รักแท้ของเจ้าชาย

จากเรื่อง “The Fable of Three Princes”  โดย ไอแซค อาซิมอฟ
ผู้แปล ณาส ธรัญ   ฉบับแปล พิมพ์ครั้งแรกที่นี่

เจ้าชายฝาแฝดสามพระองค์ผู้เป็นรัชทายาทของอาณาจักรเล็กๆ ซึ่งราชบัลลังก์แทบจะไม่เพียงพอสำหรับพระองค์เดียวเสียด้วยซ้ำ ทั้งสามจึงต้องพยายามที่จะพิชิตพระราชหฤทัยของเจ้าหญิงผู้เลอโฉมแห่งอาณาจักรอัลเลมาเนีย ที่กว้างใหญ่และร่ำรวย ทว่าภารกิจนี้ไม่ได้ง่ายนัก เจ้าหญิงมิได้เลอเลิศแต่รูปโฉม แต่เก่งฉกาจด้วยเวทมนตร์ อีกทั้งเป็นที่รู้กันไปทั่วว่าพระองค์มีจิตใจที่แสนชาเย็นและไร้ซึ่งความปราณี บรรดาเจ้าชายที่ไม่ถูกเลือกจักต้องถูกสาปกลายเป็นรูปปั้นหินประดับสวน  เมื่อเจ้าชายสองพระองค์ต้องพลาดพลั้งไป เจ้าชายองค์ที่สามจะต้องตัดสินใจที่จะร่วมพิธี หรือว่าพระองค์จะทรงเลือกเอาความรักที่แท้จริง

three-little-prince-fairy-tale-castle-vector-illustration-41284608

มีกษัตริย์องค์หนึ่งพระนามว่า ฮิลเดอริค เป็นผู้ครองอาณาจักรเล็กๆ แห่งหนึ่งที่รู้จักกันในนาม ไมโครเมตริกา  แม้จะไม่ใช่อาณาจักรที่ร่ำรวยหรือมีอำนาจ แต่ก็เป็นอาณาจักรที่มีความผาสุก นั่นก็เพราะ ฮิลเดอริค เป็นกษัตริย์ที่ดีองค์หนึ่งซึ่งมีความรักใคร่ต่อประชาชน และพวกเขาเหล่านั้นก็รักพระองค์มากเช่นกัน

ด้วยเหตุที่ ไมโครเมตริกาเป็นอาณาจักรเล็กๆ และยากจน  พระเจ้าฮิลเดอริคจึงไม่พยายามที่จะไปสู้รบปรบมือกับอาณาจักรอื่นๆ  และด้วยเหตุที่มันเป็นอาณาจักรเล็กๆ และยากจน อาณาจักรอื่นๆ จึงไม่คิดว่ามันมีค่ามากพอที่จะมาสู้รบด้วย   ด้วยเหตุผลนี้ ความสงบสุขและสันติภาพจึงมีทั่วทั้งอาณาจักรไมโครเมตริกา

แน่นอนสิ ที่กษัตริย์ฮิลเดอริคไม่ได้พอพระทัยในความจนนี้   ในปราสาทหลังเล็กกระจิดริดกระทั่งเขาก็ต้องไปช่วยงานในสวน ขณะที่ภรรยาของเขา, ราชินีเออเมนทรูด ก็ต้องเข้าไปช่วยงานในครัวเช่นกัน   นั่นทำให้ทั้งสององค์ไม่มีความสุข แต่สิ่งที่พวกเขาปรารถนาเหลือล้นยิ่งกว่านั้นก็คือ—บุตรชาย

แล้ววันนั้นก็มาถึง องค์ราชินีให้ประสูติทารกเป็นครั้งแรก  ทั่วทั้งอาณาจักรล้วนมีแต่ความยินดีปรีดา  เว้นแต่ประการหนึ่งที่ว่า ที่พระองค์ทรงให้ประสูตินั้นเป็นแฝดสาม เป็นเจ้าชายน้อยๆ 3 องค์

 

“ที่รัก…โอ้ที่รัก” พระเจ้าฮิลเดอริคตรัสขึ้นอย่างตรึกตรอง “ด้วยเจ้าชายน้อยๆ 3 องค์นี่ แล้วเราจะตัดสินใจเลือกใครให้ครองราชย์บัลลังค์ดีล่ะ”

“บางที” ราชินีเออเมนทรูด เอ่ยตอบ พร้อมกับมองโอรสทั้งสามด้วยความรักและความภูมิใจ “เมื่อถึงเวลานั้น เราอาจให้ทั้งสามครองราชย์ร่วมกันก็เป็นได้”

แต่ พระเจ้าฮิลเตอริคส่ายพระพักตร์ “ข้าไม่เห็นด้วยกับเจ้าหรอกนะ, ที่รักของข้า   อาณาจักรนี้กว้างใหญ่เพียงพอสำหรับปกครองด้วยกษัตริย์เพียงองค์เดียวเท่านั้น    อาณาจักรอื่นๆ จะได้หัวเราะเยาะเราละซี หากว่ามันมีถึงสาม   นอกจากนั้นแล้ว ถ้าหากว่าทั้งสามองค์มีความเห็นไม่ตรงกันล่ะ   ประชาชนของเราคงจะไม่มีความสุขแน่กับการทะเลาะกันของเหล่ากษัตริย์”

“ถ้างั้นก็…” ราชินีให้ความเห็น “เราควรตัดสินใจอีกทีเมื่อพวกเขาเติบใหญ่”

 

เจ้าชายน้อยๆ ทั้งสามพระองค์เติบโตขึ้นมามีพระวรกายสูงสง่า และแข็งแรง   พระราชาและราชินีต่างก็รักใคร่ในโอรสทั้งสามอย่างเท่าเทียมกัน  ทั้งสามพระองค์ทรงสนพระทัยการเรียนเป็นอย่างดี   ดังนั้นเมื่อถึงเวลาผลัดราชบัลลังค์ ไม่ว่าพระองค์ใดต่างก็เหมาะสมที่จะเป็นกษัตริย์

ถึงแม้ว่าพระโอรสทั้งสามต่างสนพระทัยในการเรียน  แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าทั้งสามจะเหมือนกันทุกประการ  แต่ละพระองค์ต่างก็มีรูปร่าง หน้าตา และรสนิยมที่แตกต่างกันไป

โอรสองค์แรก มีพระวรกายสูงใหญ่และแข็งแรง มากกว่าอีกสองพระองค์   จึงได้รับขานพระนามว่า พรีมัส ซึ่งมีความหมายตามภาษาเก่าแก่และศักดิ์สิทธิ์ของอาณาจักรว่า “หมายเลขหนึ่ง”

ยามที่พระองค์ว่างเว้นจากการเรียน   เจ้าชายพรีมัส ก็มักจะออกกำลังกาย เพิ่มความแข็งแกร่งของกล้ามเนื้อ  พระองค์สามารถยกของที่หนักมาก  งอแท่งเหล็ก และผ่าผลมะพร้าวได้ด้วยมือเปล่า

ทุกๆ คนในอาณาจักรต่างก็ชื่นชมในความแข็งแกร่งของพระองค์ และคิดว่าถ้าหากเจ้าชายองค์นี้ขึ้นครองราชย์  พวกเขาจะรู้สึกปลอดภัย

โอรสองค์ที่สอง ไม่มีพระวรกายที่สูงและแข็งแรงเท่าเจ้าชายพรีมัส  ได้รับขานพระนามว่า เซกันดัส ซึ่งมีความหมายตามภาษาเก่าแก่และศักดิ์สิทธิ์ของอาณาจักรว่า “หมายเลขสอง”

กล้ามเนื้อของพระองค์ไม่ได้แข็งแกร่งเช่นเจ้าชายพรีมัส แต่เมื่อพระองค์ว่างเว้นจากการเรียน ก็จะฝึกฝนการใช้อาวุธ และศิลปะการต่อสู้   เจ้าชายเซกันดัส สามารถยิงธนูได้อย่างแม่นยำ และขว้างหอกได้ไกล ยิ่งกว่าใครๆ ในอาณาจักร  ไม่มีผู้ใดสามารถประดาบสู้กับพระองค์ได้ และพระองค์ยังสามารถบังคับม้าได้อย่างยอดเยี่ยมอีกด้วย

ทุกๆ คนในอาณาจักรต่างชื่นชมในความสามารถของพระองค์ และคิดว่าถ้าหากเจ้าชายองค์นี้ได้ขึ้นครองราชย์  พวกเขาคงรู้สึกปลอดภัยเช่นกัน

โอรสองค์สุดท้าย แม้จะมีพระวรกายล่ำสันและแข็งแรง แต่ก็ไม่ได้สูงใหญ่และแข็งแกร่งเท่าพระเชษฐาทั้งสอง  ด้วยเหตุนี้พระองค์จึงได้รับพระนามว่า เตอติอัส  ซึ่งมีความหมายว่า “หมายเลขสาม”

เจ้าชายเตอติอัส มีความชำนาญในการเรียนมากกว่าพระเชษฐาทั้งสอง แต่พระองค์ไม่ได้สนใจที่จะยกน้ำหนัก หรือขว้างหอก   ยามที่พระองค์ว่างจากการเรียน ก็จะแต่งบทกวีขับขานเรื่องราวของความรัก และร้องออกมาด้วยพระสุรเสียงที่ไพเราะน่าฟัง  นอกจากนั้นแล้วพระองค์ก็สนพระทัยที่จะอ่านหนังสือ

เหล่าหญิงสาวน้อยใหญ่ในอาณาจักรต่างรู้สึกว่า บทกวีของเจ้าชายเตอติอัสนั้นเป็นสิ่งที่งดงาม  อย่างไรก็ตาม คนอื่นๆ ต่างไม่แน่ใจในความปลอดภัยนักหากว่าจะมีนักกวีขึ้นครองราชย์   แต่พวกเขาก็ดีใจที่ยังมีเจ้าชายที่แข็งแกร่งอีกสองพระองค์ให้เลือก

นับเป็นโชคที่ดีที่ เจ้าชายทั้งสามต่างก็รักใคร่ซึ่งกันและกันเป็นอย่างดี  ทั้งสามต่างก็ตัดสินพระทัยว่าจะไม่ทะเลาะหรือต่อสู้กันเองเพื่อแย่งชิงที่จะเป็นกษัตริย์   ที่จริงแล้ว นั่นเป็นเพราะพวกเขาต่างรักและต้องการให้พระบิดาอยู่ครองราชย์ไปตราบนานเท่านาน

“แต่ถึงยังไงตาม” เจ้าชายพรีมัสเอ่ยขึ้น “พระบิดาของพวกเราก็จะต้องถึงวัยชรา และที่สุดแล้วพวกเราจะต้องทำการตัดสินใจ   ด้วยเหตุที่เราต่างก็มีวัยเดียวกัน ย่อมไม่สามารถเลือกผู้ที่มีอายุมากที่สุดได้   อย่างไรก็ตามข้ามีร่างกายสูงใหญ่ และแข็งแรงที่สุด นั่นควรจะเป็นสิ่งที่นำมาพิจารณาได้”

“ก็ใช่” เจ้าชายเซกันดัสขัด “แต่ข้าก็มีทักษะในการรบ   ข้าไม่ได้ต้องการจะโอ่นักหรอก แต่มันก็เป็นสิ่งที่สำคัญมิใช่รึ”

“ข้าคิดว่า…” เจ้าชายเตอติอัสแสดงความเห็นบ้าง “เราควรให้พ่อกับแม่เป็นผู้ตัดสินนะ”

“ข้าคิดว่าเจ้าไม่ควรเรียกพระบิดาและพระมารดา ว่า ‘พ่อกับแม่’ นะ” เจ้าชายพรีมัส เอ็ด

“แต่นั่นแหละที่พวกเขาเป็น” เจ้าชายเตอติอัสแย้ง

“ไม่ใช่เช่นนั้น” เจ้าชายเซกันดัสค้าน “เราต้องคำนึงถึงเกียรติยศและศักดิ์ศรี   ถ้าหากว่าวันหนึ่งข้าได้เป็นกษัตริย์ ข้าคาดหวังว่าเจ้าควรจะเรียกข้าว่า ‘องค์ราชา’   ข้าคงรู้สึกชอกช้ำมากหาเจ้าเรียกข้าว่า ‘คู่หู’ หรือ ‘เกลอ’ “

“นั่นเป็นความจริง” เจ้าชายพรีมัสเสริม “ถ้าหากข้าเป็นกษัตริย์ ข้าก็คงรู้สึกถูกหมิ่นเกียรติ หากถูกเรียกว่า ‘เจ้าหนึ่ง’ ”

“ในกรณีนี้” เจ้าชายเตอติอัส ผู้ซึ่งไม่ต้องการที่จะทะเลาะ จึงเอ่ยขึ้นอีกครั้ง “ทำไมเราไม่ไปถามพระราชบิดามารดาว่าพวกเราควรจะทำเช่นไร   ถึงอย่างไร, พระองค์ก็เป็นกษัตริย์ และพวกเราควรจะเชื่อฟังในพระกระแสรับสั่ง”

“เป็นความคิดที่ดี” อีกสองพระองค์คล้อยตาม และทั้งหมดก็ตรงไปยังห้องราชบังลังค์

 

พระเจ้าฮิลเดอริคทรงครุ่นคิดในเรื่องนี้อย่างหนัก   ด้วยความที่เป็นกษัตริย์ที่ดี พระองค์จึงต้องการที่จะทำในสิ่งที่เห็นว่าดีที่สุดสำหรับอาณาจักรเล็กๆ ของพระองค์   ภายใต้กษัตริย์ที่แข็งแกร่ง หรือกษัตริย์นักรบ หรือกษัตริย์นักกวี ก็ตามพระองค์ไม่อาจมั่นใจได้ว่าผู้ใดจะทำให้อาณาจักรของพระองค์รุ่งเรืองขึ้นได้

แล้วอาณาจักรต้องการอะไรกันล่ะ  พระองค์คิด  คงเป็นกษัตริย์ที่ร่ำรวยกระมัง  ผู้ที่สามารถจ่ายทรัพย์สินเพื่อสร้างอาณาจักรให้มีความสุขและเจริญยิ่งๆ ขึ้นได้

ในท้ายที่สุด พระองค์ก็ตัดสินพระทัย ตรัสขึ้น “ไม่มีทางที่ข้าสามารถเลือกคนใดคนหนึ่งระหว่างเจ้าทั้งสามได้   ข้าจะส่งพวกเจ้าไปเผชิญกับ ภยันอันตรายและความยากลำบาก เพื่อเสาะแสวงหาทรัพย์สมบัติ—จำนวนมหาศาล    ข้าไม่ได้ต้องการที่จะให้ความสำคัญทรัพย์สินมากเกินไป   แต่พวกเจ้าก็รู้ดี เราต้องการมันมากทีเดียว   เพราะฉะนั้น ในบรรดาพวกเจ้าทั้งสาม ผู้ใดที่สามารถกลับมาพร้อมกับเงินจำนวนมากที่สุด ก็จะได้เป็นกษัตริย์”

ราชินีเออเมนทรูดดูไม่สบายพระทัยนัก “แต่ พ่อท่าน—“(เธอไม่เคยเรียกว่า “องค์ราชา” อย่างที่ถูกเรียกโดยเหล่าข้าราชสำนัก   เหตุที่อาณาจักรมีขนาดเล็ก พวกข้าราชสำนักนี้ก็เลยมีไม่มากนัก) “แต่ พ่อท่าน” เธอขัดขึ้น “เจ้าชายที่รักของเราอาจจะได้รับบาดเจ็บจากการแสวงหานี้ก็เป็นได้”

“เราทำได้แต่เพียงหวังว่าพวกเขาจะไม่ได้รับอันตรายใดๆ   แต่เราต้องการเงิน เจ้ารู้มั๊ยว่า จักรพรรดิแมกซิเมียน แห่ง อัลเลมาเนีย มีทรัพย์สินมากมายมหาศาล เขาอาจจะเป็นกษัตริย์ที่รำรวยที่สุดในโลกก็เป็นได้”

เจ้าชายพรีมัส เอ่ย  “อาจเป็นเช่นนั้น, พระบิดา แต่องค์จักรพรรดิคงไม่ให้เงินเรา เพียงเพราะเราร้องขอหรอกนะ”

เจ้าชายเซกันดัสเสริม “ที่จริงแล้ว, ไม่มีใครหรอกที่จะให้เงินเรา เพียงเพราะเราร้องขอ”

เจ้าชายเตอติอัส แย้งขึ้น “ข้าไม่คิดว่าเจ้าชายควรจะร้องขอเงิน ไม่ว่าจะกรณีใดก็ตาม”

“เจ้าชายของข้า” พระราชาตรัส “ไม่จำเป็นที่จะต้องร้องขอเงินใดๆ   องค์จักรพรรดิแมกซิเมียนทรงมีราชธิดาองค์หนึ่งนามว่า เมลิเวอร์ซา   และหล่อนเป็นทายาทเพียงองค์เดียว”

พระองค์ตรัสพลางดึงกระดาษม้วนหนึ่งออกมาคลี่ไปบนโต๊ะ

“ข้าได้รับสาส์นนี้มาเมื่อสองวันก่อน มันเป็นสาส์นที่ป่าวประกาศถึงกษัตริย์ทั่วทั้งโลก มันช่างน่ายินดียิ่งนักที่องค์จักรพรรดิยังจดจำข้าได้   ทั้งที่ข้าเป็นเพียงกษัตริย์ผู้ครองอาณาจักรเล็กๆ ที่ยากจนเท่านั้น”

พระองค์กระเอมเล็กน้อย และตรัสว่า “ในสาส์นนี้บอกว่า…เจ้าหญิงแห่งราชอาณาจักร ผู้ซึ่งมีพระสิริโฉมงดงาม ดังทิวา มีพระวรกายบอบบาง สูงสง่า และมีการศึกษาที่ดี”

เจ้าชายพรีมัส ขัดขึ้น “คงมีปัญหาเล็กน้อยหากเจ้าหญิงมีการศึกษาที่ดี   เจ้าหล่อนคงพูดมากน่าดู”

“แต่เราไม่จำเป็นที่จะต้องฟังเธอนิ” เจ้าชายเซกันดัส แย้ง

เจ้าชายเตอติดัส เอ่ยถามด้วยความสงสัย “แต่ พระราชบิดาท่าน, เจ้าหญิงแห่งราชอาณาจักรทรงเกี่ยวอะไรกับการที่เราจะแสวงหาทรัพย์สินเงินตรา รีพ่ะยะค่ะ”

“ดีมาก, เจ้าชายน้อยของข้า” พระราชาทรงอธิบาย “ใครก็ตามที่มีศักดิ์เป็นเจ้าชาย และสามารถพิสูจน์ตนเองในศักดิ์นั้น จะได้รับอนุญาตให้แสดงความสามารถของตน ถ้าหากว่าความสามารถนั้นเป็นที่พึงพอพระทัยของเจ้าหญิงเมลิเวอร์ซาแล้วละก็ เธอจักอภิเษกกับเจ้าชายผู้นั้น   และเขาก็จะได้เป็นผู้สืบทอดราชบัลลังค์ ได้รับเกียรติยศและทรัพย์สมบัติมากมาย   ในท้ายที่สุด ก็จักได้เป็นจักรพรรดิองค์ต่อไป    ถ้าหากว่าเป็นหนึ่งในบรรดาพวกเจ้าแล้วละก็ เจ้าคงไม่กลับมาเป็นกษัตริย์แห่งอาณาจักรนี้อีกกระมัง และด้วยความมั่งคั่งของจักรวรรดิ เจ้าก็คงทำให้อาณาจักรไมโครเมตริกาของเราเจริญรุ่งเรืองเป็นแน่แท้”

เจ้าชายพรีมัส โอ้อวด “เจ้าหญิงเมลิเวอร์ซา ไม่อาจต้านทานกล้ามเนื้อที่แข็งแกร่งของข้าได้แน่ พระบิดา”

เจ้าชายเซกันดัส โอ่บ้าง “หรือไม่ก็ ความเก่งฉกาจบนหลังม้าของข้า”

เจ้าชายเตอติอัส รำพัน “ข้าเพียงแต่หวังว่าเธออาจชื่นชอบในบทกวี…”

พระเจ้าฮิลเดอริค ทรงสั่งสอน “นั่นเป็นเพียงบางสิ่งบางอย่างเท่านั้น, กระนั้น ข้ามีโอรสที่เพียบพร้อมไปด้วยความรู้ทั้งในด้านเศรษฐศาสตร์, สังคมศาสตร์, และศาสตร์อื่นๆ ที่กษัตริย์ที่ดีควรที่จะรู้   อย่างไรก็ตาม, เมลิเวอร์ซาได้เรียนรู้มาทางด้านเวทย์มนตร์   ถ้าเจ้าชายองค์ใดพยายามที่จะครองใจนาง แต่ไม่สำเร็จ นางก็จะเสกเขาให้กลายเป็นรูปปั้น   นางเพียงบอกว่านางต้องการรูปปั้นจำนวนมากไว้ดูแล่นยามเดินชมสวน”

ราชินีเออเมนทรูด ตรัสรับ “ข้าทราบดี” แล้วก็เริ่มร้องไห้

“อย่าร่ำไห้ไปเลย, พระราชมารดา” เจ้าชายเตอติอัสผู้เป็นที่รักเธอยิ่ง ตรัสปลอบ”ข้าแน่ใจว่ามันเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้องที่จะสาปเจ้าชายให้กลายเป็นรูปปั้น”

“โดยปกติแล้ว ย่อมไม่ใช่แน่นอน” กษัตริย์ทรงอธิบาย “แต่มันเป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลง   นอกจากนั้นแล้วมันเป็นเรื่องที่ยากลำบากที่จะไปโต้แย้งเรื่องข้อกฎหมายกับเจ้าหญิงแห่งราชอาณาจักร    ถ้าหากว่า พวกเจ้าไม่ต้องการที่จะเสี่ยง ข้าก็จะไม่กล่าวโทษเจ้า…เพียงแต่เราต้องการเงินเป็นอย่างมากเท่านั้นเอง”

เจ้าชายพรีมัส ตอบ “ข้าไม่กลัวหรอก เจ้าหล่อนไม่มีทางต้านทานข้าได้”

“หรือไม่ก็ข้า” เจ้าชายเซกันดัสเสริม

ส่วนเจ้าชายเตอติอัส ดูเหมือนตกอยู่ในภวังค์ของความคิด และไม่เอ่ยอะไรออกมาเลย

 

เจ้าชายทั้งสามได้รับการเตรียมพร้อมสำหรับการเดินทางไกลในบันดล   ด้วยฉลองพระองค์ที่ดูซีดหม่น ล้าสมัย และม้าที่แสนจะชรา  แต่นั่นก็เป็นสิ่งที่ดีที่สุดเท่าทีพวกเขาสามารถจัดหาได้

“ลาก่อน, พระบิดาพระมารดา” เจ้าชายพรีมัส ตรัสลา “ข้าจะไม่ทำให้ท่านต้องผิดหวังแน่นอน”

“ข้าก็หวังไว้เช่นนั้น” พระเจ้าฮิลเดอริคตรัสอย่างไม่มั่นพระทัยนัก ขณะที่ราชินีเออเมนทรูดคอยร่ำไห้กระซิกๆ อยู่ด้านหลัง

“ข้าก็จะไม่ทำให้ท่านต้องผิดหวังเช่นกัน พระราชบิดามารดา” เจ้าชายเซกันดัสตรัสอย่างมั่นใจ

เจ้าชายเตอติอัสรอจนกระทั้ง เจ้าชายทั้งสองเริ่มเดินทาง แล้วจึงตรัสลาบ้าง “ลาก่อน, พ่อกับแม่ ข้าจะทำให้ดีที่สุดเท่าที่ข้าจะทำได้”

“ลาก่อนลูกข้า” พระเจ้าฮิลเดอริคตรัสตอบ ด้วยสุรเสียงที่เหมือนมีอะไรบางอย่างจุกอยู่ในลำคอ

ราชินีเออเมนทรูดกอดเจ้าชายเตอติอัสก่อนที่เขาจะเดินทางตามพี่น้องทั้งสองไป

นับเป็นเวลานานทีเดียว กว่าที่เจ้าชายทั้งสามจะบรรลุถึงเมืองหลวงของจักรวรรดิ   ม้าของพวกเขาต่างเหนื่อยล้า และฉลองพระองค์ก็ขะมุกขะมอมและเก่าขาด   พวกเขาต่างใช้เงินที่มีอยู่หมดสิ้นไปแล้ว และต้องกู้ยืมจากพ่อค้าเงินกู้ของแต่ละอาณาจักรที่เดินทางผ่าน

“มันช่างไกลเหลือเกิน” เจ้าชายเตอติอัสตรัสอย่างเศร้าๆ “เราต้องเต็มไปด้วยหนี้สินรุงรัง นั่นทำให้อาณาจักรของเราแย่ลงไปกว่าเดิมอีก”

“หลังจากที่ข้าเอาชนะเจ้าหญิงได้” เจ้าชายพรีมัส ตรัสตอบ “ข้าจะจ่ายคืนให้เป็นสามเท่าเลย”

“ข้าจะจ่ายให้ห้าเท่าเลยก็ยังได้” เจ้าชายเซกันดัส ตรัสบ้าง

เจ้าชายเตอติอัส เสริม “ถ้าเพียงแต่ พวกเราคนใดคนหนึ่งได้รับชัยชนะ”

“เราจะแพ้ได้อย่างไรกันเล่า” เจ้าชายพรีมัสและเจ้าชายเซกันดัสแย้งขึ้นมาอย่างพร้อมเพียงกัน

 

เมื่อเดินทางถึงเมืองหลวง ทั้งสามพระองค์ต่างได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดี  ได้รับม้าหนุ่มพันธุ์ดี และฉลองพระองค์ใหม่ที่สวยงามและหรูหรา และพำนักในปราสาทที่ใหญ่โตและสวยงามที่สุดเท่าทีทั้งสามพระองค์เคยพบเห็นมาก่อน มีคนรับให้มากมายคอยรอรับคำสั่งในยามที่ต้องการ ด้วยความสุภาพอ่อนน้อม

เจ้าชายทั้งสามรู้สึกปราบปลื้มเป็นล้นพ้นที่ได้รับการต้อนรับเช่นนี้

เจ้าชายพรีมัส แสดงความเห็น “องค์จักรพรรดิต้องทรงทราบเป็นแน่แท้ ว่าพวกเรามาจากครอบครัวที่ยอดเยี่ยมเพียงไร   เราสืบเชื้อสายกษัตริย์มานานหลายยุคหลายสมัย”

“แน่นอน” เจ้าชายเตอติอัส เสริม “แต่พวกเขาล้วนแต่เป็นกษัตริย์ที่ยากจน ข้าคิดว่าองค์จักรพรรดิคงทราบในข้อนี้ด้วยเช่นกัน”

“พระองค์ต้องทราบเป็นแน่” เจ้าชายเซกันดัส ตรัสย้ำ “องค์จักรพรรดิทราบในทุกสิ่ง   มิฉะนั้นแล้ว พระองค์จะเป็นจักรพรรดิได้เช่นไร”

เมื่อตรัสถึงตอนนี้ สาวใช้คนหนึ่งก็นำผ้าผืนใหม่มาเพื่อให้เหล่าเจ้าชายได้สรงน้ำ ตระเตรียมเข้าร่วมพิธีต้อนรับในค่ำคืนนี้

เจ้าชายพรีมัส ตรัสโพล่งขึ้นในทันใด “นี่เจ้า…สาวใช้”

สาวใช้ร่างสั่นเทา เมื่อต้องเผชิญหน้ากับเจ้าชาย และเอ่ยตอบด้วยเสียงเบาๆ ราวกับกระซิบ “เพคะท่าน…ผู้สูงศักดิ์”

“เจ้าพอบอกได้ข้าหรือไม่ว่าองค์จักรพรรดิเป็นจักรพรรดิที่ฉลาดมั๊ย”

สาวใช้ตอบ “โอ้, ท่านผู้สูงศักดิ์ ทั่วทั้งอาณาจักรต่างล้วนชื่นชมในความชาญฉลาดของพระองค์”

เจ้าชายเซกันดัส ถามบ้าง “พระองค์ทรงสนพระทัยหรือไม่ว่า เจ้าชายที่มาเยือนนั้นร่ำรวยหรือยากจน”

“โอ้ ไม่เลยเพคะ, ท่านผู้สูงศักดิ์” สาวใช้ตอบ “พระองค์ทรงร่ำรวยล้นเหลือ ทรัพย์สมบัติไม่มีค่าอันใดต่อพระองค์   พระองค์สนใจเพียงแต่ความสุขของราชธิดาเท่านั้น   ถ้าหากพระธิดาต้องการที่จะอภิเษกกับเจ้าชายองค์ใด   เจ้าชายองค์นั้นก็จะเป็นทายาทของอาณาจักรนี้โดยที่ไม่ต้องมีทรัพย์สินติดตัวมาแม้แต่เพนนีเดียว”

เจ้าชายพรีมัสและเจ้าชายเซกัสดัสต่างก็ยิ้มและพยักหน้าให้กันและกัน ราวกับจะกล่าวว่า: พวกเราทราบดีอยู่แล้ว

เจ้าชายเตอติอัสส่งยิ้มให้สาวใช้ และตรัสขึ้น “แล้วเจ้าหญิงเล่า พระองค์งดงามดังเช่นเจ้าหรือเปล่าล่ะ, ที่รักของข้า”

ใบหน้าของสาวใช้แดงซ่าน ริมฝีปากเม้มแน่นด้วยความเขินอาย เธอดูไม่อาจเอ่ยปากตอบออกมาได้

เจ้าชายพรีมัสเอ็ดพี่น้องของตนด้วยน้ำเสียงดูหมิ่น “เจ้าต้องไม่เรียกสาวใช้ว่า ‘ที่รักของข้า’ มันไม่ควรออกมาจากปากของผู้ที่เป็นเจ้าชาย”

เจ้าชายเซกันดัส เยาะด้วยน้ำเสียงดูหมิ่นเช่นกัน “สาวใช้จะดูน่ารักได้อย่างไรกัน   สาวใช้จะอย่างไรก็เป็นเพียงแค่สาวใช้เท่านั้นแหละ”

เจ้าชายเตอติอัส ตรัสแย้ง “ข้าเพียงแต่ต้องการคำตอบในสิ่งที่ข้าถามไป”

สาวใช้ ผู้ซึ่งที่จริงแล้วมีความน่ารักแม้ว่าจะเป็นเพียงแค่สาวใช้ก็ตาม (แต่เจ้าชายส่วนใหญ่มักจะไม่เห็นเช่นนั้น) เอ่ยตอบ “ท่านราชนิกุลผู้สูงศักดิ์ผู้นี้คงเพียงแค่ล้อข้าเล่น   เจ้าหญิงทรงสูงกว่าและทรงพระสิริโฉมกว่าข้าพระองค์มากมายนัก   พระองค์งามสง่าดุจดังดวงตะวัน”

“อา…” เจ้าชายพรีมัส ตรัส “เจ้าหญิงผู้ร่ำรวยผู้ซึ่งงามสง่าดั่งดวงตะวันย่อมเป็นบุคคลที่น่าสนใจแน่แท้”

เจ้าชายเตอติอัส กลับตรัสว่า “เธออาจจะส่องสว่างเกินกว่าที่จะจ้องมอง หากว่าเธอนั้นงามสง่าดั้งดวงตะวัน”

สาวใช้แย้ง “และพระองค์ยังทรงเย่อหยิ่ง”

เจ้าชายพรีมัส ตรัสท้วงขึ้นในทันที “สาวใช้ เจ้าไม่ควรที่จะพูดเมื่อไม่มีผู้ใดเอ่ยกับเจ้า”

เจ้าชายเซกันดัส สนับสนุน “นั่นคงเป็นเพราะไปเรียกเจ้าหล่อนว่า ‘ที่รักของข้า’ นะสิ”

แต่เจ้าชายเตอติอัสกลับตรัสถามต่อ “เธอเย่อหยิ่งสักเพียงใด, ที่รัก”

“พระองค์ทรงเย่อหยิ่งเป็นอย่างมาก ท่านผู้สูงศักดิ์” สาวใช้ตอบด้วยท่าทางสั่นกลัวต่อความเย่อหยิ่งถือตัวของเจ้าชายอีกสองพระองค์ “มีเจ้าชายมากมายที่หวังจะคว้าพระหัตถ์ของพระองค์ไปเชยชม แต่ล้วนไม่เป็นที่พึงพอใจของเธอ”

“ก็แน่ล่ะ” เจ้าชายพรีมัสเอ่ย “พวกเขาคงเป็นพวกไม่เอาไหน ไม่สามารถที่จะงอแท่งเหล็กได้แม้แต่นิ้วเดียว   แล้วทำไมเจ้าหญิงจะไปสนพระทัยต่อพวกเขาเล่า”

“หรือบางที” เจ้าชายเซกันดัสเสริม “พวกเขาคงไม่อาจควงดาบต่อสู้กัน ก็เลยไม่เป็นที่พอพระทัย”

“บางที” เจ้าชายเตอติอัส แสดงความคิดเห็น “เราควรจะถามสาวใช้ดูว่าเกิดอะไรขึ้นเมื่อเจ้าชายเหล่านั้นไม่เป็นที่พอพระทัยของเจ้าหญิง”

สาวใช้หลบตา และกล่าวอย่างเศร้าๆ “พวกเขาทั้งหมดต่างกลายเป็นรูปปั้นหินเพคะ, ท่านผู้สูงศักดิ์   รูปปั้นหินที่งามสง่า เพราะทุกคนต่างก็เป็นเจ้าชายที่อ่อนวัยและงามสง่า”

เจ้าชายเตอติอัสส่ายพระพักตร์ “ข้าเคยหวังว่าองค์จักรพรรดิทรงเพียงล้อเล่นเท่านั้น แ่ต่พระองค์หมายความตามพระราชสาส์นนั้น จริงๆ    รูปปั้นเหล่านั้นมีมากเพียงใดกัน”

“ราวๆ หนึ่งโหลในแต่ละด้านของสวนเห็นจะได้เพคะ   สวนที่เจ้าหญิงทรงเดินเล่นในยามเช้า แต่พระองค์ไม่เคยแม้แต่จะทอดพระเนตรไปยังพวกเขาเลย    พระองค์ทรงมีพระทัยที่แข็งกระด้างดุจเดียวกับความงาม”

“โอ…” เจ้าชายพรีมัสทรงท้วง “ไม่สำคัญที่พระองค์จะมีจิตใจแข็งกระด้างเพียงใด ตราบเท่าที่พระองค์ทรงร่ำรวย และงามสง่า   แน่นอน ข้าจะทำให้เธอมีจิตใจที่อ่อนโยนลง…แต่ตอนนี้เจ้าออกไปได้แล้ว สาวใช้”

สาวใช้ย่อกายทำความเคารพ และถอยหลังออกจากห้องไป  เป็นการไม่สุภาพหากเธอจะหันหลังให้กับเจ้าชายทั้งสาม

 

ค่ำคืนนี้นับเป็นราตรีที่ยิ่งใหญ่ เจ้าชายทั้งสามได้รับการต้อนรับอย่างแขกผู้มีเกียรติ

องค์จักรพรรดิทรงประทับบนบัลลังค์ที่หัวโต๊ะ กล่าวทักทายต่อพวกเขา  ถัดจากพระองค์ก็คือพระราชธิดา เจ้าหญิงเมลิเวอร์ซา แน่นอน เธอช่างงามสง่าดุจดั่งตะวัน พระเกศาสีทองที่ยาวสลวย พระเนตรสีฟ้าซึ่งทำให้ทุกคนนึกถึงท้องฟ้าในฤดูใบไม้ผลิ ผิวพรรณผุดผ่องไร้ซึ่งร่องรอยไฝฝ้าตำหนิใดๆ

แต่ในสายพระเนตรดูว่างเปล่า พระพักตร์ดูไร้ซึ่งการแสดงถึงอารมณ์ใดๆ

พระราชธิดาไม่ทรงยิ้มตอบเมื่อเจ้าชายพรีมัส ตรัสแนะนำตัว พระองค์มองดูเจ้าชายอย่างหยิ่งๆ และตรัสถามว่า “ท่านมาจากอาณาจักรใด”

เจ้าชายตอบ “ข้าพระองค์มาจากอาณาจักรไมโครเมตริกาพ่ะยะค่ะ, เจ้าหญิงผู้่สูงศักดิ์”

เจ้าหญิงตรัสอย่างดูถูก “ข้ารู้จักทุกอาณาจักรในโลกนี้ และไมโครเมตริกาเป็นอาณาจักรที่เล็กที่สุด” และพระองค์ก็หันพระพักตร์จากเขาไป

เจ้าชายพรีมัสถอยกลับไปยังที่ประทับ พลางกระซิบต่อเจ้าชายเตอติอัส “เธอจะหันมาสนใจข้าในทันที เมื่อข้าแสดงให้เธอเห็นความสามารถของข้า”

และเจ้าชายเซกันดัสทรงแนะนำตนเองต่อเจ้าหญิง “ข้าคาดว่าท่านก็คงมาจากไมโครเมตริกาเช่นกัน” เจ้าหญิงตรัส

“ถูกต้องแล้วพ่ะยะค่ะ, เจ้าหญิงผู้สูงศักดิ์   เจ้าชายพรีมัสเป็นพี่น้องของข้าฯ”

“ไมโครเมตริกาเป็นอาณาจักรที่ยากจนที่สุดในโลก ถ้าท่านและพี่น้องของท่านต้องแบ่งปันทรัพย์สมบัติ ท่านก็คงต้องยากจนแน่นอน” และพระองค์ก็หันพระพักตร์จากเขาไป

เจ้าชายเซกันดัสถอยกลับไปที่ประทับ ทรงกระซิบกับเจ้าชายเตอติตัส บ้าง “เธอจะลืมฐานะของเราเสียสิ้น เมื่อเธอเห็นว่าข้าสามารถอะไรได้บ้าง”

เมื่อเจ้าชายเตอติอัสแสดงตนต่อเจ้าหญิงบ้าง “ท่านก็ยังคงมาจากไมโครเมตริกางั้นรึ” เจ้าหญิงตรัสถาม

“พวกเราเป็นแฝดสามพ่ะยะค่ะ, เจ้าหญิงผู้สูงศักดิ์” เจ้าชายเตอติอัสตอบ “แม้จะไม่เหมือนกันเสียทีเดียว และทุกๆ สิ่งที่พวกเรามี, เราต่างแบ่งปันซึ่งกันและกัน”

“แต่พวกท่านไม่มีอะไรที่จะนำมาแบ่งปันกัน”

“เราไม่มีทรัพย์สิน และไม่มีอำนาจ” เจ้าชายเตอติอัสทรงแย้ง “แต่พวกเราและอาณาจักรของเรามีความสุข และเมื่อความสุขได้รับการแบ่งปัน มันจะมีเพิ่มมากยิ่งขึ้น”

“แต่ข้าไม่เห็นเช่นนั้น” เจ้าหญิงตรัสตอบ และหันพระพักตร์ไปจากเจ้าชาย

เจ้าชายเตอติอัสจึงถอยกลับไปยังที่ประทับ และทรงกระซิบกับพี่น้องของพระองค์ว่า “เธอร่ำรวย และอาณาจักรของเราต้องการทรัพย์สิน แต่ความสวยงามของเธอกลับเยือกเย็นราวน้ำแข็ง ความรุ่มรวยของเธอไม่ได้ทำให้เธอมีความสุขเลย”

 

เช้าวันต่อมา เจ้าชายพรีมัสก็พร้อมที่จะแสดงความสามารถต่อหน้าพระพักตร์เจ้าหญิง   เจ้าชายทรงฉลองพระองค์ด้วยชุดกีฬาที่ทรงได้รับพระราชทานจากองค์จักรพรรดิ  ยืนเบ่งกล้ามหน้าเบื้องหน้ากระจก และมองตนเองด้วยความพึงพอใจ

ทันใดนั้นก็มีเสียงเคาะที่ประตู  และเมื่อเจ้าชายพรีมัสร้องบอก “เข้ามา” สาวใช้คนเดิมก็เข้ามาพร้อมกับชามใส่ผลแอปเปิ้ล

“นี่มันอะไรกัน” เจ้าชายพรีมัส ตรัสด้วยความสงสัย

สาวใช้จึงตอบ “หม่อมฉันคาดว่าพระองค์ต้องการความสดชื่นก่อนที่จะเข้าทดสอบเพคะ ท่านผู้สูงศักดิ์”

“ไร้สาระ” เจ้าชายพรีมัสตะคอก “ข้ามีความสดชื่่นมากพออยู่แล้ว   เก็บผลแอปเปิ้ลโง่ๆ ของเจ้าออกไปเถอะ”

”ท่านผู้สูงศักดิ์…หม่อมฉันยังหวังอีกว่า…” สาวใช้ยังคงพยายามแสดงความกล้า “พระองค์จะถอนตัวจากการทดสอบ”

“ทำไมล่ะ” เจ้าชายพรีมัส ตรัสตอบ พลางเบ่งกล้ามและยิ้มให้กับตนเองในกระจก “เจ้าคิดว่าข้าแข็งแกร่งสมชายชาตรีไม่เพียงพอกระนั้นรึ”

สาวใช้ตอบ “ท่านแข็งแกร่งเป็นชายชาตรีเพียงพอต่อใครๆ ก็ตามในโลกนี้   แต่สำหรับเจ้าหญิง เธอทรงยากที่จะโปรดปรานในสิ่งใดๆ และมันจะเป็นสิ่งที่น่าอับอายสำหรับพระองค์หากว่าต้องถูกสาปให้กลายเป็นรูปปั้นหิน”

เจ้าชายพรีมัสทรงหัวเราะลั่น “เธอไม่ได้ยากที่จะโปรดปราน เฉกเช่นที่ข้าไม่โปรดปรานเธอหรอก—และการสนทนานี้ควรเพียงพอแล้ว   เจ้าควรที่จะพูดก็ต่อเมื่อถูกพูดด้วยเท่านั้น สาวใช้   ออกไปได้แล้ว”

สาวใช้จึงย่อกายคำนับ และถอยออกไป

 

เจ้าชายพรีมัสก้าวเข้าไปในลานทดสอบฝีมือ  เบื้องหน้าพระองค์เป็นแถวที่นั่งชมซึ่งคลุมด้วยผ้าไหมที่สวยงาม  องค์จักรพรรดิทรงประทับอยู่ตรงกลาง ทางด้านขวาของพระองค์ก็คือเจ้าหญิงเมลิเวอร์ซา   ทีนั่งส่วนที่เหลือเต็มไปด้วยสุภาพบุรุษสุภาพสตรีวัยเยาว์มากมายมาเป็นสักขีพยาน รวมทั้งเจ้าชายเซกันดัสและเจ้าชายเตอติอัส

เจ้าชายพรีมัสหันพระพักตร์ไปยังผู้ชม  รอบๆ กายเต็มไปด้วยอุปกรณ์ต่างๆ ที่พระองค์แจ้งความประสงค์ไว้

พระองค์หันไปเริ่มยกน้ำหนัก  โดยเริ่มเลือกยกอันที่เบากว่าก่อน แม้ว่าคนทั่วๆ ไปจะยากลำบากที่จะยกมัน  แต่พระองค์ก็ทรงยกขึ้นอย่างง่ายดายราวกับมันมีน้ำหนักเบาเสียกระไร

จากนั้นจึงหันไปยกที่มีน้ำหนักมากขึ้น  โดยยกขึ้นบ่า ดันขึ้นไปอย่างช้าๆ และยกสูงขึ้นไปบนอากาศ

บรรดาข้าราชสำนักทั้งหลายต่างก็พากันปรบมือกันก้อง เมื่อเจ้าชายทรงสามารถยกน้ำหนักที่หนักที่สุดที่มีอยู่ได้  ไม่มีผู้ใดที่จะสามารถยกได้มาก่อน

ในท้ายสุด เจ้าชายทรงแสดงการงอแท่งเหล็กโดยวางไว้ด้านหลังของพระศอ และดึงปลายทั้งสองข้างเข้าจนมาบรรจบกันที่เบื้องหน้า แล้วง้างออกอีกครั้ง ยกขึ้นเหนือศีรษะและ โยนออกไปด้านข้าง

ทุกๆ สิ่งที่เจ้าชายแสดง นำมาซึ่งเสียงปรบมือจากข้าราชสำนัก  แม้แต่องค์จักรพรรดิก็ยังผงกพระพักตร์อย่างพึงพอพระทัย   อย่างไรก็ตาม เจ้าหญิง ไม่ได้ทรงปรบมือ หรือผงกพระพักตร์แต่อย่างไร

องค์จักรพรรดิทรงหันไปมองราชธิดาและตรัสขึ้น “เจ้าเห็นเป็นอย่างไร, ลูกรัก   เจ้าชายทรงเป็นชายที่แข็งแกร่งที่สุดเท่าที่พ่อได้พบเห็นมา มันดูเหมาะสมที่จะให้เขาเป็นทายาทแห่งราชบัลลังค์”

เจ้าหญิงทรงตรัสตอบอย่างเย็นชา “มันเป็นสิ่งดีที่เขาจะเป็นชายที่แข็งแกร่ง หากว่าเขาอยู่ในสวนสนุกเพคะ พระราชบิดา   แต่เขายังไม่เหมาะสมที่จะเป็นคู่ครองของหม่อมฉัน   ยิ่งไปกว่านั้น ในห้องหอของหม่อมฉัน ยังต้องมีบรรดาที่ยกน้ำหนักด้วยรึ   แล้วแท่งเหล็กนั่นจำเป็นด้วยรึ ที่ต้องงอมัน   แล้วถ้าหากเขาสวมกอดหม่อมฉันล่ะ เขาคงต้องทำให้หม่อมฉันซี่โครงหักกระมัง”

ตรัสพลางพระองค์ก็ทรงลุกขึ้น ทุกๆ คนต่างเงียบงันในทันใด

“เจ้าชายพรีมัส” เจ้าหญิงเรียกด้วยสุรเสียงที่นุ่มนวล

เจ้าชายพรีมัสยังทรงเบ่งกล้าม รอรับฟังด้วยความมั่นพระทัย

เจ้าหญิงตรัสต่อ “ท่านเป็นชายที่มีความแข็งแกร่งที่สุดที่ข้าได้ประสบมา และข้าขอขอบพระทัยในการแสดงความประสงค์ที่จะให้ข้าโปรดปราน   อย่างไรก็ตาม ข้าไม่ปรารถนาให้ท่านมาเป็นคู่ครอง   ท่านคงทราบถึงการลงโทษดีแล้ว”

เจ้าหญิงทรงทำพระหัตถ์เป็นสัญลักษณ์ในการร่ายเวทมนตร์ (ในสิ่งที่พระองค์ร่ำเรียนมาเป็นอย่างดี) และก็ปรากฏแสงสว่างขึ้น บรรดาข้าราชสำนักต่างพากันปิดตาของตน พวกเขาต่างทราบดีและคาดเดาได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น  แต่ไม่ใช่สำหรับเจ้าชายเซกันดัสและเจ้าชายเตอติอัส  พระเนตรของทั้งสองพระองค์ต้องพร่าบอดไปชั่วขณะจากประกายแสงนั้น

เมื่อมองเห็นอีกครั้ง พวกเขาก็เห็นรูปปั้นหินกำลังถูกขนย้ายขึ้นรถเข็นไปตามถนนเพื่อนำไปจัดสวนที่เจ้าหญิงใช้เดินเล่นในยามเช้า

รูปปั้นหินนั้นก็คือเจ้าชายพรีมัส ที่กำลังงอแขนเบ่งกล้าม ดูช่างหล่อเหลาและเย่อหยิ่ง

Prince Statue

เจ้าชายเตอติอัสรู้สึกเสียพระทัยตลอดช่วงบ่าย พระองค์ไม่เคยสูญเสียพี่น้องมาก่อน และทรงพบว่าไม่โปรดเอาซะเลย

พระองค์ตรัสกับเจ้าชายเซกันดัสว่า “ข้าไม่คิดว่าพระบิดาของเราจะโปรดในเรื่องนี้   พระมารดาก็เช่นกัน เธอคงปวดร้าวมากหากพวกเราทูลเรื่องนี้ให้ทราบ”

เจ้าชายเซกัสดัสตรัสตอบ “หลังจากข้ามีชัยชนะเหนือพระหัตถ์ของเจ้าหญิง ข้าอาจขอให้เธอหาทางทำให้เจ้าชายพี่น้องของเรากลับมาเป็นดั่งเดิม“

“แต่เจ้าจะมีชัยชนะเหนือหัตถ์ของเธอได้อย่างไรกันเล่า   เธอดูเหมือนมีจิตใจของศิลา ศิลาที่เยือกเย็นด้วย”

“ไม่หรอก” เจ้าชายเซกันดัสไม่เห็นด้วย “นั่นเพียงแสดงให้ทราบว่าเธอไม่โปรดปรานในความแข็งแกร่งและ กล้ามเนื้อ   แค่การยกน้ำหนักมันจะดีเพียงใดเชียว   แต่ข้าเป็นนักรบ   ข้าสามารถต่อสู้และชำนาญในอาวุธ   นี่สิถึงเป็นความสามารถที่เป็นประโยชน์”

“ข้าก็หวังเช่นนั้น” เจ้าชายเตอติอัสตรัส “เจ้านับว่ามีโอกาสที่ดี   ถึงอย่างไร เจ้าหญิงก็ทรงร่ำรวยมากและพวกเราก็ต้องการเงิน”

 

เช้าวันต่อมา เจ้าชายเซกัสดัสทำการทดลองกวัดแกว่งอาวุธ เมื่อสาวใช้เดินโซซัดโซเซแบกเอาดาบอันใหญ่โตมาให้   เธอต้องโค้งตัวเนื่องด้วยน้ำหนักของมัน และเมื่อเธอพยายามที่จะคำนับ เธอก็ทำมันหล่นเสียงดังลั่น

เจ้าชายเซกันดัสเอ็ดอย่างหงุดหงิด “เจ้านี่ช่างซุ่มซ่ามเสียจริง”

“หม่อมฉันต้องขอประทานอภัยด้วยเพคะ, ท่านผู้สูงศักดิ์” หล่อนขอโทษอย่างกลัวๆ พลางคำนับอีกครั้ง “ท่านจะเข้าทำการทดสอบของเจ้าหญิงจริงๆ รึเพคะ”

“แน่นอนสิ   แล้วมันธุระกงการอะไรของเจ้าเล่า   แม่สาวใช้”

“ไม่หรอกเพคะ, ท่านผู้สูงศักดิ์” สาวใช้รับ “แต่เจ้าหญิงทรงมีพระทัยที่แข็งราวศิลา และยากที่จะเป็นที่โปรดปราน   หม่อมฉันไม่อยากเห็นท่านกลายเป็นรูปปั้นเช่นเดียวกับพี่น้องของท่าน”

“ข้าจะไม่กลายเป็นรูปปั้นเป็นแน่” เจ้าชายเซกันดัสตรัสอย่างมั่นพระทัย “เจ้าหญิงจะต้องหลงใหลในตัวข้า   แต่ตอนนี้ เจ้าสาวใช้, เจ้าออกไปให้พ้นๆ ข้าได้แล้ว ข้าไม่ชอบให้ใครมาทำยุ่มย่าม”

สาวใช้จึงย่อกายคำนับ และถอยออกไป

 

เจ้าชายเซกันดัสก้าวเข้าไปในลานทดสอบฝีมือ  และก็ได้รับเสียงปรบมือจากบรรดาข้าราชสำนักในทันใด อาวุธต่างๆ ที่องค์จักรพรรดิมอบให้ล้วนแต่สวยงามและส่องประกายระยิบระยับ และดูเหมาะสมกับเจ้าชายเป็นอย่างดี  ด้วยเกราะเป็นสีขาวบริสุทธิ์ ดาบถูกตีจากเหล็กที่ดีที่สุด หอกก็เพรียวลม และหน้ากากที่ปิดพระพักตร์ทำให้พระองค์ปรากฏกายขึ้นด้วยความน่ายำเกรง

เจ้าชายทรงพุ่งหอกออกไป มันพุ่งไปอย่างทรงพลังเป็นแนวตรง และปักตรึงเข้าที่จุดกึ่งกลางของเป้าที่อยู่อีกด้านหนึ่งของลานฯ

จากนั้น เจ้าชายก็ทรงท้าทายให้ทุกคนเข้ามาประลองดาบ  ชายร่างใหญ่ในชุดเกาะผู้หนึ่งก้าวเข้ามาในลานฯ    เมื่อการประลองเริ่มขึ้น  ดาบของทั้งสองฟาดฟันใส่กัน ในแต่ครั้งที่ของการปะทะเจ้าชายเซกันดัสสามารถฟันคู่ต่อสู้ได้ถึงสองครั้งในขณะที่คู่ต่อสู้ทำได้เพียงครั้งเดียว   เจ้าชายเซกันดัสดูจะเป็นผู้ที่แข็งแกร่งกว่า  นั้นก็เพียงพอแล้ว คู่ต่อสู้ยกมือขอยอมแพ้ และเจ้าชายเซกันดัสเป็นผู้ชนะ เสียงปรบมือดังขึ้นอย่างอื้ออึง

ในท้ายสุด เจ้าชายเซกันดัสทรงถอดหน้ากากและเกราะออก และขึ้นประทับบนหลังม้า   พระองค์ทรงแสดงความสามารถในการบังคับม้าอย่างยอดเยี่ยม ด้วยพระหัตถ์เพียงข้างเดียว  สั่งให้มันยกขาหน้าขึ้น สั่งให้กระโดด และเต้นรำ ช่างเป็นการแสดงที่ยอดเยี่ยมน่าชมทีเดียว เสียงปรบมือดังสนั่นอีกครั้ง

“เจ้าเห็นเป็นอย่างไร, ลูกรัก” พระจักรพรรดิทรงหันไปมองราชธิดาและตรัสถาม “เจ้าชายองค์นี้ช่างเป็นนักรบที่เก่งกาจ เขาคงสามารถนำกองทัพของข้าเข้าสู่สนามรบ และกำราบบรรดาศัตรูของข้าได้อย่างราบคาบ เขาคงเป็นที่โปรดปรานของเจ้าเป็นแน่”

พระพักตร์ของเจ้าหญิงยังคงนิ่งเฉยและเย็นชา และตรัสขึ้น “หากเขารู้ว่าจะควบคุมกองทัพเช่นไร เขาก็อาจจะเป็นนายพลที่ยอดเยี่ยมได้    แต่มันจะมีประโยชน์อันใดที่เขาจะมาเป็นคู่ครองของข้า   ในเมื่อห้องหอของข้าไม่มีข้าศึกให้เขาต่อกร ไม่มีอาชาให้เขาปราบพยศ ไม่มีเป้าให้เขายิงใส่   ถ้าหากวันใดเขาลืมตัว เขาอาจจะขว้างหอกใส่ข้าก็เป็นได้   เพราะสิ่งที่เขารักและเชี่ยวชาญคืออาวุธต่างหากเล่า”

พลางพระองค์ก็ทรงลุกขึ้น ทุกๆ คนต่างเงียบงันในทันใด  ตรัสขึ้น “เจ้าชายเซกันดัส ท่านเป็นนักรบที่กล้าแกร่งที่สุดที่ข้าเคยประสบมา   และข้าขอขอบพระทัยในการแสดงความประสงค์ที่จะให้ข้าโปรดปราน   อย่างไรก็ตาม ข้าไม่ปรารถนาให้ท่านมาเป็นคู่ครอง   ท่านคงทราบถึงการลงโทษดีแล้ว”

เจ้าหญิงทรงทำพระหัตถ์เป็นสัญลักษณ์เช่นเดียวกับครั้งก่อน ในครั้งนี้เจ้าชายเตอติอัสทรงทราบดีว่าจะต้องปิดตาตนเอง  เมื่อพระองค์ทรงลดพระหัตถ์ลง ก็พบรูปปั้นหินรูปใหม่ รูปปั้นของเจ้าชายที่งามสง่า หล่อเหลากำลังยกมือข้างหนึ่งราวกำลังขว้างหอกออกไป  เจ้าชายเตอติอัสรับรู้ดีว่าต้องสูญเสียพี่น้องคนที่สอง

 

วันต่อมา เจ้าชายเตอติอัสนั่งอยู่คนเดียวในห้อง  พระองค์ไม่อาจหลับใหลได้ทั้งคืน พระองค์ไม่ทราบว่าจะทำอย่างไรต่อไปดี

พระองค์ตรัสกับตัวเอง “ถ้าหากตอนนี้ข้ากลับบ้าน, ทุกคนคงจะประณามว่าข้าเป็นคนขี้ขลาด   ถึงข้าจะกลับไป ก็คงต้องเล่าข่าวร้ายให้ท่านพ่อรับฟัง แล้วท่านแม่ก็คงร่ำไห้ไปตลอดชั่วชีวิตของเธอ    สำหรับตัวข้าเอง, ข้าต้องสูญเสียพี่น้องที่ดีไปถึงสองคน   แม้ว่าทั้งสองจะอวดดีและเอาแต่ใจไปบ้างก็ตาม”

ถึงตอนนี้ สาวใช้ก็เข้ามา  โดยไม่มีอะไรถือมาด้วย

เจ้าชายเตอติอัสตรัสถาม “เจ้าเอาอะไรมาให้ข้าหรือเปล่า, ที่รักของข้า”

เธอย่อตัวคำนับอย่างกระวนกระวาย และเอ่ยขึ้น “ไม่เลยเพคะ, ท่านผู้สูงศักดิ์    โปรดอย่าถือโทษโกรธข้าเลย ข้าเพียงแต่ต้องการจะบอกท่านว่าข้าได้ขอร้องพี่น้องของท่านไม่ให้เข้าทำการทดสอบ แต่ทั้งสองทรงไม่รับฟังคำเตือนของข้า”

เจ้าชายเตอติอัส ทรงถอนหายใจ “ข้ารู้ดี, เขาทั้งสองมีความตั้งใจสูง เจ้าไม่ต้องกล่าวโทษตนเองที่ทั้งสองไม่ฟังคำเจ้า และแน่นอนข้าไม่ได้โกรธอันใดต่อเจ้าเลย”

“ท่านผู้สูงศักดิ์, แล้วตัวท่านเองล่ะ ท่านจะรับฟังคำข้าหรือไม่ถ้าหากข้าเตือนไม่ให้เข้าทำการทดสอบ ท่านไม่ได้เป็นยอดชายชาตรี และไม่ได้เป็นยอดนักรบ    แล้วท่านจะเอาชนะเจ้าหญิงผู้ชาเย็นได้เช่นไร เมื่อพี่น้องของท่านยังไม่สามารถทำได้เลย”

เจ้าชายเตอติอัสทรงตอบ “ข้ารู้ดี สิ่งที่ข้าสามารถทำได้ก็เพียงแค่ร่ายบทกวี และขับขานมันออกมาเท่านั้น   แต่บางทีเจ้าหญิงอาจจะโปรดปรานก็เป็นได้”

“พระองค์ทรงยากที่จะโปรดปรานในสิ่งใด, ท่านผู้สูงศักดิ์” สาวใช้แย้ง และพยายามยกเหตุผลอ้าง “ถ้าหากท่านถูกสาปให้กลายเป็นรูปปั้นหินไปอีก พระบิดามารดาของท่านก็คงต้องปราศจากซึ่งบุตรหลาน พวกเขาก็จะไม่มีทายาทสืบราชบัลลังค์”

เจ้าชายเตอติอัส ทรงถอนหายใจอีกครั้ง “ถูกของเจ้า, สาวใช้น้อยๆ ที่น่ารัก   เจ้าช่างมีจิตใจที่อบอุ่นและเอื้ออารี   แต่เจ้าก็ทราบดี อาณาจักรของข้่าแสนที่จะยากจน พ่อของข้าต้องไปช่วยงานสวน แม่ของข้าต้องช่วยในงานครัว   ถ้าข้าสามารถอภิเษกกับเจ้าหญิงได้ ข้าก็จะร่ำรวยและนั้นก็จะทำให้แม่และพ่อและทั่วทั้งอาณาจักรของข้าล้วนแต่ยินดีปรีดา  …ดังนั้นข้าคิดว่าข้าต้อง พยายามทำให้เจ้าหญิงทรงโปรดปรานให้ได้   บางทีถ้าหากข้ารจนาบทกวีที่ดีที่สุด และขับขานมันออกมาอย่างอ่อนหวานเท่าที่ข้าจะสามารถทำได้   ก็อาจจะเป็นที่โปรดปรานของเธอ”

น้ำตาหลั่งรินบนแก้มของสาวใช้ “โอ…ข้าก็ปรารถนาให้เจ้าหญิงโปรดเช่นนั้น   แต่พระองค์ช่างมีจิตใจที่แข็งกระด้าง   ถ้าเพียงแต่พระองค์มี จิตใจ เช่นข้า มันคงแตกต่างออกไป”

“ถ้าเช่นนั้น, ที่รักของข้า” เจ้าชายเตอติอัส เอ่ย “ไหนลองให้ข้าทดสอบจิตใจของเจ้าดูซิ   ข้าจะขับขานเพลงของข้าให้เจ้าฟัง   และเจ้าช่วยบอกข้าทีว่าเจ้าชอบมันหรือไม่   ถ้าหากเจ้าชอบ, บางทีเจ้าหญิงอาจจะชอบก็เป็นได้”

สาวใช้ตื่นตระหนก “โอ…ท่านผู้สูงศักดิ์   ท่านต้องไม่ทำเช่นนี้   บทเพลงของท่านควรที่จะถูกขับขานเพื่อเจ้าหญิงเท่านั้น   ไม่ใช่เพื่อสาวใช้คนหนึ่ง   ท่านนำเอาสาวใช้ไปเปรียบกับเจ้าหญิงได้เช่นไรกัน”

“ถ้าอย่างนั้น” เจ้าชายเตอติอัส ตรัส “ขอให้เราลืมเรื่องเจ้าหญิงไปเสีย, และข้าเพียงแต่ต้องการความรู้สึกของสาวใช้เท่านั้น”

เจ้าชายเตอติอัส ทรงขยับพิณตั้งขึ้น พิณที่เป็นของพระองค์เองที่ทรงนำมาด้วย จากนั้น ด้วยสุรเสียงที่นุ่มนวลและเต็มไปด้วยท่วงทำนอง พระองค์ขับขานบทเพลงเศร้าบอกเล่าเรื่องราวของรักที่ไม่สมหวัง และเมื่อสาวใช้เต็มไปด้วยน้ำตาและเศร้าหมอง   พระองค์จึงขับขานบทเพลงแห่งรักที่สดใส   น้ำตาพลันจางหายไป และทำให้เธอปรบมือหัวเราะอย่างร่าเริง

“เจ้าชอบหรือไม่” เจ้าชายเตอติอัสตรัสถาม

“โอ…แน่นอนเพคะ” สาวใช้รับคำ “บทเพลงเหล่านี้ช่างเป็นสิ่งที่สวยงาม   เสียงของท่านทำให้ข้ารู้สึกเหมือนตกอยู่ในสรวงสวรรค์”

เจ้าชายเตอติอัสทรงยิ้ม “ขอบใจมาก, สาวน้อย” พระองค์ทรงโค้งตัวลงจุมพิตมือของเธอ   หน้าของสาวใช้แดงซ่านด้วยความเขินอายสับสน และดึงมือข้างที่ถูกจุมพิตไปซ่อนข้างหลังอย่างรวดเร็ว

พลันมีเสียงเคาะอย่างแรงที่ประตู  แล้วมหาดเล็กก็ก้าวเข้ามา เป็นเจ้าหน้าที่ประจำลานทดสอบฝีมือนั้นเอง เขาโค้งให้กับเจ้าชายเตอติอัส (แต่ก็ไม่ได้โค้งต่ำมากนัก)  และเอ่ยขึ้น “ท่านผู้สูงศักดิ์, เจ้าหญิงเมริเวอร์ซาทรงต้องการที่จะทราบเหตุผลที่ท่านยังไม่ไปปรากฏตัวที่ลานทดสอบฯ”

เขาจ้องเขม็งไปที่สาวใช้ในขณะที่ถาม สาวน้อยที่สั่นกลัวจึงถอยออกจากห้องไปอย่างรวดเร็ว

เจ้าชายเตอติอัสเอ่ยตอบ “ข้าไม่ทราบว่าข้าควรจะเข้าทำการทดสอบดีหรือไม่ ข้ากำลังไตร่ตรอง”

มหาดเล็กโค้งคำนับด้วยความเคารพน้อยกว่าครั้งแรก “ข้าจะแจ้งให้กับเจ้าหญิงทราบในสิ่งที่ท่านกล่าว กรุณาอยู่ภายในห้องนี้จนกว่าเจ้าหญิงจะตัดสินพระทัยว่าจะทำเช่นไร”

 

เจ้าชายเตอติอัสทรงรออยู่ภายในห้อง และหวั่นเกรงกว่าเจ้าหญิงจะสาปให้พระองค์เป็นรูปปั้นหินในทันทีจากการรีรอที่จะออกไปทำการทดสอบ”

พระองค์ยังคงหวั่นเกรง เมื่อเจ้าหญิงเมลิเวอร์ซาก้าวเข้ามาในห้อง เธอไม่ได้เคาะประตู เจ้าหญิงไม่เคยที่จะเคาะประตูมาก่อน

เจ้าหญิงเอ่ยขึ้น “มหาดเล็กของข้าบอกว่าท่านอาจจะไม่เข้าทำการทดสอบ”

เจ้าชายเตอติอัส ตอบ “เจ้าหญิงผู้สูงศักดิ์ ท่านคงไม่โปรดในบทกวีหรือน้ำเสียงของข้าฯ   นั่นเป็นทั้งหมดที่ข้าฯ มี”

“แต่ถ้าข้าโปรดปรานล่ะ”

“หากเป็นเช่นนั้น, ข้าฯ เพียงแต่เกรงว่า ข้าฯ จะมีภรรยาผู้ซึ่งมีจิตใจชาเย็น และแข็งกระด้าง เธอเพียงต้องการที่จะสาปบรรดาเจ้าชายที่ดีและกล้าหาญให้เป็นรูปปั้น”

“ข้าไม่สวยงามเช่นนั้นรึ, เจ้าชาย”

“เพียงสวยงามภายนอกเท่านั้น เจ้าหญิงผู้สูงศักดิ์”

“ข้าไม่ได้ร่ำรวยกระนั้นรึ, เจ้าชาย”

“เพียงแต่เงินทองเท่านั้น เจ้าหญิงผู้สูงศักดิ์”

“แล้วท่านไม่ได้ยากจนหรอกรึ, เจ้าชาย”

“เพียงแต่เงินทองเท่านั้น เจ้าหญิงผู้สูงศักดิ์ และข้าฯ ก็เป็นเช่นนั้น รวมทั้งพระบิดามารดาและอาณาจักรของข้าฯ”

“แล้วท่านไม่ต้องการที่จะร่ำรวยงั้นรึ, เจ้าชาย, โดยอภิเษกอยู่กับข้า”

“ข้าฯ ไม่คิดเช่นนั้น, เจ้าหญิงผู้สูงศักดิ์   ข้าฯ ไม่ได้มีไว้เพื่อขาย”

“มหาดเล็กของข้ายังแจ้งว่า ขณะที่อยู่หน้าประตู เขาได้ยินท่านร้องเพลงให้กับสาวใช้ผู้ซึ่งมีชาติตระกูลต่ำต้อย”

“เป็นความจริงพ่ะยะค่ะ, แต่สาวใช้ผู้นั้นมีจิตใจที่เอื้ออารีและเต็มไปด้วยความรัก และข้าฯ ต้องการที่จะขับขานเพื่อเธอ   จิตใจที่เอื้ออารีและเต็มไปด้วยความรักนั้นเป็น ความสวยงามและทรัพย์สินที่ข้าฯ ต้องการ ถ้าเธอต้องการ ข้าฯ ก็จะแต่งงานกับนาง   และในวันหนึ่งเมื่อข้าฯ เป็นกษัตริย์ในที่แห่งบิดาของข้าฯ   สาวใช้ที่ชาติตระกูลต่ำต้อยก็จะกลายเป็นราชินีของข้าฯ”

ถึงตอนนี้ เจ้าหญิงก็ทรงยิ้ม  พระองค์ดูงามสง่ายิ่งขึ้นยามเมื่อทรงยิ้ม “ตอนนี้” เธอเอ่ย “ท่านจะได้เห็นประโยชน์ของการที่มีการศึกษาที่ดี”

เจ้าหญิงทรงขยับพระหัตถ์ และร่ายมนต์สองสามคำ ในทันใดนั้นก็มีหมอกบังเกิดขึ้นคลุมร่างของพระองค์  ย่อลงเล็กน้อย เปลี่ยนแปลงเล็กน้อย—และเจ้าชายเตอติอัส พบว่าพระองค์กำลังจ้องมองอยู่ที่สาวใช้

เจ้าชายตรัสด้วยความประหลาดพระทัย “ท่านคือใครกันแน่, เจ้าหญิงหรือว่าสาวใช้”

เธอตอบ “ทั้งคู่ก็คือข้า, เจ้าชายเตอติอัส   ฐานะของสาวใช้ข้าสร้างขึ้นมาเพื่อที่จะค้นหาคู่ครองที่เหมาะสม จะมีประโยชน์อันใดแก่ข้าเล่า ที่จะมีคู่ครองเป็นเจ้าชายผู้ปรารถนาที่จะเอาชนะในหัตถ์ของเจ้าหญิงที่งามสง่าและร่ำรวย   โดยไม่สนใจว่าเธอจะเย็นชาและโหดร้าย   ข้าต้องการเพียงใครสักคนที่มีความรักและความเอาใจใส่ในหญิงสาวผู้มีจิตใจอ่อนโยน แม้ว่าเธอจะไม่ได้งดงามดั่งดวงตะวัน หรือร่ำรวยยิ่งกว่าทองคำ ท่านผ่านการทดสอบแล้ว”

เธอเปลี่ยนกลับไปเป็นเจ้าหญิงอีกครั้งหนึ่ง แต่เป็นเจ้าหญิงที่ยิ้มแย้ม และดูอบอุ่น

“แล้วท่านจะรับข้าเป็นภรรยาหรือไม่, เจ้าชายเตอติอัส”

และเจ้าชายเตอติอัสก็ตรัสขึ้น “ถ้าท่านยังคงมีจิตใจที่อ่อนโยน และน่ารักของหญิงสาวที่ข้ารัก ข้าก็จะแต่งงานกับท่าน”

และในทันใดนั้น บรรดาเจ้าชายทั้งหลายที่กลายเป็นรูปปั้นก็กลับคืนสู่สภาพที่มีเนื้อหนังอีกครั้งหนึ่ง

 

เจ้าชายเตอติอัส และเจ้าหญิงเมลิเวอร์ซา ทรงอภิเษกสมรสกันในอีกสองเดือนต่อมา  หลังจากที่ได้รับพระราชาและราชินีแห่งไมโครเมตริกามายังเมืองหลวงแห่งราชอาณาจักร   ทั้งสองพระองค์ทรงมีความสุขเกินกว่าที่ใครๆ จะคาดได้

เจ้าชายพรีมัส และเจ้าชายเซกันดัสก็ทรงมีความสุขมากเช่นกัน จากการที่ได้กลับคืนสู่ร่างเดิมแทนที่จะถูกแช่แข็งเป็นรูปปั้นหิน   พวกเขามักจะพูดอยู่เนืองๆ ว่า “สาวใช้งั้นรึ   เราจะไปทราบอย่างไรว่าเรื่องจะเป็นเช่นนั้น”

แน่นอนที่สุด เจ้าชายเตอติอัสย่อมมีความสุขมาก  แต่เจ้าหญิงเป็นผู้ที่มีความสุขมากที่สุด  นั่นเป็นเพราะเธอเกรงว่า ด้วยความรู้ที่เธอมีจะทำให้เธอไม่สามารถหาใครสักคนที่จะรักในตัวตนที่แท้จริงของเธอ มากกว่าที่จะรักในความงามสง่าและร่ำรวย Ω


จากเรื่อง “The Fable of Three Princes”
โดย ไอแซค อาซิมอฟ
ผู้แปล ณาส ธรัญ
ฉบับแปล พิมพ์ครั้งแรกที่นี่

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s