มนุษย์ดาวอังคารสำรวจโลก

51qWeAkIEqL._SX309_BO1,204,203,200_

เรื่องราวต่อไปนี้เป็นส่วนหนึ่งของรายงานผลการสํารวจโลกของมนุษย์ดาวอังคาร  ซึ่งส่วนหนึ่งของรายงานชิ้นนี้เพิ่งจะถูกนำมาถอดรหัสเพื่อให้คณะกรรมการโบราณคดีระหว่างดาวเคราะห์ได้นำไปศึกษาจากเรื่องราวของรายงานส่วนนี้มันทําให้เราต้องเกิดความทึ่งในสิ่งซึ่งไม่มีผู้ใดเคยคาดคิดมาก่อนว่าสิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นบนดาวอังคารเพราะมันให้ความกระจ่างแก่เราว่าครั้งหนึ่งบนดาวอังคารเคยมีความเจริญก้าวหน้าทางด้านวิทยาศาสตร์พอๆ กับโลกในปัจจุบัน   แต่ก็เป็นที่น่าเสียดายที่ความเจริญก้าวหน้าของมนุษย์ดาวอังคารนั้นต้องจบสิ้นในตอนปลายของยุคยูเรเนียม (Late Uranium Age) ของความเจริญบนดาวอังคารซึ่งเป็นเวลาประมาณกว่าพันปีก่อนที่พระเยซูจะประสูติ

เป็นที่เชื่อกันว่าการถอดรหัสส่วนหนึ่งของรายงานนี้มีความแน่นอนและมีเหตุผลมากแม้จะมีบางส่วนที่ต้องเดาหรือคาดคะเนเอาเองบ้างก็ตามเพื่อความสะดวกที่จะให้เราเข้าใจเรื่องราวของรายงานนี้ได้ง่ายขึ้นผู้แปลจึงเปลี่ยนศัพท์เฉพาะที่ใช้บนดาวอังคารทั้งหมดเป็นศัพท์ที่เราใช้บนโลกของเราแหละต่อไปนี้ก็เป็นรายงานส่วนนั้น…

เนื่องจากการโคจรของโลกที่เข้ามาใกล้ดาวของเราเมื่อเร็วๆ นี้ได้ทําให้ปัญหาเก่าๆ เกี่ยวกับว่าจะมีสิ่งมีชีวิตอยู่บนโลกหรือไม่นั้นกลับรื้อฟื้นขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง แน่นอนที่ว่าโลกเป็นเพื่อนบ้านที่อยู่ใกล้เราที่สุดในบรรดาดาวเคราะห์ทั้งหลายในระบบสุริยะจักรวาล   ด้วยเหตุนี้เองการถกเถียงปัญหาที่ว่าเป็นไปได้หรือไม่ที่จะมีสิ่งมีชีวิตอยู่บนโลกนั้นจึงเกิดขึ้นเป็นประจำและตลอดเรื่อยมา ในช่วงศตวรรษนี้ปัญหานี้ยังไม่มีข้อยุติและไม่มีเหตุผลพียงพอที่จะสรุปหาคำตอบที่ถูกต้องได้ หรือแม้แต่ในปัจจุบันนี้ก็ตามเราก็ยังไม่สามารถจะยืนยันให้แน่ชัดลงไปว่ามีหรือไม่มีสิ่งมีชีวิตอยู่บนโลก แต่หลังจากการพัฒนาเครื่องมือทางด้านดาราศาสตร์เมื่อสองสามปีที่ผ่านมานี้เองได้ทําให้ความคึกคักของการถกเถียงปัญหานี้ดูมีชีวิตชีวาอีกครั้งเพราะจากข้อมูลใหม่ๆ ที่ได้มาภายหลังนี้มีส่วนช่วยอย่างยิ่งที่ทําให้การถกเถียงปัญหาเป็นไปอย่างมีเหตุมีผล และถูกต้องตามหลักวิทยาศาสตร์

ยังเป็นที่น่าเสียดายอยู่ว่าเมื่อโลกโคจรเข้ามาใกล้เรามากที่สุดนั้นเรากลับมองเห็นโลกได้ไม่ชัดเจน เพราะเมื่อโลกโคจรเข้ามาใกล้ดาวของเรานั้นมันจะอยู่ระหว่างดาวของเรากับดวงอาทิตย์พอดี ด้วยเหตุนี้เองจึงทําให้เราเห็นเฉพาะส่วนที่มืดของโลก มันจึงเป็นการยากมากที่เราจะได้ศึกษาความเป็นไปบนโลกอย่างใกล้ชิด   ฉะนั้นกว่าเราจะได้ศึกษาและมองเห็นผิวของโลกอย่างชัดเจนก็ต้องรอให้เห็นส่วนสว่างของโลกเสียก่อน นั่นก็หมายความว่าเราต้องรอให้โลกปรากฏเป็นดาวตอนเช้าเลยหรือว่าตอนเย็น พอถึงเวลานั้นโลกก็ไกลจากดวงดาวของเราไปตั้ง100 ล้านไมล์แล้ว   เมื่อเราส่องดูโลกด้วยกล้องโทรทรรศน์ เรามักจะเห็นโลกปรากฏเหมือนดวงจันทร์ครึ่งซีก แล้วก็มีดวงจันทร์ดวงใหญ่เพียงดวงเดียวของมันติดสอยห้อยตามมันอยู่ตลอดเวลา ราสามารถเห็นสีของดวงจันทร์และโลกตัดกันอย่างเด่นชัดทีเดียว ดวงจันทร์มีสีขาวดุจดังเงินบริสุทธิ์แต่โลกมีสีฟ้าดูแล้วช่างโศกเศร้า

โลกหมุนรอบตัวเองหนึ่งรอบจะใช้เวลาสั้นกว่าดาวของเราหมุนรอบตัวเองครึ่งชั่วโมง(คือหนึ่งวันของโลกสั้นกว่าหนึ่งวันของดาวอังคารครึ่งชั่วโมง-ผู้แปล) จากการสํารวจดูพื้นผิวของโลกด้วยกล้องโทรทรรศน์เป็นเวลาหลายอาทิตย์ติดต่อกันในเวลาต่อมาไม่นานนัก เราก็สามารถทําแผนที่โลกได้ และนี่เองมันทําให้เราต้องพบกับความจริงที่น่าประหลาดใจที่ว่าประมาณ 2ใน 3 ส่วนของพื้นโลกดูจะถูกครอบคลุมไปด้วย “ของเหลว

เป็นที่แน่ชัดว่าของเหลวนั้นต้องเป็น น้ำ ซึ่งเคยมีบนดาวของเราเมื่อพันล้านปีก่อน แต่เดี๋ยวนี้น้ำได้สูญหายไปจากดวงดาวของเราหมดแล้ว   ฉะนั้นเป็นการแน่ชัดได้ทีเดียวว่าโลกต้องมีสภาพเหมือนกับดาวของเราเมื่อพันล้านปีที่แล้ว จากการส่องด้วยกล้องโทรทรรศน์นั้นเราไม่สามารถทราบได้เลยว่า มหาสมุทร บนโลกนั้นลึกเท่าใด   เราตั้งชื่อห้วงน้ำอันมหาศาลนั้นว่า “มหาสมุทร” ซึ่งเป็นชื่อที่เรียกกันในทางวิทยาศาสตร์ นักดาราศาสตร์บางคนคาดว่ามหาสมุทรนี้อาจจะลึกเป็นพันๆ ฟุตก็เป็นได้

science_assemblies_earth_balloon-resized-600

จากการที่พื้นผิวของโลกส่วนใหญ่ครอบคลุมไปด้วยน้ำนี้เองจึงทําให้ชั้นบรรยากาศของโลกมีความหนาแน่นมากกว่าดาวของเรา จากการคำนวณชี้ให้เราเห็นได้ว่าบรรยากาศของโลกมีความหนาแน่นถึงสิบเท่าของความหนาแน่นของบรรยากาศของเรา เมื่อก่อนเราไม่สามารถรู้ได้เลยว่าส่วนประกอบของบรรยากาศของโลกนั้นมีอะไรบ้าง แต่ในปัจจุบันเราสามารถแก้ปัญหานี้ได้ด้วย สเปคโตรสโคป (Spectroscope) ซึ่งผลที่ได้ออกมาเป็นที่น่าประหลาดใจมากเพราะมันบอกเราว่าบรรยากาศของโลกมีก๊าซที่เป็นสารประกอบของธาตุออกซิเจนซึ่งเป็นพิษและว่องไวต่อปฏิกิริยาจำนวนมาก ซึ่งก๊าซพวกนี้มีน้อยมากในบรรยากาศของเรา ด้วยเหตุนี้เองบรรยากาศของโลกจึงประกอบด้วยก๊าซไนโตรเจนและไอน้ำจำนวนมากมายซึ่งอยู่ในรูปของก้อนเมฆขนาดมหึมาปกคลุมทั่วไปบนพื้นผิวของโลก

โลกอยู่ใกล้ดวงอาทิตย์กว่าดาวของเราถึง 22% ฉะนั้นเป็นที่แน่นอนว่าบนโลกต้องมีอุณหภูมิสูงกว่าดาวของเราจากค่าอุณหภูมิที่อ่านได้จากเทอร์โมคัปเปิ้ล (thermocouple) ที่ติดอยู่กับกล้องโทรทรรศน์ที่ใหญ่ที่สุดของเรา พบว่าบริเวณเส้นศูนย์สูตรของโลกจะมีอุณหภูมิสูงมาก แต่เมื่อสูงหรือต่ำจากเส้นศูนย์สูตรไปความรุนแรงของอุณหภูมิก็จะลดน้อยลงเรื่อยๆ จนถึงบริเวณขั้วโลกซึ่งมีอุณหภูมิต่ำที่สุดและปกคลุมไปด้วยน้ำแข็งบริเวณขั้วโลกนี้เองน่าจะมีความสบายกว่าที่อื่นเพราะมันเหมือนกับภูมิอากาศบนดาวของเรา และอีกอย่างหนึ่งก็คือน้ำแข็งที่ขั้วโลกนี้จะไม่มีวันที่จะละลายเป็นน้ำได้สมบูรณ์เลย ซึ่งก็เหมือนกันกับฤดูร้อนของเรานั่นเอง

ด้วยเหตุที่โลกเป็นดาวเคราะห์ที่ใหญ่กว่าดาวของเรา (เส้นผ่านศูนย์กลางเป็นสองเท่าของดาวของเรา)ดังนั้นแรงโน้มถ่วงที่เกิดขึ้นบนโลกจึงมีกำลังมากทีเดียวเมื่อเทียบกับดาวของเราแล้ว โลกจะมีแรงโน้มถ่วงมากกว่าสามเท่าของแรงโน้มถ่วงบนดาวของเรา อย่างเช่น ถ้าเรามีน้ำหนัก 77 กิโลกรัมเมื่อเราขึ้นไปบนโลกเราจะหนักถึง 250 กิโลกรัม การที่โลกมีแรงโน้มถ่วงที่กำลังมากเช่นนี้เองทําให้โอกาสที่จะมีสิ่งมีชีวิตอยู่บนโลกนี้น้อยลงมากทีเดียวเพราะถ้าบนโลกมีสิ่งมีชีวิตละก็ สิ่งมีชีวิตเหล่านี้คงต้องอยู่ภายใต้แรงกดดันที่ต้องแบกน้ำหนักมากๆ ของตัวเอง ซึ่งดูๆ มันก็เป็นเรื่องผิดธรรมดาไปหน่อย ถึงอย่างไรก็ตามเราก็ยังพบอีกว่าบนพื้นโลกนั้นจะไม่มีพื้นที่ที่ราบเรียบเหมือนดาวของเราเลย พื้นผิวทั่วไปของโลกมันเป็นภูเขาที่สูงชัน นี่ก็แสดงให้เห็นว่าโลกเป็นดาวเคราะห์ที่เพิ่งเกิดใหม่

จากข้อมูลที่กล่าวมาข้างต้นนี้ เราสามารถจะคาดการณ์ถึงโอกาสที่จะมีสิ่งมีชีวิตอยู่บนโลกได้ทันทีว่าโอกาสมันน้อยเหลือเกินที่จะมีสิ่งมีชีวิตอยู่ ถึงเราจะปักใจเชื่อเช่นนี้ก็ตามแต่ เราก็พร้อมเสมอที่จะรับข้อโต้แย้งต่างๆ เกี่ยวกับเรื่องนี้ ถ้ามันไม่ขัดกับกฎวิทยาศาสตร์

สิ่งที่สำคัญสิ่งแรกที่เกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตบนโลกซึ่งผู้เชี่ยวชาญหลายท่านได้ร่วมกันพิจารณาและสรุปก็คือว่าในชั้นบรรยากาศที่ใกล้ผิวโลกที่สุดนั้นจะเต็มไปด้วยก๊าซพิษ ซึ่งก๊าซดังกล่าวก็คือก๊าซออกซิเจนจำนวนมาก ก๊าซออกซิเจนจำนวนมากนี้เองที่ทําให้บรรดานักวิทยาศาสตร์ทั้งหลายแก้ไม่ตกว่ามันเกิดขึ้นจากอะไร เพราะก๊าซออกซิเจนเป็นก๊าซที่มีความไวต่อปฏิกิริยามาก ซึ่งโดยปกติแล้วมันจะไม่สามารถอยู่เป็นสารประกอบอิสระเช่นนี้ได้ อย่างเช่นบนดาวของเราก๊าซออกซิเจนจะทําปฏิกิริยากับเหล็กแล้วกลายเป็นทะเลทรายสีแดงปกคลุมทั่วไปบนดาวของเรา แต่บนโลกกลับตรงข้ามเพราะแทนที่จะพบส่วนของทะเลทรายสีแดงเหมือนบนดาวของเรากลับไปพบว่าพื้นผิวส่วนใหญ่เป็นสีค่อนข้างไปทางเขียวซึ่งมองแล้วไม่น่าดูเลย

นักวิทยาศาสตร์คาดว่าจะต้องมีกระบวนการอะไรบางอย่างที่เราไม่รู้จักซึ่งทําให้เกิดก๊าซออกซิเจนขึ้นบนโลกอย่างแน่นอน เคยมีนักวิทยาศาสตร์บางท่านเสนอว่าก๊าซออกซิเจนจำนวนมากนี้เกิดจากกระบวนการทางเคมีที่เกิดขึ้นภายในตัวของสิ่งมีชีวิตที่อยู่บนโลก แต่ความคิดนี้ขัดกับหลักทางวิทยาศาสตร์ เพราะเดิมเมื่อดาวของเราเกิดใหม่ๆ นั้นก็เคยมีพืชอยู่ชนิดหนึ่งที่สามารถผลิตก๊าซออกซิเจนได้ แต่ก๊าซออกซิเจนที่ได้นี้ก็ไม่ได้อยู่เป็นสารประกอบอิสระและมีจำนวนมากๆ อย่างเช่นบนโลก และมันคงเป็นเรื่องแปลกมากทีเดียวที่เราจะพบว่ามีพืชซึ่งสูญพันธุ์ไปจากดาวของเราจำนวนมากมายเกิดขึ้นบนโลก   ฉะนั้นความคิดนี้จึงกลายเป็นเพียงความฝันที่ไม่มีวันเป็นความจริงได้เลย… (เราชาวโลกรู้ดีทีเดียวว่าความคิดนี้ถูกต้องเพราะก๊าซออกซิเจนที่เกิดขึ้นนี้เกิดจากขบวนการสังเคราะห์แสงของพืช-ผู้แปล)

ถ้าสมมติว่าสิ่งมีชีวิตอยู่บนโลกซึ่งสามารถมีชีวิตอยู่รอดภายใต้บรรยากาศที่เป็นพิษและมีความไวต่อปฏิกิริยาเคมีจริง คราวนี้เรามาดูซิว่าออกซิเจนจำนวนมากที่อยู่ในชั้นบรรยากาศใกล้โลกมากที่สุดนั้นจะมีผลกระทบกระเทือนใดๆ บ้างต่อสิ่งมีชีวิตเหล่านั้น   จากการศึกษาจากข้อมูลต่างๆ พอสรุปถึงผลกระทบของออกซิเจนต่อสิ่งมีชีวิตเหล่านี้ได้สองประการคือ

ประการแรกเป็นข้อสรุปจากข้อมูลซึ่งเพิ่งได้มาเมื่อเร็วๆนี้เองคือ เราพบว่าในชั้นบรรยากาศสูงๆ ของโลก (ประมาณ20-30ไมล์) จะปรากฏมีก๊าซออกซิเจนที่เรียกว่า โอโซน ซึ่งเป็นก๊าซที่ประกอบด้วยธาตุออกซิเจนถึงสามอะตอม ในขณะที่ก๊าซออกซิเจนมีธาตุออกซิเจนเพียงสองอะตอม ก๊าซโอโซนที่พบนี้มีปริมาณเล็กน้อยเท่านั้น แต่ปริมาณเล็กน้อยนี้เองมีผลสำคัญยิ่งต่อสิ่งมีชีวิตบนโลก เพราะก๊าซโอโซนจะเป็นตัวกั้นรังสี อัลตราไวโอเลตจากดวงอาทิตย์ไม่ให้ส่องถึงผิวโลกได้

เอาแค่ความจริงข้อนี้เพียงข้อเดียวก็ดูเหมือนจะท่วมท้นไปด้วยเหตุผลที่พอจะกล่าวว่าเป็นไปไม่ได้เลยที่จะมีสิ่งมีชีวิตอยู่บนโลก เพราะรังสีอัลตราไวโอเลตที่แผ่มาถึงพื้นผิวดาวของเราอย่างง่ายดายนั้น เป็นสิ่งที่จำเป็นมากสำหรับการดำรงชีวิตของพวกเราเพราะมันคือแหล่งพลังงานที่สำคัญของตัวเรา ด้วยเหตุนี้เอง ถึงแม้ว่าบนโลกจะมีสิ่งมีชีวิตที่สามารถทนทานต่อก๊าซพิษต่างๆ ในบรรยากาศของโลกได้ก็ตาม สิ่งมีชีวิตเหล่านั้นก็คงตายอยู่ดี เนื่องจากขาดรังสีอัลตราไวโอเลต

ประการที่สอง การที่มีความเข้มข้นของก๊าซออกซิเจนในชั้นบรรยากาศมากๆ นั้นจะเป็นผลแห่งความหายนะต่อสิ่งมีชีวิตบนโลกทั้งหมด เพราะก๊าซออกซิเจนจะทําให้เกิดปรากฏการณ์ที่น่ากลัวมาก ซึ่งปรากฏการณ์นี้เรามีโอกาสพบมันในห้องทดลองเท่านั้นนักวิทยาศาสตร์ขนานนามปรากฏการณ์อันน่ากลัวที่เกิดจากก๊าซออกซิเจนนี้ว่า ไฟ

นักวิทยาศาสตร์ที่ได้ทําการทดลองเรื่องนี้ได้กล่าวว่าสารธรรมดาทั่วไปเมื่อทิ้งไว้ในสภาพบรรยากาศ และอุณหภูมิที่คล้ายกับพื้นโลกนั้นจะทําให้มีปฏิกิริยาเกิดขึ้นรุนแรง และต่อเนื่องกันไปจนสสารชิ้นนั้นสลายตัวอย่างสมบูรณ์ ปฏิกิริยาดังกล่าวที่เกิดขึ้นนี้จะทําให้เกิดความร้อนและแสงสว่างขึ้นด้วย  ใช่ปรากฏการณ์เช่นนี้มันเป็นเรื่องธรรมดามากสำหรับโลก แต่นั่นก็หมายถึงว่าโอกาสที่จะมีสิ่งมีชีวิตอยู่บนโลกนั้นน้อยเต็มทีมาก หรืออาจไม่มีเลยก็ได้ บ่อยครั้งทีเดียวเมื่อเราส่องด้วยกล้องโทรทรรศน์ดูด้านที่มืดของโลกที่เรามักจะพบแสงระยิบระยับบนพื้นผิวเป็นบริเวณกว้าง ซึ่งแสงดังกล่าวก็ไม่ใช่อะไรอื่นนอกจากไฟซึ่งเกิดจากปฏิกิริยาดังกล่าวมาแล้วนั่นเอง   ได้มีนักศึกษาที่ศึกษาเกี่ยวกับดาวเคราะห์ได้เสนอความคิดว่าแสงระยิบระยับที่เห็นนั้นเป็นเมืองของสิ่งมีชีวิต แต่ความคิดดังกล่าวไม่เป็นที่ยอมรับเพราะถ้ามีสิ่งมีชีวิตดังกล่าวอยู่แล้วมันต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขอย่างน้อยสองประการคือ สิ่งที่มีชีวิตดังกล่าวต้องมีช่วงชีวิตที่สั้นมากและสิ่งมีชีวิตเหล่านี้ต้องมีการอพยพโยกย้ายที่อยู่เสมอๆ ด้วย…(ไม่มีข้อต้องสงสัยเลยว่าแสงที่นักดาราศาสตร์ของดาวอังคารสังเกตพบนั้นมันคือไฟป่า แล้วก็ไฟจากภูเขาไฟ ซึ่งบนดาวอังคารไม่มี และไม่มีใครรู้จักด้วยเป็นที่น่าเสียดายอย่างยิ่งที่นักดาราศาสตร์เหล่านั้นไม่มีอายุยืนยาวมาอีกสัก2-3 พันปี ซึ่งคราวนี้เขาต้องได้พบกับแสงระยิบระยับที่เกิดจากเมืองมนุษย์จริงๆ แน่-ผู้แปล)…

If_195806_3

ความหนาแน่นความชื้นในบรรยากาศแรงโน้มถ่วงสูงและอยู่ใกล้ดวงอาทิตย์กว่าดาวของเราทําให้โลกมีสภาพภูมิอากาศที่รุนแรงและมีคลื่นลมพายุเกิดขึ้นบ่อยๆ ทุกครั้งที่มีคลื่นลมพายุเกิดขึ้นในบรรยากาศของโลกก็จะเต็มไปด้วยคลื่นไฟฟ้าเสมอ ซึ่งคลื่นไฟฟ้าที่เกิดขึ้นนี้เราสามารถตรวจพบได้จากเครื่องรับวิทยุที่มีความไวซึ่งติดตั้งอยู่บนดาวของเราได้ ฉะนั้นมันจึงเป็นไปได้น้อยมากที่จะมีสิ่งมีชีวิตอยู่บนโลกซึ่งมีสภาพภูมิอากาศวิปลาสเช่นนี้

บนดาวของเราช่วงอุณหภูมิระหว่างฤดูหนาวและฤดูร้อนมีความแตกต่างกันมาก ฉะนั้นสิ่งมีชีวิตบนดาวของเราจึงต้องมีการอพยพหนีฤดูหนาวเป็นประจำ มันง่ายมากสำหรับสิ่งมีชีวิตบนดาวของเราจะอพยพไป ณ. ที่ไหนๆ บนดาวของเรา เพราะสิ่งมีชีวิตเหล่านี้มีรูปร่างที่เหมาะกับการที่ต้องเคลื่อนที่เสมอๆ และอีกประการหนึ่งบนดวงดาวของเราก็ไม่มีภูเขาและทะเลที่จะเป็นอุปสรรคในการอพยพไปยังที่ต่างๆฉะนั้นด้วยขนาดของดวงดาวที่เล็กกว่าและมีช่วงเวลาของปีที่ยาวนานกว่า การเคลื่อนที่อพยพในแต่ละฤดูบนดาวของเราจึงดูเป็นเรื่องง่าย เราใช้ความเร็วเฉลี่ยในการอพยพเพียง 10 ไมล์ ต่อวันก็เพียงพอ

เราต้องยอมรับว่าลักษณะพื้นที่อันสูงชัน ภูเขา และทะเล ประกอบกับช่วงเวลาของปีที่สั้นกว่าดาวของเรา (คือมีระยะเพียง 6 เดือนของปีของเรา) เหล่านี้จะเป็นอุปสรรคอย่างมากมายทีเดียวในการที่สิ่งมีชีวิตบนโลกจะอพยพเพื่อหนีฤดูหนาว เราคำนวณดูแล้วสิ่งมีชีวิตเหล่านี้ต้องใช้ความเร็วเฉลี่ยในการอพยพถึง50 ไมล์ต่อวันทีเดียว   แต่มันจะเป็นไปได้หรือไม่ที่สิ่งมีชีวิตเหล่านี้จะทําความเร็วได้ถึงขนาดนั้น เพราะนอกจากอุปสรรคที่กล่าวข้างต้นแล้วสิ่งมีชีวิตเหล่านี้ยังต้องต่อสู้แรงโน้มถ่วงที่มีกำลังดึงดูดแรงๆ ของโลกอีก เพราะฉะนั้นมันจึงเป็นการยากขึ้นไปอีกที่สิ่งมีชีวิตเหล่านี้จะพยายามข้ามภูเขาหรือทะเลในระยะเวลาสั้นๆ

นักเขียนนิยายวิทยาศาสตร์บางคนเคยจินตนาการถึงรูปร่างของสิ่งมีชีวิตที่สามารถจะมีวิวัฒนาการเพื่อการอยู่รอดบนโลกไว้ว่า สิ่งมีชีวิตที่จะอยู่รอดบนโลกได้นั้นควรจะเป็นสิ่งมีชีวิตที่สามารถวิวัฒนาการอพยพไปในที่ต่างๆ โดยทางอากาศได้ ซึ่งลักษณะของสิ่งมีชีวิตชนิดนั้นต้องมีปีก และก็อาศัยความหนาแน่นของบรรยากาศโลกนี้เองในการพยุงร่าง  จินตนาการดังกล่าวก็ดูน่าเชื่ออยู่บ้างแต่เราก็ลืมคิดไปว่าบนโลกนั้นมีแรงโน้มถ่วงสูงเกินกว่าที่จะมีสิ่งมีชีวิตใดๆ หลุดลอยจากพื้นโลกได้ ฉะนั้นความคิดดังกล่าวจึงไม่ได้รับความสนใจจากนักชีววิทยามากนัก

เราเชื่อกันว่าสิ่งมีชีวิตชนิดแรกบนดาวของเรานั้นมีต้นกำเนิดมาจากทะเลโบราณ ซึ่งความเชื่อดังกล่าวนี้ก็จะดูทําให้ความคิดอีกความคิดหนึ่งที่ว่าควรจะมีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ในมหาสมุทรบนโลกนั้นมีเค้าจะเป็นความจริงมากขึ้น เพราะการที่มีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ในมหาสมุทรทําให้โอกาสการอยู่รอดจากภัยพิบัติทางธรรมชาติแรงโน้มถ่วงสูงๆ ความรุนแรงของสภาพภูมิอากาศบนแผ่นดินและศัตรูต่างๆ ที่มีมากขึ้น ดังนั้นความคิดเช่นนี้ก็ดูไม่แปลกและไม่ขัดกับความเป็นจริงเท่าไหร่นัก แต่เมื่อเร็วๆ นี้เองความคิดดังกล่าวต้องถูกล้มเลิกไปอย่างสิ้นเชิง เพราะจากการคำนวณทางด้านคณิตศาสตร์ของนักฟิสิกส์ทําให้เราค้นพบว่าดวงจันทร์ของโลกซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าดวงจันทร์ของเราสองดวงถึงสองร้อยเท่านั้น ถึงแม้มันจะอยู่ห่างจากโลกมากก็ตาม แต่มันก็สามารถส่งแรงดึงดูดมายังโลกได้ด้วยกำลังที่แรงมาก และด้วยแรงดึงดูดจากดวงจันทร์นี้เองเป็นผลให้น้ำในมหาสมุทรนี้จะมีการขึ้นลงทีละหลายๆ ฟุต โดยจะขึ้นลงวันละสองหน ฉะนั้นด้วยเหตุนี้เองพื้นที่ต่ำๆ บนผิวโลกจึงถูกน้ำท่วมวันละสองหน   ดังนั้นความคิดที่ว่ามีสิ่งมีชีวิตอยู่ในมหาสมุทรนั้นจึงดูจะผิดกับหลักวิทยาศาสตร์เสียแล้ว เพราะว่าทั้งบนแผ่นดินและในมหาสมุทรนั้นอยู่ในระหว่างการเปลี่ยนแปลงเสมอๆ

สรุปแล้วบนโลกเต็มไปด้วยธรรมชาติที่เป็นอุปสรรคต่อสิ่งมีชีวิตมาก เช่นพลังงานและปฏิกิริยาอันรุนแรงที่เกิดขึ้นในบรรยากาศแรงโน้มถ่วงที่มีอำนาจการดึงดูดรุนแรง และการเปลี่ยนแปลงระหว่างน้ำและแผ่นดินเสมอๆ แน่นอนว่ามันเป็นสภาพที่ไม่เหมาะจะมีสิ่งมีชีวิตอย่างที่มีบนดาวของเราขณะนี้เลย แต่ก็ยังไม่แน่ทีเดียวนัก เพราะมีนักดาราศาสตร์บางคนอ้างว่ามีการเปลี่ยนแปลงสีของโลกในบริเวณนี้ว่า เนื่องมาจากว่า คงมีพืชเกิดขึ้นบนโลกและมีการเปลี่ยนแปลงสีขณะที่มีการเจริญเติบโตในฤดูต่างๆ กันพืชพันธุ์เหล่านี้อาจเกิดขึ้นเนื่องจากปริมาณฝนและความชื้นต่างที่เหมาะสม ซึ่งขณะนี้ความคิดนี้ยังไม่ได้รับการยืนยันหรือคัดค้านว่าถูกหรือผิดประการใด

คราวนี้สำหรับสัตว์แล้วถ้ามีอยู่บนโลกก็จะต้องเป็นเรื่องที่ต้องศึกษากันเป็นพิเศษทีเดียวเพราะจากข้อมูลทั้งหมดเราก็เห็นได้ชัดๆ แล้วว่ามันเป็นการยากมากที่จะมีสัตว์เกิดขึ้นได้หรือถ้ามีสัตว์เหล่านี้คงต้องมีพลังในตัวมากพอที่จะต่อสู้กับแรงโน้มถ่วงของโลกได้ ด้วยเหตุนี้สัตว์เหล่านี้อาจจำเป็นต้องมีเท้าหลายๆคู่ และคงสามารถเคลื่อนไหวได้เพียงช้าๆ เท่านั้นนอกจากลักษณะการเคลื่อนไหวอันงุ่มง่ามแล้ว ตามตัวของมันยังต้องมีเกราะหนาและแข็งแรงเพื่อป้องกันอันตรายต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากพายุไฟและบรรยากาศที่มีความรุนแรง ฉะนั้นคำถามที่เคยถามกันว่าควรจะมีสิ่งมีชีวิตที่ฉลาดอยู่บนโลกหรือไม่นั้นก็ต้องเป็นอันว่าหมดสิทธิ์ไป เพราะเรานี่แหละคือสิ่งมีชีวิตที่ฉลาดที่สุดในระบบสุริยะจักรวาล

สำหรับเรื่องคำตอบที่จะให้ดีไปกว่านั้นเราต้องรออีกสักหน่อยรอจนกว่าเราพร้อมที่จะเผยความลับชิ้นสุดท้ายของโลก ณ. เวลานั้น   มันไม่นานเกินรอเพราะจากความก้าวหน้าทางด้านวิทยาศาสตร์ซึ่งขณะนี้เราสามารถสร้างจรวดลากจูงได้แล้วนั้น มันได้ทําให้เราเห็นทางที่จะเป็นไปได้ในการสร้างยานอวกาศเพื่อหนีจากแรงโน้มถ่วงของดาวของเราข้ามอ่าวรังสีคอสมิกแล้วมุ่งสู่โลกซึ่งเป็นเพื่อนบ้านผู้ลึกลับของเรา ถึงแม้ว่าแรงโน้มถ่วงที่มีกำลังแรงของโลกจะทําให้เราหมดโอกาสที่จะลงจอดบนพื้นโลกก็ตาม (ไม่แน่เราอาจจะใช้พวกหุ่นยนต์ที่ควบคุมด้วยวิทยุลงไปสํารวจบนพื้นโลกก็ได้) แต่เราก็สามารถโคจรรอบโลกได้ในระยะต่ำ คราวนี้เราก็จะสามารถสังเกตเห็นทุกสิ่งทุกอย่างบนพื้นโลกได้ชัดเจนและละเอียดกว่าเมื่อก่อนที่เราเคยนั่งสังเกตการณ์ด้วยกล้องโทรทรรศน์อยู่บนดาวของเรา

ในที่สุดเดี๋ยวนี้เราก็สามารถคิดค้นในการนำเอาพลังงานนิวเคลียร์ซึ่งเป็นพลังงานที่ใช้ไม่มีวันหมดสิ้นมาใช้ได้สำเร็จ ในไม่ช้าความฝันของเราคงเป็นความจริง เพราะเราจะใช้พลังงานอันมหาศาลที่ได้จากพลังงานนิวเคลียร์นี้มาขับเคลื่อนยานอวกาศของเราเพื่อเดินทางมุ่งไปสํารวจโลกและดวงจันทร์ซึ่งเป็นเป้าหมายแรกของเรา และดาวเคราะห์ดวงอื่นที่ถัดไปก็คือ…

 

…เป็นที่น่าเสียดายอย่างยิ่งที่ข้อความดังกล่าวในสำเนาต้องสิ้นสุดลงแค่นี้ มันสิ้นสุดไปพร้อมๆ กับห้องสมุดแห่งราชอาณาจักรและส่วนที่เหลือของเมืองโอเอซิสด้วยแรงระเบิดของอาวุธนิวเคลียร์ ในขณะที่จรวดขีปนาวุธได้ทําให้ความเจริญของมนุษย์ดาวอังคารต้องจบสิ้นลงไกลออกไปอีก 40 ล้านไมล์ สงครามที่สำคัญในประวัติศาสตร์ของมนุษย์ก็กำเนิดขึ้นเช่นกันแต่ด้วยอาวุธที่ล้าสมัยกว่ามาก นั่นคือกองทัพของกรีกกำลังโจมตีกรุงทรอย α

 


จาก Report on Planet Three ของ Arthur C. Clarke
ถอดความโดย วัชระพงศ์ ยะไวท์
ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสารมิติที่ 4 ปีที่ 1 ฉบับที่ 3 เดือนพฤศจิกายน 2522
ที่มาเรื่องและภาพ: ซีดีรวมเรื่องสั้นนิยายวิทยาศาสตร์โดยซีเอ็ด

 

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s