คลังเก็บหมวดหมู่: Sci-Fi

จักรวรรดิ

-นวนิยายอันทรงพลัง
เรื่องของอุบายและพฤติกรรมที่บังเกิดในอนาคตอันไม่ไกลโพ้น-
— คลิฟฟอร์ด ดี ไซแมค —

บทที่หนึ่ง

สเปนเซอร์ แชมเบอร์ส ขมวดคิ้วจ้องไปยัง สเปซกรัม ที่วางอยู่บนโต๊ะเบื้องหน้าของเขา  จอห์น มัวร์ มัลลอรี นั่นคือตัวต้นเหตุที่ทำให้เกิดปัญหามากมายในการเลือกตั้งบนโจเวียน   เจ้าตัวแสบนี่เองที่คนร้องแรกแหกกะเฌอให้มีการตรวจสอบอำนาจของบรรษัทพลังงานระหว่างดาว  เป็นคนที่ร้องว่า สเปนเซอร์ แชมเบอร์สและบรรษัทพลังงานระหว่างดาว เป็นผู้ก่อให้เกิดสงครามทางเศรษฐกิจระหว่างผู้คนในระบบระบบสุริยะ

แชมเบอร์ส ยิ้มพลางลูบหนวดสีเทาเหล็กด้วยนิ้วมือเรียวยาวที่ได้รับการดูแลเป็นอย่างดี

ปัญหาคือที่ จอห์น มัวร์ มัลลอรี ร้องมานั้นถูกต้องซะด้วย   ด้วยเหตุผลนั้น เขาจึงเป็นคนที่อันตรายอย่างมาก  เรือนจำน่าจะเป็นสถานที่ที่เหมาะสมสำหรับเขา หากว่าเป็นคุกนอกโจเวียนก็คงจะดี   บางทีอาจจะใช้หนึ่งในบรรดาคุกยานอวกาศที่กำลังเดินทางไปยังสุดขอบของระบบสุริยะ  จะให้สุดๆ ไปเลยก็ใช้ยานที่ไปยังวงโคจรของดาวพลูโต หรือว่าเป็นคุกบนดาวพุธอาจจะดีกว่ามั๊ย

สเปนเซอร์ แชมเบอร์ส เอนหลังลงไปในเก้าอี้  พลางประสานปลายนิ้วเข้าด้วยกันและจ้องมองที่มัน แล้วก็ขมวดคิ้วอีกครั้ง อ่านเพิ่มเติม จักรวรรดิ

Advertisement

การเดินทางนานนิรันดร์

สมมติว่าคุณต้องการที่จะเดินทางข้ามประเทศ จาก พอร์ทแลนด์, รัฐเมน ไปยัง พอร์ทแลนด์, รัฐโอเรกอน นั่นคงจะมีระยะทางราวๆ 3,000 ไมล์   หากเดินทางรอบโลกนั้นก็คงเกิน 8 เท่าไปสักหน่อย ราวๆ 25,000 ไมล์

หากจะเดินทางจากโลกไปยังดวงจันทร์นั่นก็เพียง 9 เท่าของเส้นรอบโลก ก็ราวๆ 240,000 ไมล์   ไกลกว่านั้นนะเหรอ? ดีมากเลย ดาวศุกร์ ที่ใกล้โลกมากที่สุดก็ไกลออกไปราวหนึ่งร้อยเท่าของระยะทางไปดวงจันทร์ นั่นก็คือระยะห่างไกลออกไป  25,000,000 ไมล์   และถ้านับเอาตอนที่ ดาวพลูโต ใกล้โลกที่สุด มันก็ยังมีห่างกว่าหนึ่งร้อยเท่าเมื่อเทียบกับระยะห่างของดาวศุกร์   นั่นหมายถึง 2,800,000,000 ไมล์

ที่กล่าวมานี้ยังคงอยู่แต่ในระบบสุริยะของเราเท่านั้นเอง  แต่ไกลเกินกว่านั้นไปอีกท่ามกลางมวลหมู่ดาว    แม้ดาวที่ใกล้ที่สุดก็ห่างออกไปนับ 9,000 เท่าของพลูโต   ดาวที่ใกล้เราที่สุดก็คือ อัลฟ่า เซนเตารี และมันก็อยู่ห่างออกไปนับ 25,000,000,000,000 ไมล์   นี่คือดาวที่ใกล้ที่สุดแล้วนะ   อ่านเพิ่มเติม การเดินทางนานนิรันดร์

ความฝันของหุ่นยนต์

“เมื่อคืนนี้…ผมฝัน” LVX-1 พูดด้วยเสียงเบาๆ

ซูซาน เคลวิน นิ่งเงียบ  ใบหน้าวางเฉยไม่มีปฏิกิริยาใดๆ ให้มองเห็นได้   แต่ก็บ่งบอกถึงความเฉลียวฉลาดและมากไปด้วยประสบการณ์

“คุณได้ยินมั๊ย” ลินดา รัช พูดโพล่งขึ้นมา “มันพูด แบบเดียวกับที่ฉันเล่าให้คุณฟัง”   เธอดูตัวเล็ก ผมสีเข้ม และยังสาว มือขวาขยับอยู่ตลอดเวลา

เคลวินผงกศีรษะ  เธอสั่งอย่างนุ่มนวล  “เอลเวก อย่าเคลื่อนไหวหรือพูดอะไรหรือได้ยินอะไรจนกว่าฉันจะเรียกชื่ออีกครั้ง”

ไม่มีคำตอบใดๆ   หุ่นยนต์นั่งนิ่งราวกับเป็นเพียงโลหะชิ้นหนึ่ง  และมันจะคงอยู่เช่นนี้จนกระทั่งมันได้ยินเสียงเรียกชื่อของมันอีกครั้งหนึ่ง

เคลวินพูดขึ้น “ขอรหัสผ่านคอมพิวเตอร์ของคุณด้วย ดอกเตอร์รัช หรือคุณอาจจะป้อนมันด้วยตัวเองก็ได้ตามแต่สะดวก ฉันต้องการที่จะตรวจดูรูปแบบสมองโปสิตรอนซักหน่อย” อ่านเพิ่มเติม ความฝันของหุ่นยนต์

วิวัฒนาการหุ่นยนต์

 ผมเขียน ร็อบบี้  เรื่องสั้นเกี่ยวกับหุ่นยนต์เรื่องแรกขึ้นเมื่อเดือนพฤษภาคม ปีค.ศ.1939 ตอนนั้นผมมีอายุเพียงแค่ 19 ปีเท่านั้น

เพื่อที่ทำให้มันแตกต่างจากเรื่องเกี่ยวกับหุ่นยนต์เรื่องอื่นๆ ซึ่งถูกเขียนขึ้นก่อนหน้านี้ ผมตั้งใจสร้างหุ่นยนต์ในแบบของผมเอง   พวกเขาจะไม่มีลักษณะที่จะทำให้มนุษย์โกรธแค้น พวกเขาไม่ใช่ตัวอย่างของความพยายามของมนุษย์ที่จะล่วงล้ำเข้าไปในงานของพระเจ้า พวกเขาจะไม่กลายเป็นหอคอยแห่งบาเบลแห่งใหม่ที่ต้องถูกสำเร็จโทษในภายหลัง

ไม่แม้แต่จะมองให้หุ่นยนต์เป็นเพียงชนชั้นสอง   พวกเขาจะไม่ใช่สิ่งที่น่าสงสารซึ่งถูกสร้างขึ้นมาแล้วก็ถูกประหัตประหารอย่างไร้ซึ่งความยุติธรรม เฉกเช่นเรื่องของอีสปที่เขียนถึงพวกยิว คนดำหรือชนชั้นอื่นๆ ในสังคม

—ไอแซค อาซิมอฟ—
บางตอน จาก “My Robots” อ่านเพิ่มเติม วิวัฒนาการหุ่นยนต์

รักแท้

ชื่อของผมคือโจ  นั่นเป็นชื่อที่นักศึกษาหนุ่ม มิลตัน เดวิดสัน ใช้เรียกผม  เขาเป็นโปรแกรมเมอร์ และผมเป็นโปรแกรมคอมพิวเตอร์   ผมเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายมัลติแวค และเชื่อมต่อกับส่วนอื่นๆ ทั่วโลก  ผมรอบรู้ในทุกสิ่ง…เกือบทุกสิ่ง

ผมเป็นโปรแกรมส่วนตัวของมิลตัน  ที่เขาเรียกว่าโจ   เขาเก่งในด้านการเขียนโปรแกรมยิ่งกว่าใครๆ ในโลก และผมเป็นโมเดลทดลองของเขา   เขาสร้างผมให้สามารถพูดได้ดีกว่าที่คอมพิวเตอร์เครื่องอื่นๆ จะทำได้

“มันเป็นเพียงแค่การจับคู่เสียงเข้ากับสัญลักษณ์เท่านั้นเอง, โจ” เขาบอกกับผม “นั่นเป็นวิธีที่สมองของมนุษย์ทำงาน แม้ว่าเรายังคงไม่ทราบได้ว่ามีสัญลักษณ์แบบไหนในสมองของมนุษย์   แต่ผมรู้ดีถึงสัญลักษณ์ต่างๆ ในสมองของคุณ และผมก็สามารถจับคู่มันเข้ากับคำพูดได้แบบ หนึ่ง-ต่อ-หนึ่ง” นั่นทำให้ผมสามารถพูดได้ ผมไม่คิดว่าผมจะพูดได้ดีเท่าที่ผมคิด   แต่มิลตัน บอกว่าผมพูดได้ดีมาก   มิลตัน ยังคงเป็นโสด แม้ว่าเขาจะอายุย่างเข้าสี่สิบแล้วก็ตาม   เขาบอกผมว่าเขายังไม่พบผู้หญิงที่เหมาะสมกับเขา     วันหนึ่งเขาก็เอ่ยกับผม “ผมจะค้นหาเธอให้พบ, โจ  ผมจะค้นหาผู้หญิงที่ดีที่สุดสำหรับผม   ผมกำลังจะมีรักแท้ และคุณต้องช่วยผม   ผมพยายามที่จะพัฒนาคุณเพื่อที่จะใช้แก้ไขปัญหาของโลก   โปรดช่วยแก้ของผม ช่วยค้นหารักแท้ของผมให้ที”

ผมเอ่ยถาม “อะไรคือรักแท้” อ่านเพิ่มเติม รักแท้

คริสต์มาสที่ปราศจากร็อดนีย์

เรื่องมันเริ่มขึ้นที่ กราซี (เธอเป็นภรรยาของผมมาเกือบๆ สี่สิบปีได้แล้วกระมัง) ต้องการที่จะให้ ร็อดนีย์ มีเวลาพักผ่อนประจำปีกับเขาบ้าง และมันก็มาจบลงเอาที่ผมที่จะต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่ไม่มีทางเป็นไปได้ ถ้าหากคุณไม่ว่ากระไรผมก็จะเล่าให้คุณฟัง ถึงยังไงผมก็อยากที่จะเล่าให้ ใครสักคน ฟังอยู่ดีนั่นแหละ แน่นอน ผมได้เปลี่ยนแปลงชื่อและรายละเอียดบางอย่างเพื่อเป็นการป้องกันตัวเอง

สักสองเดือนก่อนนี้ ราวๆ กลางตุลาคม จู่ๆ กราซี ก็เปรยกับผมว่า “ทำไมเราไม่ปล่อยให้ ร็อดนีย์ มีเวลาผักผ่อนประจำปีบ้างล่ะ ทำไมเขาถึงไม่ควรได้โอกาสฉลองคริสต์มาสด้วย” ผมจำได้ดี ตอนนั้นผมกำลังอยู่ในภวังค์ (มันเป็นความรู้สึก แบบที่ ปล่อยให้ทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัวดำเนินไปอย่างไม่สนใจเมื่อคุณกำลังพักผ่อน หรือ ฟังเพลงเพลินๆ) แต่ผมสามารถรับรู้ได้ในทันที เพื่อที่จะทันหันไปมองกราซี ดูว่าเธอกำลังยิ้มหรือมีแววล้อเล่นในตาเธอหรือเปล่า บางทีเธออาจจะปล่อยมุขตลกออกมาเช่นเคยก็เป็นได้

เธอไม่ได้ยิ้ม ไม่มีแววตาล้อเล่น ผมท้วง “แล้วทำไมเราต้องให้เขาพักด้วยเล่า”

“แล้วทำไมถึงจะให้ไม่ได้ล่ะ”

“เธอต้องให้เครื่องทำความเย็นไปพักร้อนด้วยเหรอเปล่าล่ะ แล้วเครื่องฆ่าเชื้อ กับเครื่องฉายภาพสามมิติล่ะ เราต้องถอดปลั๊กออกด้วยมั๊ย”

“ไม่เอาน่า, โฮเวิร์ด” เธอขัด “ร็อดนีย์ ไม่ใช่เครื่องทำความเย็น หรือเครื่องฆ่าเชื้อ เขาเป็นคน นะ”

“แต่ร็อดนีย์ไม่ใช่คน มันก็เป็นเพียงแค่หุ่นยนต์ ไม่ต้องการพักผ่อนหรอกน่า”

“คุณจะไปรู้ได้ยังไงล่ะ และเขาก็เป็นคนด้วย เขาควรจะได้รับโอกาสพักและสูดบรรยากาศของวันหยุดดูบ้าง”

ผมไม่อยากที่จะถกกับเธอเรื่องของอะไรที่จัดว่าเป็น “คน” ผมรู้ว่าคุณคงเคยอ่านผลสำรวจที่ระบุว่า ผู้หญิงมักกังวล หวาดระแวง และกลัวในหุ่นยนต์มากกว่าผู้ชายถึงสามเท่า บางทีอาจเป็นเพราะว่าหุ่นยนต์ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อทำงานซึ่งในวันเลวร้ายในอดีต เรียกว่า “งานของพวกผู้หญิง” และผู้หญิงก็เกรงว่าจะไร้ค่า แต่ถึงกระนั้นผมคิดว่าพวกเธอบางคนคงจะพึงพอใจนะ อย่างเช่น กราซี นี่ไงดูจะพอใจและชอบร็อดนีย์ เอามากๆ (ทุกๆ วัน เธอมักจะพูดเสมอว่า “ฉันปลื้ม ร็อดนีย์ จัง”)

คุณต้องเข้าใจนะครับว่า ร็อดนีย์ เป็นหุ่นยนต์รุ่นโบราณซึ่งเรามีใช้มากว่า 7 ปีแล้ว มันถูกปรับแต่งให้เข้ากับบ้านสไตล์โบราณ และโดยส่วนตัวผมเองก็ชอบมันอยู่หรอกนะ แต่บางคราวผมก็อยากได้รุ่นใหม่สักตัวหนึ่ง สำหรับใช้ทำงานใหม่ๆ ได้อย่างที่เดอลานเซย์ ลูกของเรามีอยู่ แต่ กราซี ไม่เคยเห็นพ้องด้วยเลยสักครั้ง

พอผมนึกถึงเดอลานเซย์ ผมจึงแย้งขึ้น “เราจะให้ร็อดนีย์ พักยังไงได้ฮึ กราซี
เดอลานเซย์ กำลังจะมาหาพร้อมกับภรรยาหัวสูงสุดหรูหราของเขา (ผมใช้คำว่า “หรูหรา” ด้วยความรู้สึกประชดประชันเต็มที่ แต่ กราซี คงไม่ทันรู้สึก—มันช่างน่าประหลาดใจเสียจริง เธอช่างมองในด้านดีอยู่ตลอดทั้งๆ ที่มันไม่เคยมีอยู่ก็ตามที) “หากเราไม่มีร็อดนีย์ เราจะทำให้บ้านเรียบร้อยดูดีได้ยังไง แล้วอาหารมื้อค่ำอีกล่ะ

“ก็นั่นแหละ” เธอเอ่ยอย่างจริงจัง “เดอลานเซย์ กับ ฮอร์เตนส์ คงจะพาหุ่นยนต์ของพวกเขามาด้วย และมันก็คงจัดการงานบ้านพวกนี้แทนได้ คุณก็รู้ พวกเขาไม่ค่อยใส่ใจอะไรกับร็อดนีย์ นักหรอก พวกเขาคงอยากจะโชว์มากกว่าว่าหุ่นยนต์ของพวกเขานั้นทำอะไรได้บ้าง ร็อดนีย์ ก็สามารถที่จะหยุดพักได้”

ผมแค่นเสียงพูด “ถ้าหากว่ามันทำให้คุณมีความสุขนักละก็ เอายังงั้นก็ได้ ก็แค่สามวัน แต่ผมก็ไม่ต้องการให้ร็อดนีย์ คิดว่าเขาจะได้พักทุกครั้งที่มีวันหยุดด้วยหรอกนะ”

ผมก็แค่พูดติดตลกไปยังงั้นเอง แต่ กราซี ก็ตอบกลับอย่างเป็นจริงเป็นจัง “ไม่หรอก โฮเวิร์ด แล้วฉันจะอธิบายกับเขาเอง ฉันจะย้ำกับเขาว่าแค่ครั้งนี้ครั้งเดียวเท่านั้น”

เธอยังคงไม่เข้าใจอยู่ดีว่าร็อดนีย์นั้นถูกควบคุมโดยกฎสามข้อของหุ่นยนต์ ไม่มีความจำเป็นใดๆ ที่จะอธิบายให้มันฟังหรอก

ดังนั้นผมจึงคอยเวลาที่ เดอลานเซย์ กับ ฮอร์เตนส์ มาถึงด้วยจิตใจที่เต็มไปด้วยความกังวล แน่ล่ะที่ เดอลานเซย์ เป็นลูกชายคนเดียวของผม แต่เขาก็เป็นคนที่ทะเยอทะยาน เขาแต่งงานกับ ฮอร์เตนส์ ก็เพียงเพราะว่าเจ้าหล่อนมีสัมพันธภาพทางธุรกิจที่เยี่ยมยอด และเป็นตัวผลักดันให้เขาก้าวสูงขึ้นได้ ถึงอย่างไร ผมก็ยังคงหวังว่าเธออาจจะมีคุณความดีอะไรสักอย่าง แม้ผมยังค้นมันไม่พบก็ตามที

แล้วพวกเขาก็มาถึงพร้อมกับหุ่นยนต์ก่อนวันคริสต์มาสสองวัน หุ่นยนต์นั่นดูหรูหราเฉกเช่นเดียวกับ ฮอร์เตนส์ มันถูกขัดซะเงาวับ มองแล้วไม่มีมุมไหนจะดูเป็นจำพวกเดียวกับร็อดนีย์ได้ หุ่นยนต์ของ ฮอร์เตนส์ (แน่ใจได้เลยว่าเธอคงเป็นผู้ออกแบบมันหรืออย่างน้อยก็ให้มีการผลิตตามที่เธอสั่ง) เคลื่อนไหวได้อย่างเงียบเชียบ มันมักจะย่องมายืนอยู่ด้านหลังผมโดยไม่มีเหตุผลกลใด ทำเอาผมแทบหัวใจหยุดเต้นทุกครั้งที่หันไปแล้วเกือบชนใส่มัน

ที่แย่ไปกว่านั้น เดอลานเซย์ พา เลอรอย มาด้วย หลานชายตัวแสบวัยแปดขวบของผมที่ถอดแบบมาจากฮอร์เตนส์ ยังกับแกะ ผมแน่ใจว่าคงไม่มีใครจงใจที่จะสัมผัสโดนตัวเธอหรอก แต่ผมก็ยอมรับว่าอยากที่จะจับเจ้าหลานตัวแสบนี่ยัดเบ้าผสมคอนกรีต ถึงจะทำให้เขาอยู่นิ่งและปรับปรุงตัวเองได้กระมัง

เขาอยากจะรู้ว่าเราได้ส่งร็อดนีย์ไปยังหน่วยย่อยสลายแล้วรึยัง (เขาเรียกมันว่าที่สำหรับพวกชำรุด) ฮอร์เตนส์ เอ่ยขึ้นพร้อมกับทำจมูกย่นด้วยท่าทีรังเกียจ “เราพาหุ่นยนต์รุ่นใหม่ของเรามาด้วย ฉันคิดว่าคุณพ่อคุณแม่คงจะเก็บเจ้าร็อดนีย์ นี้ไปให้ห่างๆ ได้เลย”

ผมไม่ได้ตอบโต้อะไร แต่เป็นกราซี ที่ตอบไปว่า “แน่นอนสิ, ที่รัก อันที่จริงแล้ว เราให้ร็อดนีย์ หยุดพักน่ะ”

เดอลานเซย์ ทำหน้าปุเลี่ยนๆ แต่ก็ไม่เอ่ยอะไรออกมาเช่นกัน เขาย่อมรู้จักนิสัยมารดาตนเองดี

ผมแนะ ด้วยน้ำเสียงเรียบๆ “ถ้ายังงั้น เราลองเริ่มจากการให้ แรมโบลองทำเครื่องดื่มดีมั๊ย เออ อะไรดีล่ะ กาแฟ ชา ช็อกโกเลตร้อนๆ หรือบรั่นดี—”

แรมโบ คือชื่อหุ่นยนต์ของพวกเขา ไม่รู้ว่าทำไมถึงขึ้นต้นด้วยตัว อาร์ ไม่มีกฏเกี่ยวกับเรื่องนี้สักหน่อย แต่คุณคงสังเกตุได้ด้วยตนเองว่าหุ่นยนต์ส่วนมากจะมีชื่อขึ้นต้นด้วยตัว อาร์ ผมสันนิษฐานเอาเองว่า อาร์ มาจากหุ่นยนต์ ชื่อที่นิยมมากคือโรเบิร์ต มันคงมีหุ่นยนต์ซักล้านตัวกระมังที่มีชื่อว่าโรเบิร์ต

ถ้าเป็นแบบนั้นละก็ ตามความคิดของผม คนทั่วไปก็คงไม่มีใครตั้งชื่อที่ขึ้นต้นด้วยตัวอาร์อีกเป็นแน่ คุณอาจจะใช้ชื่อ บ็อบ หรือ ดิ๊ก ก็ได้แต่ไม่ใช่ โรเบิร์ตหรือ ริชาร์ด หรืออาจใช้ โพซี่ หรือ ทรูดี้ แต่ไม่ใช่ โรส หรือ รูธ เป็นแน่ รึกระทั่งชื่อที่ไม่ค่อยใช้กันสักเท่าไรก็ตามที ผมรู้จักหุ่นยนต์สามตัวที่มีชื่อว่า รุตาบากา และหุ่นอีกสองตัวที่ชื่อว่า รามเสส แต่ ฮอร์เตนส์ เป็นเพียงคนเดียวที่ผมรู้จักที่ตั้งชื่อหุ่นยนต์ว่า แรมโบ ชื่อแบบนี้ผมไม่เคยเจอะเคยเจอมาก่อน ผมไม่เคยอยากที่จะถามหรอกนะว่าทำไม ผมแน่ใจว่าเหตุผลที่ได้จากการอธิบายนั่นคงไม่ใช่เรื่องที่น่าสนุกเป็นแน่

แรมโบกลายเป็นสิ่งที่ไม่มีประโยชน์ไปในทันที แน่ล่ะเขาเป็นหุ่นยนต์ที่ถูกโปรแกรมมาสำหรับงานภายในบ้านของ เดอลานเซย์/ฮอร์เตนส์ โดยเฉพาะ มันเป็นรุ่นที่ทันสมัยและอัตโนมัติอย่างมาก การจัดเตรียมเครื่องดื่มในบ้านของพวกเขา สิ่งที่แรมโบต้องทำก็เพียงแค่กดปุ่มให้ถูกต้องเท่านั้นเอง (ทำไมนะ ใครต่อใครถึงต้องการให้หุ่นยนต์กดปุ่มแทน ผมอยากรู้นักเชียว)

เขาก็บอกในทำนองนั้น เมื่อเขาหันไปหาฮอร์เตนส์ และพูดด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลราวกับน้ำผึ้ง (ไม่ใช่เสียงแบบเด็กย่านบรู๊คลีนเฉกเช่นร็อดนีย์ “อุปกรณ์เหล่านี้ใช้การไม่ได้ครับ คุณผู้หญิง” แล้ว ฮอร์เตนส์ ก็เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงปนความเย้ยหยัน “หมายความว่า ที่นี่ไม่มีครัวแบบหุ่นยนต์ยังงั้นรึค่ะ คุณปู่” (หล่อนไม่เคยเรียกผมแบบนี้ จนกระทั่ง เลอรอย เกิด หล่อนจึงเปลี่ยนมาเรียกผมว่า “คุณปู่” หล่อนไม่เคยเรียกผมว่า โฮเวิร์ด เพราะนั่นจะแสดงให้เห็นว่าผมเป็นมนุษย์ หรือ ที่ไม่น่าเป็นไปได้มากกว่านั้นคือ แสดงให้เห็นว่าเธอเป็นมนุษย์)

ผมขัดขึ้น “เป็นสิ มันจะเป็นครัวแบบหุ่นยนต์ ก็เมื่อมี ร็อดนีย์ อยู่ในนั้นด้วย”

“ฉันเพียงแต่บอกว่า” หล่อนท้วง “นี่เราไม่ได้อยู่ในศตวรรษที่ยี่สิบแล้วนะค่ะ คุณปู่”

ผมคิด: ไม่รู้รึไงว่าฉันอยากจะอยู่แบบในยุคนั้นเพียงใด—แต่ผมก็พูดเพียงแต่ว่า “ถ้างั้น ทำไมไม่ปรับโปรแกรมให้แรมโบสามารถทำงานกับอุปกรณ์ของเราล่ะ ฉันคิดว่าเขาคงจะเท ผสม และต้ม หรือทำอะไรก็ตามเท่าที่จำเป็นได้กระมัง”

“ดิฉันมั่นใจว่าเขาทำได้” ฮอร์เตนส์ ยืนยัน “แต่เขาไม่ถูกกำหนดให้ทำแบบนั้น และดิฉันก็ไม่ต้องการที่จะไปยุ่งกับโปรแกรมของเขาด้วย มันจะทำให้เขามีประสิทธิภาพลดลง”

กราซี เอ่ยขึ้นอย่างมีกังวล แต่ก็ด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “แต่ถ้าหากเราไม่ปรับโปรแกรมของเขา เราก็จะต้องสั่งให้เขาทำทีละขั้นตอน แต่ฉันก็ไม่รู้ว่ามันทำอย่างไร ฉันไม่เคยทำมาก่อน”

ผมตอบ “ร็อดนีย์ สามารถบอกเขาได้”

กราซี ค้านทันที “โอ, โฮเวิร์ด ก็เราจะให้ ร็อดนีย์เขาพักผ่อนยังไงละ”

“ผมก็รู้ แต่เราก็ไม่ได้ขอให้เขาทำอะไรให้นี่ เพียงแค่ให้บอกแรมโบ ว่าต้องทำอย่างไร แล้วก็ให้แรมโบ ทำ”

ขณะนั้นเอง แรมโบ ก็พูดขึ้นอย่างแข็งขัน “คุณผู้หญิงครับ ไม่มีส่วนไหนในโปรแกรม หรือในชุดคำสั่งของผมที่ระบุว่าให้ผมสามารถรับคำสั่งจากหุ่นยนต์ตัวอื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งหุ่นยนต์รุ่นที่เก่ากว่า”

ฮอร์เตนส์ พูดราวกับปลอบโยนมัน “แน่นอนสิ แรมโบ ฉันมั่นใจว่าคุณปู่และคุณย่าเข้าใจในเรื่องนี้ดี” (ผมสังเกตเห็นว่า เดอลานเซย์ไม่พูดอะไรเลยสักคำ ผมคงประหลาดใจน่าดู ถ้าหากว่าเขาพูดอะไรออกมาบ้างตอนที่ภรรยาสุดที่รักของเขาอยู่ด้วย)

ผมก็เลยขัดขึ้น “เป็นอันว่า ฉันจะให้ ร็อดนีย์ บอกกับฉัน แล้วฉันก็จะบอกต่อแรมโบ อีกทีหนึ่ง”

แรมโบ ไม่พูดอะไรอีก นั่นเป็นเพราะแรมโบ อยู่ภายใต้กฎข้อที่สองของหุ่นยนต์ซึ่งบังคับให้เขาต้องเชื่อฟังคำสั่งของมนุษย์

ตาของฮอร์เตนส์ หรี่ลง และผมรู้สึกได้ว่าเธอต้องการจะบอกผมว่าเจ้าแรมโบ นั้นวิเศษเลิศเลอซะเกินกว่าที่จะรับคำสั่งจากผม แต่อาจด้วยสำนึกวูบหนึ่งของความเป็นคนช่วยรั้งเธอไว้จากการที่จะทำเช่นนั้น

เลอรอยน้อยถูกขวางโดยการห้ามปรามจากสิ่งที่คล้ายมนุษย์ เขาร้องขึ้น “ผมไม่ต้องการเห็นหน้าตาน่าเกลียดของเจ้าร็อดนีย์ ผมว่ามันคงไม่รู้ว่าจะทำอะไรยังไงหรอก แต่ถึงมันจะรู้ละก็ คุณปู่คงจะทำมันผิดอยู่ดีนะแหละ”

ผมคิดว่า มันคงจะดีถ้าหากว่าผมได้มีโอกาสอยู่กับเลอรอยน้อยสักห้านาทีและทำให้เขาเงียบลง ด้วยเหตุผลหรือไม่ก็ด้วยก้อนอิฐ แต่สัญชาติญาณความเป็นแม่คงบอกกับ ฮอร์เตนส์ ว่าอย่าปล่อยให้เลอรอยอยู่ตามลำพังกับมนุษย์คนอื่น

อันที่จริงก็ไม่เห็นต้องทำอะไรเลย เพียงแค่ให้ ร็อดนีย์ ออกมาจากช่องในผนังที่ซึ่งเขากำลังมีความสุขอยู่กับภวังค์ความคิดของตัวเอง (ผมคงต้องประหลาดใจเป็นแน่ ถ้าหากว่าหุ่นยนต์มีความคิดเป็นของตนเองยามอยู่ตามลำพัง) และให้เขากลับไปทำงาน มันยุ่งยากน่าดู ถ้าเขาจะต้องพูดประโยคหนึ่ง แล้วผมก็ต้องพูดประโยคเดียวกัน แล้วแรมโบจึงจะทำงานอะไรได้สักอย่าง จากนั้น ร็อดนีย์ ก็จะพูดอีกประโยคหนึ่ง แล้วก็ต่อๆ ไป

มันดูจะใช้เวลาสองเท่าเมื่อเทียบกับการที่ให้ ร็อดนีย์ ทำด้วยตัวมันเอง และมันก็ทำให้ผมยุ่งยากมากด้วย ผมบอกคุณเช่นนี้ได้ ก็เพราะว่ามันต้องเป็นไปอย่างนั้น ไม่ว่าจะเป็นการใช้เครื่องฆ่าเชื้อ/ล้างจาน การทำอาหารสำหรับฉลองคริสต์มาส การทำความสะอาดโต๊ะหรือพื้นที่รกเลอะเทอะ ทุกๆ สิ่งนะแหละ

กราซี ได้แต่พร่ำบ่นว่า วันหยุดของร็อดนีย์ กำลังถูกทำลาย ดูเหมือนว่าเธอไม่ได้รู้สึกเลยว่าวันหยุดของผมก็ถูกทำลายด้วยเช่นกัน แม้ว่าผมจะชื่นชมต่อ ฮอร์เตนส์ ในการที่เธอสามารถที่จะพูดบางสิ่งบางอย่างที่ไม่สุภาพออกมาได้ในแทบจะทุกๆ เรื่อง ผมลองสังเกต เธอไม่เคยมองย้อนดูตัวเองเลยสักครั้ง ไม่ว่าใครๆ ก็สามารถหยาบคายได้ แต่ความสามารถสร้างสรรค์ในเชิงหยาบคายนั่นทำให้ผมต้องปรบมือให้เธอเลย

จริงๆ แล้ว สิ่งที่เลวร้ายที่สุดมักมาในคืนวันคริสต์มาสอีฟ เมื่อต้นไม้ถูกตั้งขึ้น ผมก็แทบหมดแรง เราไม่ได้มีต้นไม้อิเล็คโทรนิคที่จะต่อเข้ากับกล่องเครื่องประดับอัตโนมัติ และกดเพียงแค่ปุ่มเดียวทุกอย่างก็เรียบร้อย สมบูรณ์ สวยงาม ต้นไม้ของเรา (แบบดั้งเดิม, พลาสติกแบบโบราณ) อุปกรณ์เครื่องประดับจะต้องถูกนำมาติด ทีละชิ้น ด้วยมือ

ฮอร์เตนส์ ดูเหมือนจะทักท้วง แต่ผมก็พูดดักเอาไว้ก่อน “อันที่จริงนะ ฮอร์เตนส์ การที่ต้องทำแบบนี้หมายความว่าเธอจะสามารถคิดสร้างสรรค์ หรือจัดการมันด้วยตัวเธอเองได้”

ฮอร์เตนส์ ทำท่าฟุดฟิดราวกับเอาเล็บขูดผนังปูนขรุขระ และเดินออกจากห้องไปด้วยอาการคลื่นเหียนที่แสดงออกบนใบหน้า ผมมองตามหลังเธอไป ดีใจที่เธอไปซะได้ แล้วผมจึงเริ่มงานที่น่าเบื่อหน่ายในการฟังคำสั่งต่างๆ สำหรับงานของ ร็อดนีย์ แล้วป้อนมันเข้าให้กับ แรมโบ

เมื่อมันสิ้นสุด ผมก็ตัดสินใจที่จะพักสมองและเท้าที่ระบม โดยนั่งลงบนเก้าอี้ตรงมุมสลัวๆ ของห้อง ผมเพิ่งจะเอนร่างที่ปวดระบมลงบนเก้าอี้ เลอรอย น้อยก็เข้ามา คาดว่าเขาคงมองไม่เห็นผม หรือไม่ก็อาจจะไม่ได้สนใจคิดว่าเป็นเพียงเฟอร์นิเจอร์ที่ไม่สำคัญและไม่น่าสนใจชิ้นหนึ่งที่อยู่ในห้องก็เป็นได้

เขาจ้องไปที่ต้นคริสต์มาสอย่างเหยียดๆ แล้วพูดกับ แรมโบ “ไหนล่ะของขวัญวันคริสต์มาส ฉันขอคุณปู่กับคุณย่าให้ของขวัญฉันชิ้นหนึ่ง แต่ฉันไม่ต้องการรอจนถึงเช้าวันพรุ่งนี้”

แรมโบ ตอบ “ผมไม่ทราบว่ามันอยู่ที่ไหนครับ เจ้านายน้อย”

“ฮู่วห์!” เลอรอย ทำเสียงไม่ได้ดั่งใจ พลางหันไปทาง ร็อดนีย์ “แล้วแกล่ะ ไอ้หน้าเหม็น แกรู้มั๊ยว่าของขวัญนั่นอยู่ที่ไหน”

ด้วยขอบเขตของโปรแกรมทีมีอยู่ภายในตัว ร็อดนีย์ ปฏิเสธที่จะตอบคำถาม เพราะเขาไม่รู้สึกว่าเขาถูกอ้างถึง ด้วยที่ชื่อของเขาคือ ร็อดนีย์ ไม่ใช่ไอ้หน้าเหม็น อย่างไรก็ตาม เขาก็เห็นว่าก็ไม่ใช่ลักษณะของ แรมโบ เช่นกัน เขาจึงตอบกลับไปอย่างสุภาพ “ผมทราบครับ เจ้านายน้อย”

“แล้วมันอยู่ที่ไหนล่ะ เจ้าอ้วกแก่”

ร็อดนีย์ ตอบ “ผมไม่คิดว่ามันเป็นเรื่องฉลาดที่จะบอกคุณครับ เจ้านายน้อย นั่นคงจะทำให้ กราซี และโฮเวิร์ด ซึ่งต้องการที่จะมอบของขวัญนั้นให้คุณในตอนเช้าต้องผิดหวังเป็นแน่”

“ฟังนะ” เจ้าเลอรอย ตัวน้อยพูดเชิงสั่ง “แกคิดว่าแกกำลังพูดอยู่กับใคร ไอ้หุ่นยนต์งี่เง่า เอาล่ะตอนนี้ข้าขอสั่งให้แกเอาของขวัญนั่นมาให้ข้าเดี๋ยวนี้” และด้วยความตั้งใจที่จะแสดงให้ ร็อดนีย์ เห็นว่าใครเป็นเจ้านาย เขาจึงเตะหุ่นยนต์นั่นเข้าที่หน้าแข้ง

นั่นเป็นสิ่งที่ผิดพลาด ผมมองเห็นเพียงวินาทีก่อนที่เกิดเหตุ ก่อนวินาทีแห่งความเบิกบานใจนั่น จากนั้นเจ้าเลอรอย ตัวน้อยคงจะพร้อมเข้านอนเป็นแน่ (แม้ว่าเขาควรที่จะเข้านอนหน้านี้แล้ว) ตอนนั้นเขาสวมรองเท้าแตะอยู่ รองเท้านั่นคงหลุดออกจากเท้าเขาตอนที่เขาเตะ เขาจึงเตะเข้าที่หน้าแข้งของหุ่นยนต์ที่สร้างมาจากเหล็กโครเมียมที่แข็งแกร่งด้วยเท้าเปล่า

เขาหล่นลงพื้น พลางร้องเรียกหาแม่ลั่น “มีอะไรหือ เลอรอย มีอะไร”

เจ้าเลอรอย ตัวน้อยฟ้องลั่น “เขาตีผม เจ้าหุ่นยนต์ปีศาจนี่ตีผม”

ฮอร์เตนส์ กรีดร้อง หล่อนหันมาทางผมและตะโกนใส่ “ไอ้หุ่นกระป๋องนี้ต้องถูกทำลาย”

ผมท้วง “ไม่เอาน่า, ฮอร์เตนส์ หุ่นยนต์ไม่สามารถตีเด็กได้ กฎข้อแรกของหุ่นยนต์ป้องกันเอาไว้แล้ว”

“มันเป็นหุ่นเก่าๆ ไอ้หุ่นชำรุด เลอรอย บอกว่า—”

เลอรอย โกหก ไม่มีหุ่นยนต์แบบไหน ไม่ว่าจะเก่าหรือชำรุด จะสามารถตีเด็กได้

“แต่เขา ตีผม คุณปู่ตีผม” เลอรอย คราง

“ฉันก็อยากจะตีอยู่หรอก” ผมเอ่ยเบาๆ “แต่ไม่มีหุ่นยนต์ตัวไหนหรอก ที่จะปล่อยให้ฉันทำแบบนั้น ลองถามหุ่นยนต์ของเธอดูสิ ถามแรมโบ ดูสิ ว่าเขาจะนิ่งเฉยในขณะที่ ร็อดนีย์ หรือว่าฉันตีลูกของเธอรึเปล่าหือ ว่าไงแรมโบ

ผมอ้างถึงมันอย่างเลี่ยงไม่ได้ และ แรมโบ ก็ตอบว่า “ผมไม่สามารถปล่อยให้มีอันตรายใดๆ เกิดขึ้นกับเจ้านายน้อยเป็นแน่ครับ คุณผู้หญิง แต่ผมก็ไม่รู้ว่าเจ้านายน้อยคิดจะทำอะไร เขาเตะเข้าที่หน้าแข้งของร็อดนีย์ ด้วยเท้าเปล่าครับ คุณผู้หญิง”

ฮอร์เตนส์ หอบฮั่กๆ นัยน์ตาโปนด้วยความโกรธ “เขาต้องมีเหตุผลที่ดีพอที่จะทำเช่นนั้น ถึงยังไงก็ตาม ดิฉันก็ยังต้องการเห็นเจ้าหุ่นยนต์นี่ถูกทำลาย”

“ก็เอาสิฮอร์เตนส์ หากว่าเธออยากที่จะทำลายประสิทธิภาพของหุ่นยนต์ของเธอ โดยพยายามปรับโปรแกรมให้มันโกหก มันจะเป็นพยานปากเอกที่จะบอกว่าอะไรที่นำมาซึ่งการเตะนั่น และมันเป็นยังไงต่อไป หากเป็นเช่นนั้นละก็ ฉันก็ยินดี”

ฮอร์เตนส์ กลับในเช้าวันถัดไป หล่อนพยุงเลอรอย ที่หน้าตาถอดสีซีดเซียวไปกับหล่อนด้วย(ดูเหมือนว่าเขาจะนิ้วเท้าซ้น—แต่ก็ไม่มีสิ่งใดที่เขาไม่สมควรจะได้รับ) และตามท้ายด้วยเดอลานเซย์ ที่ยังคงปิดปากเงียบสนิท

กราซี พยายามอ้อนวอนให้พวกเขาอยู่ต่อ ผมมองดูพวกเขาจากไปอย่างไร้ซึ่งอารมณ์ใดๆ ไม่สิ นั่นดูจะปดไปสักหน่อย ผมมองดูพวกเขาจากไปอย่างเต็มไปด้วยอารมณ์ อารมณ์ที่โปรดโปร่งโล่งใจ

ภายหลัง ผมพูดกับ ร็อดนีย์ ตอนที่ กราซี ไม่อยู่ด้วย “ฉันเสียใจนะ ร็อดนีย์ มันช่างเป็นคริสต์มาสที่เลวร้ายซะจริง เพียงเพราะว่าเราพยายามที่จะมีมันโดยปราศจากเธอ เราจะไม่ทำเช่นนี้อีก ฉันสัญญา”

“ขอบคุณครับ, ท่าน” ร็อดนีย์ เอ่ยตอบ “ผมต้องยอมรับว่าช่วงสองวันที่ผ่านมานี้ผมรู้สึกปรารถนาอย่างจริงจังว่ากฎของหุ่นยนต์นั้นไม่มีอยู่”

ผมแสยะยิ้ม แล้วก็ส่ายศีรษะ แต่ก็ต้องสะดุ้งตื่นขึ้นมากลางดึกและเริ่มที่จะกังวล ผมรู้สึกกังวลอยู่เรื่อยมานับตั้งแต่นั้น

ผมยอมรับว่า ร็อดนีย์ ใช้ความพยายามอย่างมากแล้ว แต่หุ่นยนต์ไม่สามารถที่จะปรารถนาให้ปราศจากซึ่งกฎของหุ่นยนต์ ได้ มันต้องไม่สามารถคิดเช่นนั้น ไม่ว่าสถานการณ์จะเป็นเช่นใดก็ตาม

ถ้าหากผมรายงานเรื่องนี้ไป ร็อดนีย์ ก็คงต้องถูกนำไปทำลายเป็นเศษขยะ และถ้าหากเราได้รับหุ่นยนต์ตัวใหม่มาแทน กราซี ก็คงไม่มีวันให้อภัยผมเป็นแน่ ไม่มีทาง ต้องไม่มีหุ่นยนต์ตัวใหม่ ไม่ว่าจะรุ่นใหม่สักเพียงใด ไม่ว่าจะมีความสามารถมากเพียงไหน สำหรับเธอแล้ว ไม่มีหุ่นยนต์ตัวใดสามารถแทนที่ร็อดนีย์ได้

ผมไม่เคยยกโทษให้กับตัวเองเลย อันที่จริงนอกจากความชมชอบเป็นส่วนตัวของผมที่มีต่อร็อดนีย์แล้ว ผมก็ไม่ปรารถนาที่จะหยิบยื่นความพึงพอใจเช่นนั้นให้กับฮอร์เตนส์ หรอก

แต่ถ้าผมไม่ทำอะไรเลย ผมก็จะอยู่กับหุ่นยนต์ที่สามารถที่จะปรารถนาให้ปราศจากซึ่งกฎของหุ่นยนต์ จากความปรารถนาไปเป็นการมีพฤติกรรมราวกับปราศจากซึ่งกฎนั้นต่างกันราวถูกคั่นเพียงเส้นบางๆ เท่านั้น แล้วชั่วขณะไหนล่ะที่มันจะก้าวข้ามเส้นนั้น แล้วจากนั้นมันจะมีพฤติกรรมแบบไหนกัน

แล้วจะให้ผมทำอย่างไรดี? ทำอย่างไรดี?

จากเรื่อง Christmas without Rodney
แต่งโดย ไอแซค อาซิมอฟ

แดรก, มนุษย์ล่องหน

  1. ไม่มีใครเคยใส่ใจแดรก เลย แม้แต่ตอนที่เขาสวมรองเท้าใหม่ที่ขัดซะวาววับ ก็ไม่มีใครสังเกตเห็น
    ไม่มีใครเคยเลือกให้เขาเป็นผู้นำขบวนดุริยางค์เดินรอบสนามเด็กเล่นเลยสักครั้ง
  2. ทุกๆ วัน เด็กทั้งห้องจะจัดขบวนดุริยางค์เดินเล่นรอบสนามเด็กเล่น เด็กทุกคนต่างก็จะเล่นเครื่องดนตรีหนึ่งชิ้นยกเว้นผู้นำขบวน ผู้นำขบวนจะควงคฑา อยู่ด้านหน้า
  3. แดรก มักจะอยู่ด้านหลังสุดเสมอ เขาต้องเล่น ไตรแองเกิล   มีอยู่วันหนึ่ง แดรกหกล้ม เด็กคนอื่น ก็ยังคงเดินตามขบวนกันต่อไป ไม่มีใครใส่ใจที่จะสังเกตเห็นเขา แดรก อยากที่จะหายตัวไปจากตรงนั้นซะเลย
  4. ตอนกลางวัน เขานั่งอยู่คนเดียว เขาทานได้ไม่มาก แม่ของเขาจึงมาหาเพื่อพาเขากลับบ้าน
  5. แม่เล่านิทานเกี่ยวกับนางฟ้าสมปรารถนาให้เขาฟัง ในตอนจบกล่าวไว้ว่า
    นางฟ้าก็ได้ให้พรกับเธอ แล้วเธอก็อยู่อย่างมีความสุขตราบชั่วกาลนาน
    หลับฝันดีนะจ๊ะ แม่ของเขากล่อม แล้วก็จุมพิตที่หน้าผากของเขา
  6. ในตอนเช้า เมื่อเขาลงมาทานอาหาร แม่ของแดรกก็เอ่ยทัก เช้านี้ลูกดูแจ่มใสดีขึ้นนี่ แต่ แดรกไม่รู้สึกอย่างนั้น เขาอยากหายตัวไปซะ
  7. ในระหว่างที่เดินไปยังป้ายจอดรถประจำทาง เขาเล่นหน้าเล่นตากับกระจกหน้าร้านตัดผม
    เขาแลบลิ้น ปลิ้นหู และทำตาแหล่

  8. ทันใดนั้น เขาก็สังเกตเห็นบางสิ่งแปลกประหลาดเกิดขึ้น เขามองไม่เห็นลิ้นของตัวเอง เขาลองเลียริมฝีปากดู ลิ้นของเขาก็ยังอยู่นี่ เขารู้สึกได้ แต่เขามองไม่เห็นมัน..
  9. เมื่อเขานั่งลงที่ม้านั่งเพื่อรอรถประจำทาง เขาก็รู้สึกคันที่ท้อง เขาจึงถลกเสื้อเชิ้ตขึ้นเกา ท้องของเขาก็ล่องหน เช่นกัน
  10. เมื่อเขาก้าวขึ้นรถประจำทาง ขากางเกงก็ถลกขึ้น เขาพบว่าขาของเขาก็ล่องหนไปแล้ว เช่นกัน
  11. เมื่อถึงเวลาที่เขานั่งลงด้านหลังห้องเรียน เขาก็ล่องหนอย่างสมบูรณ์ เฉกเช่นที่เขาปรารถนา ทุกๆ คนเห็นเพียงแต่เสื้อเชิ้ต, กางเกงยีนส์ และรองเท้าวาววับคู่ใหม่ ที่เขาใส่อยู่
  12. เบ็ตตี้ซู เป็นคนแรกที่สังเกตเห็น แดรก หายตัวได้!”
  13. เด็กคนอื่นๆ พากันมารุมดูรอบๆ ตัวเขา บางคนลองแตะศีรษะเขาดูเพื่อแน่ใจว่ามันยังอยู่ตรงนั้น
  14. แดรก รู้สึกอยากหายตัวไปยิ่งกว่าเดิมอีก ทันใดเขาก็รู้ว่าเขาควรทำอย่างไร เขาถอดเสื้อเชิ้ต ถอดกางเกงยีนส์และรองเท้าคู่ใหม่ออก ตอนนี้ไม่มีใครมองเห็นเขาอีก เขาจึงจะกลับบ้าน
  15. เขาหยิบหนังสือขึ้นมา และเริ่มเดินออกจากห้อง
    ดูนั่น! หนังสือลอยได้!”
    เบ็ตตี้ซู ร้องตะโกน
    นั่นไง แดรกลาร์สโพล่งขึ้น แล้วเธอจะไปไหนล่ะ เขาถาม
  16. ฉันจะไปซ่อนที่ไหนสักแห่งนะสิ” แดรก ตอบ
    เธอซ่อนในห้องเรียนนี้ก็ได้นี่ คุณครูเอ่ยขึ้น
    ฉันจะนับหนึ่งถึงห้านะ เธอไปซ่อน แล้วพวกเราจะช่วยกันค้นหาเธอ” ลาร์ส แนะ
  17. แดรก วางหนังสือไว้บนเก้าอี้ ลาร์ส เริ่มนับหนึ่งถึงห้า แดรก จึงหมอบลงซ่อนใต้โต๊ะของเขา และนิ่งรอ พวกเด็กๆ พากันเดินรอบๆ ห้อง ลูบตามผนังและโบกมือเหนือโต๊ะ ไม่มีใครหาเขาพบ
  18. เธอซ่อนเก่งจัง” ลาร์ส เอ่ย ช่วยส่งเสียงให้เรารู้หน่อย ว่าเธออยู่ตรงไหน แดรก ใช้เท้าเคาะพื้นให้มีเสียงดังขึ้นมาจากใต้โต๊ะ เบ็ตตี้ซู จึงหาเขาพบ
  19. ลองเล่นกันใหม่อีกที” ลาร์ส เอ่ยพร้อมกับเริ่มนับหนึ่งถึงห้า แดรก ปีนขึ้นไปอยู่บนโต๊ะครู พวกเด็กๆ พากันเดินรอบๆ ห้อง ลูบตามผนังและโบกมือเหนือโต๊ะอีกครั้งหนึ่ง เบ็ตตี้ซู เกือบจะแตะเขาโดน แต่เขาหลบได้ทัน
  20. หยิบอะไรขึ้นทีสิ เราจะได้หาเธอพบ” ลาร์ส ยอมแพ้อีกครั้ง แดรก จึงหยิบคฑานำขบวนขึ้นมา
    ทุกๆ คนพากันปรบมือให้เขา

  21. แดรก รู้สึกมีความสุขมาก เขาเดินรอบๆ บนโต๊ะครูพร้อมๆ กับควงคฑาไปด้วย แล้วเขาก็ปีนลงมาและ เดินไปรอบๆ ห้อง
  22. บรรดาเด็กๆ ต่างก็หยิบเอาเครื่องดนตรีที่ตนเล่นขึ้นมา และจัดแถวเดินตามหลังแดรก พวกเขาพากันออกไปเดินขบวนรอบๆ สนามเด็กเล่นตามหลังคฑาที่ควงอยู่
  23. ครูคนหนึ่งพลันเห็น คฑาลอยอยู่ด้านหน้าของขบวน
    ใครกันนะ ที่เดินนำอยู่หน้าขบวน เธอร้องถาม
    ผมเองครับ” แดรก ตอบ ผมกำลังล่องหนอยู่ครับ
    ครูคนนั้นพลันหัวเราะลั่น
    แหม ช่างเล่นกลได้เก่งจริงๆ เธอเอ่ย
  24. ดิง ดิง ด่อง รถไอศกรีมแล่นเข้ามา เด็กๆ ทุกคนวิ่งไปซื้อไอศกรีม แดรก พยายามที่จะซื้อเช่นกัน แต่คนขายไอศกรีมมองไม่เห็นเขา
  25. แดรก อยากจะให้ตนเองกลับมามองเห็นได้อีกครั้ง แต่ก็ไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น
  26. แดรก นำหน้าพาบรรดาเด็กๆ กลับเข้าชั้นเรียน เขาควงคฑาอย่างช้าๆ เมื่อเขาเดินผ่านกระจกห้องโถง แดรก แลบลิ้นออกมาดู เขาเห็นมัน! ตรงกลางใบหน้าที่ยังล่องหนอยู่ ลิ้นของเขาเอง
  27. เช้าวันรุ่งขึ้น แดรก ส่องกระจกดู เขาเห็นตนเองอยู่ในนั้น
  28. เมื่อเขาไปถึงโรงเรียน เขาก็ได้นำขบวนดุริยางค์อีกครั้งหนึ่ง
  29. ดิง ดิง ด่อง รถไอศกรีมแล่นเข้ามา คราวนี้คนขายไอศกรีมมองเห็นเขาแล้ว แดรก ดีใจที่เขาไม่ได้ล่องหนอีกต่อไป


คำตอบ

ดวาร์ อีฟ กำลังดำเนินพิธีการเชื่อมต่อในขั้นสุดท้ายด้วยทองคำ มีสายตามากมายไม่รู้กี่คู่ที่เฝ้ามองเขาอยู่ผ่านกล้องโทรทัศนานับโหลและผ่านทางเครือข่ายซับอีเธอร์ทั่วทั้งจักรวาล เพื่อจับจ้องในสิ่งที่เขากำลังทำอยู่

เขายืนขึ้นและหันไปพยักหน้าให้กับ ดวาร์ เรย์น แล้วเคลื่อนตัวไปยืนด้านข้างสวิทช์ซึ่งจะเป็นสิ่งที่ทำให้สนธิสัญญานั้นสมบูรณ์หากว่าเขาโยกมันขึ้น เจ้าสวิทช์นี้ก็จะทำการเชื่อมโยง และในทันใดนั้น มหาเครื่องจักรคอมพิวติ้งที่มีอยู่ทั้งมวลในทุกพิภพทั่วทั้งจักรวาลเก้าสิบหกพันล้านดาวเคราะห์จะเชื่อมต่อกันผ่านอภิมหาวงจรซึ่งจะโยงพวกมันเข้าด้วยกันเป็นอภิมหาเครื่องคำนวณหนึ่งเดียว เป็นเครื่องจักรไซเบอร์เนติคเพียงหนึ่งเดียวที่จะผสมผสานทุกองค์ความรู้ที่มีอยู่ในทุกกาแลคซี

ดวาร์ เรย์น กล่าวสุนทรพจน์สั้นๆ กับผู้ชมและผู้ฟังนับล้านล้าน หลังจากเงียบลงชั่วขณะ เขาก็ให้สัญญาณ “ตอนนี้เลย ดวาร์ อีฟ”

ดวาร์ อีฟ โยกสวิทช์ มีเสีบงฮึมฮัมครางลั่นจากการกระชากของพลังงานจากดาวเคราะห์เก้าสิบหกล้านดวง ไฟแฟลชแลบแปลบปลับระยิบระยับทั่วทั้งแผงบนเครื่องที่ยาวนับไมล์

ดวาร์ อีฟ เคลื่อนตัวถอยหลังไปและสูดลมหายใจเข้าลึกๆ “เกียรติของการถามคำถามแรกนี้เป็นของท่าน ดวาร์ เรย์น”

“ขอบใจ” ดวาร์ เรย์น ตอบรับ “มันควรจะเป็นคำถามที่ไม่มีเครืองจักรไซเบอร์เนติคเครื่องใดเคยสามารถตอบได้”

เขาหันหน้าไปเผชิญกับเครื่องจักร “พระเจ้ามีจริงหรือ”

เสียงอันยิ่งใหญ่ตอบกลับด้วยปราศจากความลังเล ไม่มีแม้สักหนึ่งเสี้ยวของการค้นหา

“มีสิ ตอนนี้ พระเจ้ามีอยู่จริง”

ความกลัวฉาบลงบนใบหน้าของ ดวาร์ อีฟ ในทันใด เขากระโดดไปเพื่อที่จะคว้าสวิทช์

สายฟ้าฟาดลงมาจากท้องฟ้าที่ไร้ซึ่งวี่แววเมฆฝน กระหน่ำลงบนร่างจนเขาร่วงลง และหลอมตัวสวิทช์ปิดจนละลาย


เพื่อนรัก

Lular City

นายแอนเดอร์สัน เอ่ยขึ้น “ที่รักจ๊ะ  จิมมี่ อยู่ไหน”

“คงออกไปเล่นแถวๆ เครเตอร์ ละมั๊ง” นางแอนเดอร์สันตอบ “ไม่เป็นไรหรอก โรบัทท์ ไปกับเขาด้วย—เจ้านั่น มาถึงแล้วรึ”

“จ๊ะ มาถึงที่สถานีส่งจรวดแล้ว กำลังเข้ารับการทดสอบ อันที่จริงตัวผมเองแทบรอที่จะเจอมันไม่ไหวแล้ว นับตั้งแต่ผมจากโลกมาเมื่อ 15 ปีก่อน ฉันก็ไม่เคยเห็นมัน จริงๆ สักครั้ง ไม่นับในภาพยนตร์นะ

จิมมี่ ก็ไม่เคยเจอแม้แต่ครั้งเดียว” นางแอนเดอร์สัน สนับสนุน

“ก็เพราะเขาเป็นเด็กที่เกิดบนดวงจันทร์ และไม่เคยไปเยี่ยมโลกมาก่อนนะสิ นั่นแหละเป็นเหตุผลที่ผมนำมัน มาที่นี่ ผมคิดว่าน่าจะเป็นครั้งแรกบนดวงจันทร์”

อ่านเพิ่มเติม เพื่อนรัก