใน หนังสือประวัติศาสตร์ของชาววูทานแห่งทรอนด์ไฮม์ โดย วาเลนไทน์ วิกกิน เผยแพร่ภายใต้นามแฝง เดมอสธีนีส ในเรื่องอ้างว่าแต่ละลำดับชั้นนั้นแปลงมาจาก ภาษานอร์เวย์ ของดาวเคราะห์สมมติ ทรอนด์ไฮม์ แต่อันที่จริงแล้วเป็นภาษา สวีดิช

ลำดับชั้น
อัตแลนนิง (แปล: “พวกต่างถิ่น” หรือ “พวกแปลกถิ่น”, utlänning ในภาษาสวีดิช) คือพวกคนแปลกหน้าแต่ร่วมเชื้อชาติหรือสายพันธุ์ ของโลกหนึ่ง (เช่นชุมชนหรือวัฒนธรรม) อัตแลนนิง คือบุคคลซึ่งเป็นผู้ร่วมวัฒนธรรมเดียวกันกับผู้สังเกตการณ์ ตัวอย่างเช่น หากพบคนแปลกหน้าผู้หนึ่งอาศัยอยู่ใน เมืองอื่น, รัฐ หรือ จังหวัดอื่น บุคคลนี้จะได้รับการพิจารณาเป็นจำพวก อัตแลนนิง
เฟรมลิง (แปล: “พวกต่างภพ”, främling ในภาษาสวีดิช) เป็นสมาชิกของ สายพันธุ์ เดียวกันแต่มาจากโลกอื่นหรือวัฒนธรรมอื่น เป็นบุคคลที่เป็นได้ทั้งคล้ายและแตกต่างจากพวกเรา (ผู้สังเกตการณ์) เช่นหากเราพบคนอาศัยอยู่บน ดาวอังคาร บุคคลนี้จะถูกเรียกว่า เฟรมลิง (ตัวอย่างคลาสสิกจากเรื่อง เขามาจากดาวอังคาร ของ Robert A. Heinlein) ในตอนที่เสนอแนวคิดเรื่องลำดับชั้นนี้หมายถึงดาวเคราะห์อื่นๆ ในจักรวาลของเกมพลิกโลก (นอกเหนือจากโลก) ได้ตกเป็นเมืองขึ้นโดยวัฒนธรรมโลกเดียวหรือกลุ่มชน ทำให้มนุษย์จากดาวเคราะห์อื่นๆ คือ พวกเฟรมลิง ในการแปลงจากภาษานอร์ดิกไปเป็นสตาร์ค ได้ละ เครื่องหมาย Umlaut [อุม-เล้า] ออกไปเสีย
รามาน เป็นพวกต่างพันธุ์ร่วมภพ สายพันธุ์ต่างด้าวแปลกหน้า (ตามคำอธิบายที่ขัดแย้งของ การ์ด) ที่สามารถ สื่อสาร และ อยู่ร่วมกันสงบสุข กับ สายพันธุ์มนุษย์ แต่ก็ไม่อาจรับประกันได้ว่าพวกเขาอาจจะแทงข้างหลังเราได้เช่นกัน ขณะที่รามานสามารถแบ่งปันความคิดระหว่างกัน แต่ก็ไม่อาจอยู่ร่วมภพกันได้ อย่างน้อยในช่วงแรก ตัวอย่างของ รามาน ที่อยู่ใน จักรวาลของเกมพลิกโลก ก็คือ พวกพิกกี หรือพวกหมูน้อยแห่ง ลูซิตาเนีย, เจน และ พวกแมง รามาน เป็นคำเฉพาะคำเดียวจากทั้งหมดห้าคำนี้ที่ไม่ได้มาจากภาษาสแกนดิเนเวียน
วาเรลซี (แปล: “พวกต่างดาว”) “พวกต่างภพต่างสายพันธุ์” เป็นคนแปลกหน้าชนิดที่ไม่สามารถสื่อสารกับเราได้ พวกเขาเป็นพวกต่างดาวอย่างแท้จริง ไม่สามารถที่จะอยู่ร่วมภพกับมนุษย์ได้อย่างสิ้นเชิง ตัวอย่างเช่นในเรื่อง เดสโคลาดา ไวรัสเสมือนอัจฉริยะ อาจจะหรืออาจไม่ ถูกจัดให้มีอยู่ในประเภทนี้ แต่ เดสโคลาโดเรส ผู้ที่สร้างพวกเขาน่าจะชัดเจนกว่า (เนื่องจากองค์ความรู้ที่ชัดเจนของพวกเขาในด้าน คณิตศาสตร์, พันธุศาสตร์ และ แม่เหล็กไฟฟ้า ) แต่ นวนิยายชุดจตุรภาคของเอนเดอร์ สิ้นสุดลงก่อนที่จะสามารถสื่อสารอย่างมีความหมายกับพวกเขาได้ ตัวละครหนึ่งในเรื่องยังได้อธิบายเพิ่มว่า “สัตว์ ทั้งหมดล้วนเป็นวาเรลซี เนื่องจากพวกมัน “สนทนาไม่ได้” พวกมันมีภาษาสื่อสารของตนเอง แต่เราไม่สามารถคาดเดาจุดประสงค์อะไรหรือสาเหตุที่ทำให้พวกมันกระทำการใดๆ พวกมันอาจจะฉลาด พวกมันอาจจะทราบถึงความหมายในสิ่งต่างๆ ที่แสดงออกมา แต่เราไม่สามารถรับรู้ได้” แปลจากภาษาสวีดิช วาเรลซี หมายถึงสัตว์
ดเจอร์ (แปลเป็น: slavering สัตว์ร้าย) เป็นอสุรกาย “พวกสัตว์ร้ายที่มาเยือนยามวิกาลพร้อมกับเขี้ยวเล็บอันแหลมคม” ในภาษาสวีดิช djur หมายถึง “สัตว์”

ความสำคัญ
เหตุผลที่ลำดับชั้นนี้ระบุให้สายพันธุ์ ใด เป็น รามาน จำแนกด้วยการสื่อสารและการประนีประนอมในทางเลือกปฏิบัติที่จะก่อสงคราม ในขณะที่หากเป็นสายพันธ์ชนิดที่ถูกระบุว่าเป็นวาเรลซี แล้วเรามีสิทธิที่จะเปิดศึกกับสายพันธ์ดังกล่าวเพื่อเป็นการป้องกันตัวเอง แต่คำจำกัดความนี้ก็ยังจำเป็นต้องมีการตีความ เมื่อพิจารณาในบางช่วงของเรื่อง พวกเพคิวนิโน และ พวกฟอร์มิคส์ (“พวกแมง”) ก็ถูกระบุให้เป็น รามาน และบางช่วงอื่นก็ถูกระบุว่าเป็นวาเรลซี และการเปลี่ยนแปลงลำดับชั้นไม่ได้มาจากการเปลี่ยนคำอธิบายของแต่ละสายพันธุ์ แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงใน ‘ความเข้าใจ ของคนที่มีต่อพวกเขา’ ควารา หนึ่งในตัวละครในนวนิยายชุดนี้ ยังเน้นเจาะจงไปมากกว่านั้นว่า “เท่าที่ฉันสามารถบอกได้ สิ่งมีชีวิตที่มีปัญญาก็คือปัญญา วาเรลซี่ ของวาเลนไทน์เป็นเพียงคำอุปโลกน์ให้หมายถึง ปัญญา-ที่-เรา-ได้ตัดสินใจไปแล้ว-ว่าฆ่าได้ และ รามาน หมายถึง ปัญญา-ที่-เรา-ยัง-ไม่ได้ตัดสินใจ-จะฆ่า” จากคำพูดประโยคนี้ต้องบอกว่า การ์ด ทราบดีว่าลักษณะของลำดับชั้นนี้มีความท้าทายอย่างมาก ด้วยระบุไว้ในจดหมายเปิดผนึกในบทแรกแรกของ วาทกะแด่ผู้ล่วงลับ (และที่ระบุไว้ข้างต้น) ก่อนลำดับชั้นนี้จะถูกนำเสนอขึ้นมาให้เป็นที่รับรู้
View all my reviews

Review: ประเทศผีสิง

ประเทศผีสิง
ประเทศผีสิง by วินทร์ เลียววาริณ
My rating: 4 of 5 stars

ดังที่ออกตัวไว้ในคำนำ รวมเรื่องสั้นชุด ประเทศผีสิง นี้ไม่ใช่นิยายแนวผีตาโบ๋หลอกคน ไม่ใช่เรื่องสยองขวัญ มันเป็นเรื่องที่มีแต่กลิ่นของผี อันที่จริงออกจะเน้นเรื่องเสียดสีการเมืองและสังคมในประเทศนี้ซะมากกว่า

อ่านแล้วให้อารมณ์ไม่แตกต่างจากรวมเรื่องสั้นหักมุมเรื่องอื่น ดังเช่น “เส้นสมมติ”, “แมงโกง” เพียงแต่ใส่ธีมของผีเข้าไป

อาจจะกล่าวได้ว่าเป็นเรื่องผีแนววินทร์ เลียววาริณ ที่ผิดแปลกแตกต่างจากของคนอื่นๆ อยู่มาก ลีลาและสำนวนการเขียนยังคงฉับไว คม และให้ความบันเทิงและทิ้งประเด็นไว้ให้ผู้อ่านได้ขบคิดได้ดี

View all my reviews