คลังเก็บหมวดหมู่: Fantasy

The Ugly Unicorn ม้ามังกรขี้เหร่

แต่งโดย เจสสิกา อามานดา ซัลมอนสัน แปลโดย KOTL

ณ สวนแห่งหนึ่ง ในประเทศจีนเมื่อราวห้าร้อยปีก่อน
มีเด็กสาวคนหนึ่งผู้มีดวงตาที่งดงามยิ่ง งามจนยากจะเชื่อได้ว่านางนั้นตาบอด

เด็กสาวตาบอดผู้นี้มีชื่อว่า “กวาเว่ย”   นางได้ผูกมิตรเป็นเพื่อนกับ “หลิวมู่” ซึ่งเป็นม้ามังกรชนิดหนึ่งที่มีขนสีเงินกับหน้าตาบ้านๆ ที่ไม่ต่างกับลาตัวหนึ่งที่เพิ่มเขาขึ้นมาหนึ่งข้าง   เพราะกวาเว่ยตาบอด นางจึงไม่รู้เลยว่าหลิวมู่นั้นขี้เหร่เป็นที่สุด

ตอนที่หลิวมู่ปรากฏตัวขึ้นครั้งแรกในช่วงฤดูใบไม้ผลิ กวาเว่ย ได้กลิ่นดอกส้มและลูกพลัมอวลในสายลม เมื่อได้ยินเสียงกีบเท้าของเจ้าหลิวมู่ นางก็คิดว่านั่นคือลูกม้าที่ดอดหนีออกมาจากคอกม้าของหลูเว่ย ท่านลุงของนาง

เจ้าม้าน้อยเป็นมิตรกับนางนัก ดังนั้นนางจึงลูบหัวมัน ก่อนจะสัมผัสกับเขาเดี่ยวปลายทู่กลางหน้าผากของมัน

ตอนนั้นเองนางคิดว่าจริงๆ แล้วนี่คือ “โพ” ม้ามังกรที่แข็งแกร่งที่สุดและงดงามที่สุดในบรรดาสัตว์ในเทวตำนานทั้งหลายที่อาศัยอยู่ในประเทศจีน  นางปรบมือและหัวเราะคิกคัก “นี่โพนี่นา! ท่านอุตส่าห์มาเยี่ยมมาหาคนตาบอดอย่างข้าหรือจ๊ะ? ดีใจจัง!”

เจ้าหลิวมู่ทั้งอับอายและละอายใจเกินกว่าจะกล่าวว่า “ข้าไม่ใช่โพผู้แข็งแกร่งและสง่างามหรอก แต่ข้าเป็นแค่หลิวมู่ผู้อาภัพต่างหาก” ในชีวิตนี้มันไม่เคยถูกใครทักผิดว่าเป็นสิ่งสวยงามมาก่อนเลยจนกระทั่งถึงวันนี้ ดังนั้นสิ่งเดียวที่มันพูดออกมาได้ก็คือ “ใช่แล้ว ข้ามาเยี่ยมเจ้า”

“โอ! ข้าหวังยิ่งนักว่าจะสามารถมองเห็นท่านได้ด้วยสองตา
ไร้ประโยชน์คู่นี้!” กวาเว่ยกล่าว พลันหัวเราะคิกคักขึ้นมาอีกครา

เจ้าหลิวมู่ฟังแล้วได้แต่โน้มหัวโตๆ ของมันจนกระทั่งเขาทู่ลดลงมาจดพื้น ดวงตาของมันเศร้าสร้อยราวกับตากวาง

“เจ้าอยากจะขี่หลังข้าไปเที่ยวในสวนหรือเปล่าล่ะ?” หลิวมู่ถาม กวาเว่ยปรบมืออย่างยินดี ก่อนจะปีนขึ้นบนหลังเจ้าม้ามังกร
ขี้เหร่ “เกาะแผงคอของข้าเอาไว้แน่นๆ นะ” จากนั้นก็ออกวิ่งเหยาะๆ เข้าไปในสวนวงกตพุ่มไม้

สัตว์ในเทวตำนานอย่างหลิวมู่นั้นสามารถวิ่งผ่านภพต่างๆ ได้มากกว่าหนึ่งภพ กวาเว่ยตระหนักในทันทีว่าสวนรอบตัวได้เปลี่ยนไปแล้ว ในอากาศอบอวลไปด้วยกลิ่นต่างๆ สวนดอกไม้นานาพรรณแล่นผ่านไปขณะที่นางควบขี่เจ้าม้ามังกรไปรอบแดนสวรรค์

“ว้าวววววววว!” กวาเว่ยร้องออกมา รู้สึกถึงกระแสลมอ่อนโยนที่ยั่วล้อกับเส้นผมของนาง “เร็วกว่านี้อีก!” นางพูดพลางหัวเราะ “เร็วขึ้นอีก!”

“เร็วกว่านี้ไม่ไหวแล้ว” เจ้าหลิวมู่ตอบ “ข้าคงจะหมดแรงเสียก่อน”

นั่นคือการพบเจอกันครั้งแรกของกวาเว่ยและเจ้าม้ามังกร
ขี้เหร่

*  *  *

รักแท้ของเจ้าชาย

จากเรื่อง “The Fable of Three Princes”  โดย ไอแซค อาซิมอฟ
ผู้แปล ณาส ธรัญ   ฉบับแปล พิมพ์ครั้งแรกที่นี่

เจ้าชายฝาแฝดสามพระองค์ผู้เป็นรัชทายาทของอาณาจักรเล็กๆ ซึ่งราชบัลลังก์แทบจะไม่เพียงพอสำหรับพระองค์เดียวเสียด้วยซ้ำ ทั้งสามจึงต้องพยายามที่จะพิชิตพระราชหฤทัยของเจ้าหญิงผู้เลอโฉมแห่งอาณาจักรอัลเลมาเนีย ที่กว้างใหญ่และร่ำรวย ทว่าภารกิจนี้ไม่ได้ง่ายนัก เจ้าหญิงมิได้เลอเลิศแต่รูปโฉม แต่เก่งฉกาจด้วยเวทมนตร์ อีกทั้งเป็นที่รู้กันไปทั่วว่าพระองค์มีจิตใจที่แสนชาเย็นและไร้ซึ่งความปราณี บรรดาเจ้าชายที่ไม่ถูกเลือกจักต้องถูกสาปกลายเป็นรูปปั้นหินประดับสวน  เมื่อเจ้าชายสองพระองค์ต้องพลาดพลั้งไป เจ้าชายองค์ที่สามจะต้องตัดสินใจที่จะร่วมพิธี หรือว่าพระองค์จะทรงเลือกเอาความรักที่แท้จริง

three-little-prince-fairy-tale-castle-vector-illustration-41284608

อ่านเพิ่มเติม รักแท้ของเจ้าชาย

The Wife’s Story เรื่องเล่าจากภรรยา

เขาเป็นสามีที่ดี  เป็นพ่อที่ดี  ฉันไม่เข้าใจเลย  ฉันไม่อยากเชื่อเลย ฉันไม่อยากเชื่อว่ามันเกิดขึ้นจริง ๆ  ฉันเห็นมันเกิดขึ้น  แต่มันไม่ใช่ความจริง  เป็นไปไม่ได้  เขาอ่อนโยนเสมอ  ลองให้คุณมาเห็นเขาเล่นกับเด็กสิ  ใครที่เห็นเขาเล่นกับเด็กต้องรู้ว่าเขาไม่ได้ร้ายอะไรเลย  เลวสักนิดยังไม่มี  ตอนฉันพบเขาคราวแรก  เขายังอาศัยอยู่กับแม่ของตัวเองที่สปริงเลค  ฉันเคยเห็นเขามาด้วยกัน…พวกลูกชายกับแม่  และยังคิดด้วยซ้ำว่าหนุ่มคนไหนที่ดีกับครอบครัวตัวเองคงน่าคบเอาการ  แล้วครั้งหนึ่งตอนฉันเดินเตร่อยู่ในป่า  ฉันพบเขาเดินกลับมาตัวคนเดียวหลังล่าสัตว์เสร็จ  เขาไม่ได้เหยื่อสักตัว  แม้แต่หนูนาก็ยังจับไม่ได้  แต่ทว่าเขาก็ไม่ได้เศร้ากระไร  เขามัวแต่เดินเล่นพลางสูดอากาศยามเช้า  นั่นเป็นสิ่งหนึ่งที่ทำให้ฉันชอบเขาในตอนแรก  เขาไม่ถืออะไรจริงจังเกินไป  เขาไม่บ่นคร่ำครวญในยามที่อะไรๆไม่เป็นไปตามที่คิดไว้  เราเลยได้คุยกันวันนั้น  และฉันคิดว่าระหว่างเราคงไปได้สวยทีเดียว เพราะไม่นานเขาก็มาจับเจ่าอยู่ที่นี่แทบจะตลอดเวลา  พี่สาวฉันก็เลยบอกว่า  —อ้อ…พ่อแม่ฉันย้ายไปใต้เมื่อปีก่อน และทิ้งบ้านหลังนี้ไว้ให้เราสองคน— พี่สาวฉันบอกด้วยสำเนียงล้อเลียนปนจริงจังว่า  “เฮ้อ!  ถ้าเขาจะมาอยู่ที่นี่ทุกวัน กับอีกครึ่งคืนแล้วละก็  คงจะไม่เหลือที่ว่างพอให้ฉันหรอก!”  แล้วเธอก็ย้ายออกไปอยู่ไม่ไกลเท่าไร  พี่กับฉันสนิทกันมานานแล้ว  เรื่องแบบนี้ไม่มีวันเปลี่ยนหรอก  ฉันคงผ่านช่วงเวลาอันโหดร้ายตอนนี้ไม่ได้แน่ถ้าไม่มีเธอ

จากนั้นเขาก็มาอยู่ที่นี่  และเท่าที่ฉันพูดได้คือมันเป็นปีที่ฉันสุขที่สุดในชีวิต  เขาดีกับฉันเสมอต้นเสมอปลาย  ทำงานหนักและไม่เคยขี้เกียจ  และรูปร่างใหญ่ดูดี  ทุกคนต้องแหงนหน้ามองเชียวนะขนาดเขาอายุแค่นี้  การชุมนุมที่สโมสรให้เขาเป็นนักร้องนำบ่อยขึ้นเรื่อย ๆ  เขามีเสียงที่ไพเราะเหลือเกิน  และเขานำเสียงกลุ่มได้ทรงพลัง  คนอื่น ๆ จะร้องตามร่วมด้วย  ทั้งเสียงสูงต่ำ  ตอนนี้เมื่อฉันมาคิดแล้วก็ทำให้ฉันเสียวสันหลังทีเดียว  –เสียงร้องดังผ่านหมู่แมกไม้มาถึงนี่  และแสงจันทราเต็มดวงยามค่ำคืนฤดูร้อนส่องสว่างไปทั่ว  ฉันจะไม่มีวันได้ยินอะไรไพเราะเท่านั้นอีก  ฉันจะไม่มีวันได้รู้ถึงสุขเช่นนั้นอีกเลย อ่านเพิ่มเติม The Wife’s Story เรื่องเล่าจากภรรยา